เที่ยวบางปะอิน ด้วยรถไฟ KIHA

แนะนำการจัดทริปวันธรรมดาแบบชิล ๆ

ช่วงเช้า: นั่งรถไฟปรับอากาศมาลงสถานีบางปะอิน แล้วนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปลงที่ พระราชวังบางปะอิน เดินเที่ยวชมสถาปัตยกรรมด้านใน (แนะนำให้ไปเช้าหน่อยแดดจะไม่แรงมากครับ)

ช่วงกลางวัน: แวะทานมื้อเที่ยงราคาประหยัดที่ ร้านอาหาร ครัวฟ้า หรือเลือกจิบกาแฟและทานขนมปังรองท้องริมแม่น้ำที่ร้าน น้ำท่า cafe-coffee house เพื่อหลบแดดตอนเที่ยง

ช่วงบ่าย: นั่งกระเช้าไฟฟ้าข้ามฝั่งไปชมโบสถ์คริสต์ในวัดไทยที่ วัดนิเวศธรรมประวัติ และเดินไปนั่งตากแอร์พักผ่อนยาว ๆ ที่ รักษ์บางปะอินคาเฟ่ ซึ่งอยู่ติดกัน ก่อนจะนั่งวินกลับสถานีรถไฟเพื่อเดินทางกลับดอนเมือง

รอบเวลาเดินรถไฟปรับอากาศ (KIHA) ขาไปและขากลับ

ขบวนรถไฟชานเมืองดีเซลรางปรับอากาศ KIHA 40/48 (SRT Bangkok Connex) ในวันธรรมดา (จันทร์ - ศุกร์) จะวิ่งให้บริการขาไป 3 รอบ และขากลับ 3 รอบต่อวัน โดยใช้เวลาเดินทางระหว่างสถานีดอนเมืองและสถานีบางปะอินประมาณ 45 นาที ซึ่งมีตารางเวลาที่อัปเดตล่าสุดดังนี้



🚂 ตารางเดินรถ KIHA 40/48 (วันธรรมดา จันทร์ - ศุกร์)

ขบวนรถ - ขาไป: ออกจากดอนเมือง - ถึงสถานีบางปะอิน

  • ขบวนที่ 1 (เช้ามาก) 06:10 น. - 06:55 น.
  • ขบวนที่ 2 (สาย - แนะนำ) 09:30 น. - 10:15 น.
  • ขบวนที่ 3 (เย็น) - 16:40 น. - 17:25 น.

ขบวนรถ - ขากลับ: ออกจากบางปะอิน - ถึงสถานีดอนเมือง

  • ขบวนที่ 1 (เช้า)07:45 น. - 08:30 น.
  • ขบวนที่ 2 (เที่ยง)11:00 น. - 11:45 น.
  • ขบวนที่ 3 (เย็น - แนะนำ)18:05 น. - 18:50 น.

(หมายเหตุ: ขากลับรถไฟจะออกจากสถานีต้นทางอยุธยา เวลา 07:30 น., 10:45 น. และ 17:50 น. แล้วจะมาเทียบชานชาลาที่สถานีบางปะอินตามเวลาในตารางด้านบน)

ทริคแนะนำการจัดเวลาเที่ยว

ขาไป: แนะนำให้ขึ้นรอบ 09:30 น. คุณจะถึงบางปะอินช่วงสาย ๆ แดดกำลังดี ไม่ต้องตื่นเช้าเกินไป มีเวลาเดินเที่ยวชมพระราชวังบางปะอินได้แบบไม่เร่งรีบ

ขากลับ: แนะนำให้กลับรอบ 18:05 น. เพื่อให้มีเวลาเดินเที่ยววัดนิเวศธรรมประวัติ แวะนั่งพักผ่อนทานขนมที่คาเฟ่ริมน้ำช่วงบ่าย และทานอาหารเย็นจานโปรด ก่อนมารอขึ้นรถไฟกลับดอนเมืองได้อย่างชิล ๆ

สำหรับร้านอาหารราคาเป็นมิตรและคาเฟ่นั่งพักผ่อนใกล้ ๆ พิกัดท่องเที่ยวหลัก มีตัวเลือกที่น่าสนใจดังนี้

ร้านอาหารและคาเฟ่แนะนำราคาไม่แพง

รักษ์บางปะอินคาเฟ่ (Rak Bang Pa-In Café)

พิกัด: อยู่ฝั่งเดียวกับวัดนิเวศธรรมประวัติ (หลังจากนั่งกระเช้าข้ามฝั่งมาแล้วให้เลี้ยวซ้าย)

จุดเด่น: ร้านติดริมน้ำเจ้าพระยา บรรยากาศดีและรับลมเย็นสบาย มีเครื่องดื่มและเค้กหลากหลายรสชาติดี

ราคาโดยประมาณ: เมนูขนมและเครื่องดื่มเฉลี่ยอยู่ที่ 60 – 200 บาท ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับวิวหลักล้าน

น้ำท่า cafe-coffee house

พิกัด: ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในตําบลบ้านเลน (ใกล้โซนพระราชวัง)

จุดเด่น: ร้านกาแฟสไตล์สโลว์ไลฟ์บรรยากาศเงียบสงบและอบอุ่น เหมาะสำหรับแวะนั่งพักขาจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ ชมวิวแม่น้ำ เจ้าของร้านและพนักงานบริการเป็นกันเอง

ราคาโดยประมาณ: เครื่องดื่มเริ่มต้นประมาณ 60 – 100 บาท (เปิดวันอังคาร - อาทิตย์ 07:00 - 17:00 น. ปิดวันจันทร์)

ร้านอาหาร ครัวฟ้า

พิกัด: ถนนอุดมสรยุทธ ตำบลบ้านเลน (ใกล้สถานีรถไฟและชุมชนบางปะอิน)

จุดเด่น: หากเน้นกินข้าวจานหลักราคาประหยัด ร้านนี้เป็นร้านอาหารจานเดี่ยวและอาหารตามสั่งที่คนในพื้นที่นิยม เมนูขึ้นชื่อคือผัดไทยและต้มยำรสชาติกลมกล่อมกลมกล่อม บรรยากาศเป็นกันเองและเรียบง่าย

ราคาโดยประมาณ: อาหารจานเดี่ยวเริ่มต้นที่ 50 – 80 บาท (เปิดเฉพาะวันจันทร์ - ศุกร์ 07:30 - 14:30 น. เหมาะสำหรับมื้อกลางวัน)


เอาอะไรติดกระเป๋าขึ้นเครื่อง ? Carry-on / Personal Item

ชวนจัดของเมื่อต้องเดินทางไกล มีระยะเวลาเปลี่ยนเครื่อง เราควรมีอะไรติดตัวบ้าง? กระเป๋าติดตัว (Carry-on / Personal Item) ไม่ได้มีไว้แค่ "ใช้บนเครื่อง" แต่จริง ๆ แล้วมันคือ ชุดเอาตัวรอด 24 ชั่วโมงแรกของการเดินทาง

คนที่เดินทางบ่อยจำนวนมากจะจัดกระเป๋าด้วยแนวคิดนี้ "ถ้ากระเป๋าโหลดหายไป 1 วัน ฉันยังใช้ชีวิตได้ไหม" ถ้าตอบว่า "ได้" แสดงว่าจัดกระเป๋าได้ดีแล้ว

แนะนำให้จัดกระเป๋าแบบ "พร้อมรับมือ แต่ยังคล่องตัว" มากกว่าพกทุกอย่าง

แบ่งของเป็น 3 ซองเล็ก ๆ ในกระเป๋า จะหยิบง่ายมาก

  1. ซองสุขภาพ: ยา พลาสเตอร์ เจลแอลกอฮอล์ ทิชชู่เปียก
  2. ซองอิเล็กทรอนิกส์: Power Bank สายชาร์จ หัวชาร์จ ปลั๊กแปลง
  3. ซองดูแลตัวเอง: แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ลิปบาล์ม มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ครีมกันแดด หวีพับ

เมื่อถึงจุดตรวจความปลอดภัยหรือเวลาต้องเปลี่ยนเครื่อง คุณจะไม่ต้องรื้อทั้งกระเป๋าเพื่อหาของชิ้นเดียว และถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น เที่ยวบินล่าช้า ต้องค้างคืน หรือกระเป๋าโหลดมาช้า คุณก็จะพร้อมรับมือได้อย่างสบายใจมากขึ้น


1. เอกสารสำคัญ (ห้ามโหลดใต้เครื่อง)

  • Passport
  • Boarding Pass
  • Wallet
  • เงินสด (แบ่งเก็บ 2 ที่)
  • บัตรเครดิตอย่างน้อย 2 ใบ
  • ประกันเดินทาง
  • สำเนาพาสปอร์ต (กระดาษ + รูปในมือถือ)
  • เบอร์ติดต่อฉุกเฉิน

2. ยาประจำตัว สิ่งนี้สำคัญมาก อย่าโหลดใต้เครื่องเด็ดขาด เช่น

  • ยาประจำตัว
  • ยาแก้ปวด
  • ยาแก้แพ้
  • ยาแก้เมารถ
  • ยาแก้ท้องเสีย
  • พลาสเตอร์
  • เกลือแร่ ORS
  • ยาอมแก้เจ็บคอ

3. ของใช้ส่วนตัวขนาดเดินทาง (100 ml)

รวมทั้งหมดไม่เกินประมาณ 1 ลิตรตามข้อกำหนดของของเหลวในกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (โดยปกติแต่ละชิ้นต้องไม่เกิน 100 มล. และใส่รวมในถุงใสที่กำหนด) ไม่จำเป็นต้องเอาเต็มชุดเหมือนอยู่บ้าน เช่น

  • แปรงสีฟัน
  • ยาสีฟัน
  • ครีมล้างหน้า
  • มอยส์เจอร์ไรเซอร์
  • ครีมกันแดด
  • ลิปบาล์ม
  • แอลกอฮอล์เจล
  • โรลออน

4. เสื้อผ้าสำรอง 1 ชุด

อันนี้หลายคนลืม แต่ถ้ากระเป๋าหาย... จะช่วยชีวิตเลย อย่างน้อยมี 

  • เสื้อยืด
  • กางเกงใน
  • ถุงเท้า
  • กางเกงขาสั้นบาง ๆ

5. เสื้อกันหนาวบาง อันนี้สำคัญมากเพราะ บนเครื่องหนาว สนามบินหนาว เปลี่ยนเครื่องกลางดึกหนาว ไม่ต้องหนามาก เสื้อฮู้ดบาง ๆ หรือแจ็กเก็ตน้ำหนักเบาก็เพียงพอ

6. ผ้าพันคอผืนใหญ่ ของชิ้นเดียวใช้ได้หลายอย่าง คุ้มพื้นที่มาก

  • ✔ เป็นผ้าห่ม
  • ✔ หมอน
  • ✔ กันหนาว
  • ✔ บังแดด
  • ✔ รองนั่ง

7. Power Bank - มือถือ

สำคัญมาก ยิ่ง Transit 6–8 ชั่วโมง มือถือคือทุกอย่าง ควรเลือกความจุที่สายการบินอนุญาต (โดยทั่วไปไม่เกิน 100 Wh โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นพิเศษ) และต้องพกติดตัวขึ้นเครื่อง ไม่โหลดใต้เครื่อง และทุกวันนี้สายการบินไม่ให้โหลดลงเครื่องด้วย

  • Boarding Pass
  • Google Maps
  • โรงแรม
  • ภาษา
  • ติดต่อคนอื่น

8. สายชาร์จ

หลายคนมี Power Bank แต่ลืมสาย ควรมี USB-C , Lightning หรือสายที่อุปกรณ์ของเราใช้

9. ปลั๊กแปลง ถ้าไปต่างประเทศควรอยู่ใน Carry-on เพราะถึงโรงแรมคืนแรก จะได้ชาร์จได้เลย

10. หูฟัง ใช้เวลารอเครื่อง ใช้บนเครื่อง ลดเสียงคนรอบข้าง

11. ขวดน้ำเปล่า ผ่าน Security แบบว่างเปล่า เข้าไปแล้วค่อยเติมน้ำ ประหยัดมาก

12. ของกินเล็กน้อย เช่น ถั่ว, Energy Bar, คุกกี้, ลูกอม, เพราะส่วนใหญ่ถ้า Transit นาน ๆ ร้านอาหารแพงมาก

13. ทิชชู่เปียก ใช้ได้ทุกสถานการณ์

14. หน้ากากอนามัย อากาศบนเครื่องค่อนข้างแห้ง บางคนใส่ช่วงนอน

15. ปากกา หลายประเทศยังมีเอกสารให้กรอก มีปากกาจะสะดวกมาก

16. แว่นสายตา ถ้าใส่คอนแทคเลนส์ ควรมีแว่นสำรอง

17. ถุงผ้าพับได้ เอาไว้ ซื้อของ แยกเสื้อผ้า แยกของเปียก

18. ถุงซิปล็อก ใช้ได้สารพัด ใส่ของเหลว ของเปียก เสื้อผ้า

Transit 6–8 ชั่วโมง

ถ้าต้อง Transit 6–8 ชั่วโมง ฉันจะเพิ่ม

  • หนังสือ 1 เล่ม หรือเครื่องอ่านอีบุ๊ก
  • หมอนรองคอแบบเป่าลม
  • ที่อุดหู
  • Eye Mask
  • ครีมทามือ
  • ลิปบาล์ม

อากาศในเครื่องบินแห้งมาก 

ถ้ากระเป๋าโหลดหาย

ลองคิดว่า 24 ชั่วโมงแรก ฉันจะอยู่ได้ไหม ควรมี

  • เสื้อผ้า 1 ชุด
  • ชุดชั้นใน
  • แปรงสีฟัน
  • ยา
  • ที่ชาร์จ
  • เอกสาร
  • เงิน
  • เครื่องสำอางพื้นฐาน
  • โทรศัพท์

ถ้ามีครบ ต่อให้กระเป๋าหาย 1–2 วัน ก็ยังใช้ชีวิตต่อได้ค่อนข้างสบาย

บทความแนะนำ

เตรียมของใช้ติดตัว ยามเดินทาง - Travel Kit

จัดเตรียมของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เมื่อจะต้องเดินทางไกลหลายวัน Travel Kit ที่จะทำให้เราไม่หลงลืมสิ่งของสำคัญ ซึ่งหลายคนก็รู้อยู่แล้วว่า บางอย่างตัดออกได้ตามความเหมาะสม ดูสถานการณ์หน้างานเป็นหลัก

แนะนำสำหรับคนที่มีจังหวะชีวิตเป็นแบบ "เดินทางเป็นช่วง" ระบบที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นระบบที่ดูพร้อมที่สุด แต่เป็นระบบที่เข้ากับความถี่ในการใช้งานจริงของคุณ

🎒 1. ชุดเอกสารและของสำคัญ (Essentials Kit)

เก็บไว้ในซองซิปกันน้ำ

  1. บัตรประชาชน
  2. พาสปอร์ต (ถ้าไปต่างประเทศ)
  3. สำเนาพาสปอร์ต/บัตรประชาชน
  4. แผนการเดินทาง
  5. เงินสด
  6. บัตรเครดิต/เดบิต
  7. ประกันเดินทาง (ถ้ามี)


📱 2. ชุดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Tech Kit)

เก็บในกระเป๋าใบเดียว

  1. iPad
  2. หูฟัง
  3. สายชาร์จ
  4. พาวเวอร์แบงค์
  5. ปลั๊กไฟสายยาว
  6. ปลั๊ก Universal
  7. สายชาร์จสำรองอีกเส้น
  8. Adapter USB หลายช่อง
  9. สายรัดสายไฟ (Velcro)

🧴 3. ชุดอาบน้ำและสกินแคร์ (Toiletry Kit)

  1. ครีมอาบน้ำ
  2. สบู่
  3. แชมพู
  4. โฟมล้างหน้า
  5. โทนเนอร์
  6. โลชั่น
  7. ครีมทาหน้า
  8. ครีมกันแดดหน้า
  9. ครีมกันแดดตัว
  10. แปรงสีฟัน
  11. ยาสีฟัน
  12. ไหมขัดฟัน
  13. ลิปมัน
  14. หวี
  15. ยางรัดผม (ถ้าผมยาว)
  16. สำลีก้าน
  17. สำลีแผ่น

💊 4. ชุดยา (Medical Kit)

  1. ยาสามัญ
  2. เมลาโทนิน
  3. ผ้าอนามัย
  4. พลาสเตอร์
  5. Alcohol Pad
  6. ยาแก้แพ้
  7. ยาแก้เมารถ
  8. ยาแก้ท้องเสีย
  9. เกลือแร่ ORS
  10. ยาดม
  11. ยาหม่อง

👕 5. เสื้อผ้า

  1. ชุดหลัก
  2. เสื้อผ้าตามจำนวนวัน
  3. ชุดชั้นใน
  4. ถุงเท้า
  5. ชุดนอน
  6. กางเกงช้าง
  7. เสื้อยืดตัวใหญ่
  8. ชุดสำรอง
  9. เสื้อผ้า 1–2 ชุด
  10. กางเกงขาสั้น
  11. ชุดพิเศษ
  12. ชุดออกกำลังกาย
  13. ชุดว่ายน้ำ
  14. เสื้อกัน UV
  15. เสื้อกันฝน
  16. เสื้อกันหนาวมีฮู้ด
  17. หมวก

🛏️ 6. ชุดพักผ่อน

  1. ผ้าคลุมไหล่
  2. ปลอกหมอน
  3. หนังสือ 1 เล่ม
  4. ที่ปิดตา
  5. ที่อุดหู

โดยเฉพาะถ้านอนโรงแรมหรือโฮสเทล

🥤 7. ชุดกินอยู่

  1. แก้วน้ำหรือขวดน้ำ
  2. ช้อน
  3. ส้อม
  4. ตะเกียบ
  5. มาม่า
  6. น้ำพริก
  7. กาแฟซอง
  8. ชา
  9. ขนม Energy Bar

เวลารถติดหรือขึ้นรถไฟนาน ๆ ช่วยได้มาก

🧺 8. ชุดซักล้าง

ผงซักฟอก

ที่หนีบไม้แขวน

เชือกตากผ้าแบบพกพา หนักไม่ถึง 100 กรัม แต่มีประโยชน์มาก

👜 9. กระเป๋าเสริม

  1. กระเป๋าพับได้
  2. กระเป๋าผ้าใบเล็กสำหรับดินเนอร์
  3. ถุงพลาสติกหนา
  4. ถุงซิปล็อกหลายขนาดใช้ใส่
  5. สายชาร์จ
  6. ของเหลว
  7. เสื้อผ้าเปียก
  8. ยา
  9. ของกิน

สารพัดประโยชน์

🔧 10. ชุดซ่อมแซม

  1. กรรไกร
  2. กรรไกรตัดเล็บ
  3. เข็มกับด้าย
  4. เข็มกลัด
  5. เคเบิลไทร์เล็ก ๆ
  6. เทปผ้า (หรือเทปอเนกประสงค์พันรอบปากกาไว้เล็กน้อย)
  7. ยางรัดของ

ของเหล่านี้แทบไม่กินพื้นที่ แต่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

💄 11. ชุดเครื่องสำอาง

  1. รองพื้นหรือคุชชั่น
  2. คอนซีลเลอร์ (ถ้าใช้)
  3. แป้ง
  4. ดินสอเขียนคิ้ว
  5. มาสคาร่า
  6. อายแชโดว์ (เลือกพาเลตต์เล็กหรือสีที่ใช้ได้หลายลุค)
  7. บลัชออน
  8. ลิปสติก 1–2 สี
  9. แปรงหรือฟองน้ำแต่งหน้า
  10. ที่ล้างเครื่องสำอาง หรือคลีนซิ่งที่ใช้ประจำ
  11. กระจกพกพา

เปลี่ยนจาก "Travel Kit" เป็น "Packing Kit"

สองคำนี้ต่างกันนิดเดียว แต่แนวคิดต่างกันมาก

Travel Kit

ของอยู่ในกระเป๋าเดินทางตลอด

พร้อมออกเดินทางเสมอ

Packing Kit

มีแค่ "อุปกรณ์สำหรับการแพ็ก" อยู่ในกระเป๋า

ของที่ใช้จริงยังอยู่ในที่เดิมในบ้าน

เช่น ในกระเป๋าเดินทางอาจมีเพียง

  • ถุงซิป
  • ขวดเปล่า
  • เช็กลิสต์
  • กระเป๋าเครื่องสำอางเปล่า
  • กระเป๋ายาเปล่า
  • ถุงผ้า
  • ถุงพลาสติก
  • ซองเอกสาร

พอจะเดินทาง คุณก็เดินเข้าห้องน้ำ หยิบครีม โลชั่น เครื่องสำอางที่ใช้อยู่ใส่ลงไป กลับมาก็เอาออกไปไว้ที่เดิม กระเป๋าเดินทางจึงไม่กลายเป็น "บ้านหลังที่สอง" ของสิ่งของ


ข้อคิดให้ใจเบา วิชาเบาใจ

การทำให้ใจเบาลงหรือรู้สึกโล่งใจในภาษาอังกฤษ สามารถใช้สำนวนและคำศัพท์ได้หลายแบบ เช่น lighten the load, ease the mind หรือ feel at ease ซึ่งหมายถึงการลดความกังวลและความทุกข์ที่แบกไว้ในใจ

วลีและสำนวนที่น่าสนใจ

- Lighten the load: ลดภาระหรือความเครียดในใจให้เบาลง

- Ease one's mind: ทำให้จิตใจสงบและหายกังวล

- Take a load off (your mind): ปลดปล่อยความกังวลออกไปจากสมอง

- Unburden oneself: การระบายหรือปลดเปลื้องความทุกข์ใจ

ประโยคตัวอย่างภาษาอังกฤษสำหรับ ให้กำลังใจตัวเอง (Self-encouragement) เพื่อให้ใจเบาลงและปล่อยวางความเครียด

ประโยคพูดกับตัวเองเพื่อละทิ้งความกังวล

- I need to lighten my load today. (วันนี้ฉันจำเป็นต้องลดภาระในใจลงบ้าง)

- I am letting go of things I cannot control. (ฉันกำลังปล่อยวางสิ่งที่ฉันควบคุมไม่ได้)

- I will just breathe and ease my mind. (ฉันจะแค่นั่งหายใจเข้าลึก ๆ และทำใจให้สบาย)

- It is time to take a load off my mind. (ถึงเวลาที่ต้องยกภูเขาออกจากอกได้แล้ว)


ประโยคเตือนสติให้ใจเย็นลง

- Don't carry the weight of the world. (อย่าแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวเลย)

- Take it easy, one step at a time. (ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ก้าวไปทีละขั้น)

- My peace of mind matters the most. (ความสงบสุขในใจของฉันสำคัญที่สุด)

- I've done my best, now I'll let it be. (ฉันทำดีที่สุดแล้ว จากนี้ก็ปล่อยให้มันเป็นไป)

ขึ้นรถไฟธรรมดาที่ป้ายหยุดพญาไท ไปที่ไหนได้บ้าง ?

การขึ้นรถไฟธรรมดาที่ป้ายหยุดรถพญาไท ซึ่งอยู่ในเส้นทางรถไฟสายตะวันออก คุณสามารถเดินทางไปได้หลักๆ สองทิศทาง คือมุ่งหน้าเข้าสู่สถานีปลายทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) หรือมุ่งหน้าออกสู่ชานเมืองและจังหวัดในภาคตะวันออก เช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว

ทิศทางขาเข้า (มุ่งหน้ากรุงเทพฯ)

- สถานีอุรุพงษ์: จุดจอดถัดไปก่อนถึงหัวลำโพง

- สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง): สถานีปลายทางใจกลางเมือง

ทิศทางขาออก (มุ่งหน้าภาคตะวันออก)

- สถานีใกล้เคียงในกรุงเทพฯ/ปริมณฑล: ราชปรารภ, มักกะสัน, อโศก, สุขุมวิท 71, หัวหมาก

- จังหวัดฉะเชิงเทรา: เช่น สถานีชุมทางฉะเชิงเทราจังหวัดชลบุรี: เช่น พัทยา และสถานีจุกเสม็ด (สัตหีบ)

- จังหวัดปราจีนบุรี: เช่น กบินทร์บุรี

- จังหวัดสระแก้ว: เช่น อรัญประเทศ / ตลาดโรงเกลือ (ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก)

หมายเหตุ: ป้ายหยุดรถพญาไท จะมีเฉพาะขบวนรถไฟธรรมดาและรถชานเมืองสายตะวันออกเท่านั้นที่หยุดรับ-ส่งผู้โดยสาร ควรตรวจสอบตารางเวลาและซื้อตั๋วโดยสาร บนขบวนรถกับเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ อีกครั้งขณะขึ้นรถ


ตารางเวลาออกของรถไฟธรรมดาและรถชานเมืองที่ ป้ายหยุดรถพญาไท (ขาออกมุ่งหน้าภาคตะวันออก) ตามข้อมูลล่าสุดของ ระบบกำหนดเวลาเดินรถการรถไฟแห่งประเทศไทย มีรายละเอียดเวลาที่รถจะออกจากพญาไทดังนี้

ตารางเวลาขบวนรถขาออก (ออกจากพญาไท)

เวลาออก - ขบวนรถ - ประเภทรถ - สถานีปลายทาง

06:10 น. - ขบวน  275 - รถธรรมดา - ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (อรัญประเทศ)

07:08 น. - ขบวน  283 - รถธรรมดา - จุกเสม็ด (สัตหีบ / พัทยา)

08:11 น. - ขบวน  281 - รถธรรมดา - กบินทร์บุรี

10:23 น. - ขบวน  367 - รถธรรมดา - ชุมทางฉะเชิงเทรา

12:20 น. - ขบวน  389 - รถชานเมือง - ชุมทางฉะเชิงเทรา

13:13 น. - ขบวน  279 - รถธรรมดา - ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก (อรัญประเทศ)

15:41 น. - ขบวน  277 - รถธรรมดา - กบินทร์บุรี

16:45 น. - ขบวน  379  - รถธรรมดา - หัวตะเข้

17:07 น. - ขบวน  391 - รถชานเมือง - ชุมทางฉะเชิงเทรา

17:53 น. - ขบวน  371 - รถธรรมดา - ปราจีนบุรี

19:13 น. - ขบวน  383 - รถธรรมดา - ชุมทางฉะเชิงเทรา

(หมายเหตุ: ขบวน 997 รถด่วนไปพลูตาหลวงที่วิ่งเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ จะไม่จอดรับส่งที่ป้ายหยุดรถพญาไท)

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการเดินทางการซื้อตั๋ว: เนื่องจากพญาไทเป็นเพียง "ป้ายหยุดรถ" ไม่มีห้องจำหน่ายตั๋วถาวร ผู้โดยสารสามารถเดินขึ้นไปรอบนชานชาลาและซื้อตั๋วบนขบวนรถกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง

ONE DAY TRIP

ฉะเชิงเทรา (แปดริ้ว) คือจุดหมายที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับการนั่งรถไฟชมวิวระยะสั้นจากพญาไทครับ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ค่าโดยสารไม่เกิน 15 บาท ได้นั่งรับลมชมวิวทุ่งนาและวิถีชีวิตชานเมืองอย่างเต็มที่ และเมื่อถึง สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา ก็สามารถต่อรถสองแถวหน้าสถานีไปเที่ยวต่อได้ทันที ตารางเวลาขบวนรถไฟที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางไป-กลับภายในวันเดียว มีดังนี้

ตารางรถไฟขาไป (พญาไท ➡️ ฉะเชิงเทรา)

แนะนำให้เลือกขบวนช่วงเช้า เพื่อจะได้มีเวลาเที่ยวและไม่ร้อนจนเกินไป

  • 06:10 น. (ขบวน 275) - ถึงฉะเชิงเทรา 07:40 น. (แนะนำ: อากาศกำลังสบาย)
  • 07:08 น. (ขบวน 283) - ถึงฉะเชิงเทรา 08:35 น.
  • 08:11 น. (ขบวน 281) - ถึงฉะเชิงเทรา 09:38 น.
  • 10:23 น. (ขบวน 367) - ถึงฉะเชิงเทรา 11:45 น.

ตารางรถไฟขากลับ (ฉะเชิงเทรา ➡️ พญาไท)

ขบวนรถไฟขากลับเข้ากรุงเทพฯ ที่จะจอดส่งที่ป้ายหยุดรถพญาไท มีรอบเย็นที่สะดวกดังนี้

  • 15:01 น. (ขบวน 372) - ถึงพญาไท 16:34 น.
  • 16:22 น. (ขบวน 384) - ถึงพญาไท 17:51 น.
  • 18:00 น. (ขบวน 390) - ถึงพญาไท 19:28 น.

แผนเที่ยวและไฮไลต์

เมื่อไปถึงฉะเชิงเทรา คุณสามารถเดินทางท่องเที่ยวต่อจากสถานีรถไฟได้ง่ายๆ ด้วยรถสองแถวสีขาวหรือสีเหลืองที่จอดรออยู่หน้าสถานี:

- วัดโสธรวรารามวรวิหาร: นั่งรถสองแถวสีขาวเข้าวัดไปสักการะหลวงพ่อโสธรเพื่อความเป็นสิริมงคล

- ตลาดบ้านใหม่ร้อยปี: ตลาดโบราณริมแม่น้ำบางปะกง แหล่งรวมของกินอร่อยๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวปากหม้อ ขนมเปี๊ยะ และกาแฟโบราณ เหมาะกับการเดินชิลและชมวิวแม่น้ำ

- นั่งเรือชมวิวแม่น้ำบางปะกง: มีบริการเรือนำเที่ยวชมวิถีชีวิตสองฝั่งแม่น้ำ แวะขึ้นฝั่งไหว้พระตามวัดต่างๆ

ไปทะเลด้วยรถไฟ ที่ป้ายหยุดรถพญาไท

หากคุณต้องการนั่งรถไฟไปเที่ยวทะเลโดยเริ่มเดินทางจากป้ายหยุดรถพญาไท คุณสามารถขึ้น ขบวนรถธรรมดาที่ 283 (กรุงเทพ - จุกเสม็ด) ซึ่งจะมาจอดรับผู้โดยสารที่พญาไทเวลา 07:08 น. ทุกวันจันทร์ - อาทิตย์

1. ลงสถานีเขาพระบาท (สำหรับไป "หาดบางแสน")

- เวลาถึงสถานี: ประมาณ 09:55 น.

- การต่อรถไปทะเล: หน้าสถานีจะมีรถสองแถวรอรับผู้โดยสาร นั่งต่อไปยัง หาดบางแสน หรือหาดวอนนภาได้เลย ค่ารถสองแถวประมาณ 40 บาท

- ไฮไลต์: เที่ยวริมหาดบางแสน, กินซีฟู้ดสดๆ, หรือแวะชม ศูนย์เรียนรู้โลกใต้ทะเล บางแสน (สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล)

2. ลงสถานีพัทยา (สำหรับไป "หาดพัทยา" หรือข้ามไป "เกาะล้าน")

- เวลาถึงสถานี: ประมาณ 10:34 น.

- การต่อรถไปทะเล: ต่อรถสองแถวหน้าสถานีรถไฟพัทยาเพื่อไปยังชายหาดพัทยา หรือนั่งยาวไปลงที่แหลมบาลีฮายเพื่อขึ้นเรือข้ามไปเที่ยว เกาะล้าน

- ไฮไลต์: เดินชิลชายหาด คาเฟ่ริมทะเลริมหาดพัทยา หรือนอนพักผ่อนดูน้ำทะเลใสๆ ที่เกาะล้าน

3. ลงสถานีจุกเสม็ด (สำหรับไป "หาดนางรำ-หาดนางรอง" สัตหีบ)

- เวลาถึงสถานี: 11:45 น. (สถานีปลายทางสุดสายตะวันออก)

- การต่อรถไปทะเล: จะมีรถสองแถวจอดรอรับนักท่องเที่ยวเพื่อพาเข้าไปยังโซนท่องเที่ยวทางทหาร

- ไฮไลต์: สถานีนี้อยู่ใกล้ทะเลมากที่สุด สามารถนั่งสองแถวไปเที่ยวชม เรือหลวงจักรีนฤเบศร, เดินเล่นกินลมชมวิวที่ หาดนางรำ และ หาดนางรอง ซึ่งเป็นหาดที่น้ำทะเลใสและสะอาดมากๆ

ข้อแนะนำสำหรับการเดินทาง

ขากลับ: รถไฟธรรมดาขากลับขบวน 284 จะออกจากสถานีจุกเสม็ดเวลา 13:15 น. (ผ่านพัทยาและเขาพระบาทช่วงบ่ายต้นๆ) ซึ่งค่อนข้างเร็ว หากคุณต้องการเดินเที่ยวริมหาดนานๆ แนะนำให้ขากลับเปลี่ยนมาใช้บริการรถตู้หรือรถบัสประจำทางกลับกรุงเทพฯ (ลงเอกมัยหรือหมอชิต) จะสะดวกและไม่ต้องรีบทำเวลา

การซื้อตั๋ว: เดินขึ้นมารอบนชานชาลาพญาไทก่อนเวลา 07:08 น. แล้วซื้อตั๋วบนขบวนรถกับนายตรวจได้เลย ค่าตั๋วรถไฟชั้น 3 (พัดลม) ราคาประหยัดมาก เพียงประมาณ 26 - 40 บาทเท่านั้น



เที่ยวทะเล บางแสน ด้วยรถไฟ

🚂 แผนการเดินทางขาไป (พญาไท ➡️ บางแสน)

06:55 น. เดินขึ้นมารอบนชานชาลาป้ายหยุดรถพญาไท

07:08 น. ขึ้น ขบวนรถธรรมดาที่ 283 (เดินขึ้นรถได้เลย แล้วรอซื้อตั๋วกับนายตรวจบนรถ แจ้งลง "สถานีเขาพระบาท" ค่าตั๋วประมาณ 26 บาท)

09:55 น. รถไฟถึงสถานีเขาพระบาท

🚌 การต่อรถจากสถานีรถไฟไปชายหาดเมื่อลงรถไฟที่สถานีเขาพระบาทแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง จะมีรถสองแถวมาจอดสแตนบายรอรับผู้โดยสารจากรถไฟขบวนนี้โดยเฉพาะ:

- รถสองแถว: ขึ้นรถสองแถวที่จอดหน้าสถานีเพื่อไปส่งที่ วงเวียนบางแสน หรือ หาดวอนนภา- ค่าโดยสาร: ประมาณ 40 บาท

- เวลาเดินทาง: นั่งรถสองแถวต่ออีกประมาณ 10-15 นาทีก็ถึงหน้าหาดแล้ว

🏝️ แนะนำพิกัดไฮไลต์ใกล้หาด (เที่ยวได้ใน 1 วัน)

- หาดบางแสน / หาดวอนนภา: เดินเล่นริมหาด นั่งเตียงผ้าใบทานส้มตำไก่ย่าง หรือแวะคาเฟ่ริมทะเลชิคๆ ฝั่งหาดวอนนภา

- สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล (Aquarium บางแสน): อยู่ในมหาวิทยาลัยบูรพา ไม่ไกลจากวงเวียนบางแสน เดินหรือนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปได้ ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 80 บาท ด้านในมีอุโมงค์ปลาขนาดใหญ่และแมงกะพรุนเรืองแสง สวยงามและแอร์เย็นสบายมาก

แนะนำขากลับ (บางแสน ➡️ กรุงเทพฯ)เนื่องจากรถไฟขากลับเข้ากรุงเทพฯ จะผ่านสถานีเขาพระบาทค่อนข้างเร็ว (ประมาณ 14:30 น.) ทำให้มีเวลาเที่ยวที่บางแสนน้อยเกินไป แนะนำให้กลับด้วยรถตู้หรือรถมินิบัส จะได้เที่ยวจนถึงเย็น

- จุดขึ้นรถ: เดินหรือนั่งวินมาที่ จุดจอดรถตู้หน้ามหาวิทยาลัยบูรพา (ห้างแหลมทองบางแสน)

- ปลายทาง: มีรถตู้/มินิบัส วิ่งกลับกรุงเทพฯ ตลอดทั้งวัน ส่งทั้ง สถานีขนส่งเอกมัย และ หมอชิต 2 (สามารถเลือกลงเอกมัย แล้วนั่ง BTS ต่อกลับมาพญาไท)

- ค่ารถ: ประมาณ 100 - 140 บาท รถออกทุกๆ 30-40 นาที

เที่ยวเมืองไทย คนต่างชาติชอบไปที่ไหนกันบ้าง - Travel in Thailand

Core Thailand Bucket List ถ้าเปรียบประเทศไทยเหมือนสวนสนุกขนาดใหญ่ นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้มาเพราะมีสถานที่เดียว แต่เพราะไทยมี 5 ประสบการณ์หลัก ที่หาได้ครบในประเทศเดียว และเดินทางระหว่างกันค่อนข้างสะดวก



🛕 Heritage Thailand – วัด พระราชวัง เมืองประวัติศาสตร์

🍜 Food Thailand – สตรีทฟู้ด ตลาด ร้านอาหารท้องถิ่น

🏝️ Island Thailand – ทะเล เกาะ ดำน้ำ ล่องเรือ

🌿 Nature Thailand – ภูเขา ป่า น้ำตก อุทยานแห่งชาติ

🌆 Modern Thailand – ห้าง คาเฟ่ รูฟท็อป ตลาดกลางคืน และย่านสร้างสรรค์

นี่เป็นเหตุผลที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากกลับมาเที่ยวไทยซ้ำ เพราะครั้งแรกอาจมาเพื่อ "เมืองและวัด" ครั้งต่อมาอาจตั้งใจไป "ทะเล" หรือ "ภูเขา" โดยแทบไม่รู้สึกว่ากำลังเที่ยวประเทศเดิมเลย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียมีได้ยาก

สิ่งที่ทุกชาติ "เห็นตรงกัน"

ถ้าหา "จุดร่วม" ของนักท่องเที่ยวเอเชียและยุโรปจริง ๆ จะเหลือประมาณ 10 สิ่งที่แทบทุกคนอยากทำเมื่อมาไทย

  1. เยี่ยมชมวัดและพระราชวัง
  2. กินอาหารริมทาง (Street Food)
  3. เที่ยวเกาะและชายหาด
  4. นวดแผนไทย
  5. ล่องเรือ
  6. ช้อปปิ้งตลาดและห้าง
  7. ชมวิวเมืองจากจุดสูง
  8. ชมธรรมชาติ
  9. สัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น
  10. ลองกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย เช่น มวยไทยหรือเรียนทำอาหาร

Thailand Bucket List 50 อันดับ

A. วัฒนธรรมและแลนด์มาร์ก (1–10)

  • พระบรมมหาราชวัง
  • วัดอรุณราชวราราม
  • วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
  • ล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา
  • อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
  • อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
  • ชมพระอาทิตย์ตกที่วัดอรุณ
  • ตลาดน้อย–เจริญกรุง
  • บ้านไทยโบราณและพิพิธภัณฑ์
  • ชมการแสดงวัฒนธรรมไทย

B. อาหาร (11–20)

  • เยาวราช
  • ตลาดน้ำ
  • เรียนทำอาหารไทย
  • กินผัดไทยร้านดัง
  • กินข้าวเหนียวมะม่วง
  • ดื่มชาไทย
  • ร้านอาหารริมแม่น้ำ
  • ร้านอาหารระดับ Michelin
  • ร้านอาหาร Local
  • ตลาดกลางคืน

C. ทะเลและเกาะ (21–30)

  • หมู่เกาะพีพี
  • หาดไร่เลย์
  • ภูเก็ต
  • เกาะสมุย
  • เกาะเต่า
  • เกาะพะงัน
  • เกาะลันตา
  • อ่าวพังงา
  • ดำน้ำตื้น
  • นั่งเรือหางยาว

D. ธรรมชาติ (31–40)

  • อุทยานแห่งชาติเขาสก
  • อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์
  • ปาย
  • น้ำตกเอราวัณ
  • อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
  • ดูช้างในศูนย์อนุรักษ์ที่เน้นสวัสดิภาพสัตว์
  • พายเรือคายัก
  • เดินป่า
  • ดูพระอาทิตย์ขึ้นบนภูเขา
  • ล่องแพ

E. Lifestyle และประสบการณ์ (41–50)

  • ตลาดนัดจตุจักร
  • ไอคอนสยาม
  • มหานคร สกายวอล์ค
  • นวดแผนไทย
  • Rooftop Bar
  • คาเฟ่สวย
  • นั่งรถตุ๊กตุ๊ก
  • ช้อปปิ้ง
  • ชมมวยไทย
  • เที่ยวเทศกาลไทย (เช่น สงกรานต์ หรือลอยกระทง)


100 เป้าหมายท่องเที่ยว - 100 travel destinations.

100 เป้าหมายท่องเที่ยว - 100 travel destinations. การท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายและไม่กดดันว่าจะต้องทำให้ครบเร็ว ๆ

🚆 15 เป้าหมาย: รถไฟ

  1. นั่งรถไฟสายเหนือ
  2. นั่งรถไฟสายใต้
  3. นั่งรถไฟสายอีสาน
  4. ขึ้นรถไฟชั้น 2 นอน
  5. นั่งรถไฟไปหัวหิน
  6. นั่งรถไฟไปอยุธยา
  7. นั่งรถไฟไปลพบุรี
  8. นั่งรถไฟไปพิษณุโลก
  9. นั่งรถไฟชมวิวช่วงพระอาทิตย์ตก
  10. เดินสำรวจสถานีรถไฟเก่า
  11. นั่งรถไฟไปจังหวัดที่ไม่เคยไป
  12. ใช้สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นจุดเริ่มต้น
  13. เที่ยวแบบไปเช้า–เย็นกลับด้วยรถไฟ
  14. ถ่ายภาพสถานีที่ชอบที่สุด
  15. จดบันทึกการเดินทางด้วยรถไฟ



🚌 10 เป้าหมาย: รถเมล์

  1. นั่งรถเมล์ไปสุดสาย
  2. ลองรถเมล์สายใหม่
  3. เที่ยวด้วยรถเมล์ทั้งวัน
  4. เดินสำรวจย่านที่รถเมล์ผ่าน
  5. ข้ามแม่น้ำด้วยรถเมล์
  6. ลองรถเมล์ไฟฟ้า
  7. ไปตลาดด้วยรถเมล์
  8. ไปหอศิลป์ด้วยรถเมล์
  9. ไปสวนสาธารณะด้วยรถเมล์
  10. ใช้เงินเดินทางไม่เกิน 100 บาท

🚢 10 เป้าหมาย: ล่องเรือ

  1. เรือด่วนเจ้าพระยา
  2. เรือคลองแสนแสบ
  3. ล่องเรือเกาะเกร็ด
  4. ล่องเรืออัมพวา
  5. เรือไปเกาะล้าน
  6. เรือไปเกาะเสม็ด
  7. เรือเที่ยวอ่าวพังงา
  8. เรือสำราญสิงคโปร์–มาเลเซีย
  9. ล่องเรือแม่น้ำโขง
  10. ล่องเรือชมพระอาทิตย์ตก

🏛️ 15 เป้าหมาย: พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์

  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย
  • หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
  • มิวเซียมสยาม
  • พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ
  • บ้านศิลปิน
  • พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
  • หอศิลป์เอกชน
  • นิทรรศการภาพถ่าย
  • นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย
  • นิทรรศการออกแบบ
  • พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
  • พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ
  • พิพิธภัณฑ์รถไฟ
  • พิพิธภัณฑ์ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
  • งานศิลปะกลางแจ้ง

🌳 10 เป้าหมาย: สวนสาธารณะ

  1. สวนลุมพินี
  2. สวนเบญจกิติ
  3. สวนรถไฟ
  4. สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ
  5. สวนป่าในกรุงเทพฯ
  6. เดินครบ 10,000 ก้าว
  7. อ่านหนังสือในสวน
  8. ดูพระอาทิตย์ตก
  9. ถ่ายรูปต้นไม้ที่ชอบ
  10. ฟังเสียงนก 30 นาที

🏖️ 15 เป้าหมาย: ทะเล

  1. หัวหิน
  2. ชะอำ
  3. บางแสน
  4. เกาะล้าน
  5. เกาะเสม็ด
  6. ปราณบุรี
  7. กระบี่
  8. ตรัง
  9. ภูเก็ต
  10. ระยอง
  11. สัตหีบ
  12. พังงา
  13. ดูพระอาทิตย์ขึ้นริมทะเล
  14. เดินชายหาด 5 กม.
  15. นั่งคาเฟ่ริมทะเล

⛰️ 10 เป้าหมาย: ธรรมชาติ

  1. น้ำตก
  2. ถ้ำ
  3. ภูเขา
  4. จุดชมวิว
  5. อุทยานแห่งชาติ
  6. สวนพฤกษศาสตร์
  7. ทุ่งดอกไม้
  8. ดูดาว
  9. ดูหมอก
  10. ปิกนิกกลางธรรมชาติ

✈️ 15 เป้าหมาย: ต่างประเทศ

  1. สิงคโปร์
  2. มาเลเซีย
  3. เวียดนาม
  4. ลาว
  5. ญี่ปุ่น
  6. ไต้หวัน
  7. เกาหลีใต้
  8. ฮ่องกง
  9. อินโดนีเซีย
  10. ฟิลิปปินส์
  11. จีน
  12. รถไฟต่างประเทศครั้งแรก
  13. ล่องเรือต่างประเทศครั้งแรก
  14. เที่ยวคนเดียวต่างประเทศ
  15. กลับไปประเทศที่ประทับใจอีกครั้ง