ตัวละครจาก Winnie The Pooh ตัวแทนความผิดปกติทางจิต โรคจิตกันทั้งเรื่อง !

เชื่อว่า Winnie The Pooh คงเป็นการ์ตูนในดวงใจของหลาย ๆ คน ด้วยความน่ารักไร้เดียงสาของเด็กหนุ่มและเพื่อน ๆ ในจินตนาการ ที่ทำให้เราต้องหลงไปตาม ๆ กัน แต่จริง ๆ แล้ว ตัวละครสุดน่ารักเหล่านี้มี ความผิดปกติทางจิตบางอย่างที่เราอาจไม่ได้นึกถึงกัน งานวิจัยของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดให้ ตัวละครเหล่านี้ เป็นตัวแทนของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิต แต่ละตัวจะเป็นโรคอะไรกันบ้างนั้น อย่ารอช้า ไปดูกันได้เลยค่ะ


พูห์

หมีพูห์จอมตะกละ เป็นตัวแทนของผู้ป่วย โรคกินไม่หยุด (Binge-Eating Disorder) กินได้ตลอด กินไม่รู้จักอิ่ม และโรคนี้ยังทำให้เขามีอาการสูญเสียความภูมิใจแห่งตนด้วย เพราะเขาจะกังวลเกี่ยวกับรูปร่างของตัวเอง ยิ่งกว่านั้นเจ้าหมีพูห์ยังเป็น โรคสมาธิสั้น (ADHD) ด้วย เขามักจะลืมว่าตัวเองกำลังจะทำอะไร และไม่สามารถโฟกัสกับอะไรได้นาน ๆ

ทิกเกอร์

เสื้อไฮเปอร์สุดร่าเริงตัวนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ของ โรคสมาธิสั้น (ADHD) และอาการ ขาดการควบคุมความต้องการของตนเอง ทิกเกอร์ชอบทำอะไรโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง และไม่มีการเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด เรียกง่าย ๆ ก็คือ ไม่รู้จักจำ นอกจากนี้ยังควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ อารมณ์เสียง่ายมาก และเมื่อขึ้นแล้วก็ลงย๊ากยาก ซึ่งเป็นอาการ ของโรคสมาธิสั้นนั่นเอง

พิกเล็ต

พิกเล็ตเป็นหมูขี้กลัวและขี้วิตกกังวล กลัวไปหมดทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ลองทำ ลองเจอด้วยตัวเอง และกังวลกับทุกเรื่องรอบตัว แน่นอนเพราะว่าเขาเป็นตัวแทนของ อาการวิตกกังวล และมีปัญหาเรื่อง ความภูมิใจแห่งตนต่ำ หรือ Self-esteem ต่ำ นั่นเอง

อียอร์

อียอร์ลาเบื่อโลกตัวนี้ เป็นตัวแทนของ โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Persistent Depressive Disorder หรือ Dysthymia) เป็นคนที่มองโลกในมุมร้าย ๆ ได้ตลอดเวลา และเมื่อไหร่ที่มีความสุข เขาก็จะไม่สุขเท่าไหร่ เพราะเขามักจะคิดว่าต้องมีเรื่องร้าย ๆ ตามมาอย่างแน่นอน

แรบบิท

กระต่ายจอมจู้จี้และชอบวางแผน เป็นตัวแทนของ โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ เช็กซ้ำ ๆ เพราะไม่อยากให้เกิดความผิดพลาด ทำให้เขาเครียดจนเกินไป และเมื่อไหร่ที่มีอะไรขัดใจ เขาก็จะหัวเสียทันที เพราะเขาต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนในหัวของเขานั่นเอง

อาวล์

เป็นตัวเดียวในป่าที่สามารถอ่านเขียนหนังสือได้ ทำให้ดูเป็นคนฉลาด แต่จริง ๆ แล้ว อาวล์เป็นตัวแทนของ โรคการอ่านเขียนบกพร่อง (Dyslexia) เพราะสิ่งที่เขาเขียนนั้นมักจะเขียนผิดเสมอ ๆ แต่เขาก็มีความพยายามเรียนรู้ เหมือนอัจฉริยะหลายคนที่เป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน อย่าง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และจอห์น เลนนอน

รู

เห็นน่ารัก ๆ แบบนี้ แท้จริงแล้ว รู ลูกจิงโจ้ตัวนี้ เป็นตัวแทนของ โรคออทิสติก (ASD) ปกติจะอยู่แต่ในกระเป๋าหน้าท้องของแม่ แต่เขาชอบออกมาแบบไม่ระวังตัว ถึงแม้หลายคนจะเตือนเขาก็ไม่ฟัง และหลายครั้งเขาก็ต้องเจอกับอันตราย ซึ่งเป็นลักษะอาการของผู้ป่วยโรคออทิสติกนั่นเอง

แคงก้า

แคงก้าเป็นตัวแทนของโรควิตกกังวล (Anxiety) เพราะเธอมักเกิดอาการกลัว วิตกกังวล เมื่อต้องออกไปทำอะไรสักอย่างกับเพื่อนคนอื่น ๆ และเธอยังเป็นห่วงลูกจนเกินเหตุ ซึ่งความวิตกกังวลของเธอมันส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ คนอื่นด้วย

คริสโตเฟอร์ โรบิน

เด็กหนุ่มคนนี้อาจจะดูเป็นคนปกติที่สุด แต่จริง ๆ แล้ว อาการของเขาเรียกได้ว่าหนักเอาเรื่อง เพราะเขามีเพื่อนในจินตนาการ พูดคุยทำกิจกรรมต่าง ๆ กับเพื่อนในจินตนาการ จนแยกแยะไม่ออกว่า อันไหนคือความจริง อันไหนคือจินตนาการหรือภาพหลอน เขาจึงเป็นตัวแทนของ โรคจิตเภท (Schizophrenia) ผู้ป่วยโรคนี้จะหลุดออกจากโลกความเป็นจริง


ขอบคุณที่มาจาก: ncbi, ranker

แนะนำวิธี กิน–นอน” อย่างไร ให้ห่างไกล โรคอ้วน

ในช่วงที่ต้องทำงานจากที่บ้าน หลายคนไม่ค่อยมีกิจกรรม เพราะไปไหนไม่ค่อยได้แถมยังต้องทำงานติดจอ ไม่ค่อยได้ขยับตัวเคลื่อนไหว ต่อให้ขยับทีก็มีสารพัดขนม เครื่องดื่ม แถมยิ่งดึกยิ่งหิว กลายเป็นคนติดการกินเยอะนอนดึก ส่งผลให้น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นสูงโดยไม่รู้ตัว… ถึงเวลาดูแลสุขภาพและปรับโหมดไลฟ์สไตล์ เพราะภัยเงียบจากโรคอ้วนอาจจะมาเคาะประตูถึงบ้าน อ่านบทความ ” กิน–นอน ให้ห่างไกล โรคอ้วน ” ที่นำเสนอข้อมูลแบบจัดเต็มให้อ่านกันค่ะ

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคอ้วน

นพ.ภัทรเดช เจียมสว่างพร ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ โรงพยาบาลมาสเตอร์พีซ อธิบายว่า “โรคอ้วนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมการกิน การใช้พลังงานระหว่างวัน การออกกำลังกายที่ไม่สมดุล โดยมีการกินมากกว่าการใช้พลังงาน หรือสังเกตได้ง่าย ๆ ว่า เมื่อไรก็ตามที่เรามีสัดส่วนเกิน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง เช่น มีพุงยื่น นั่นหมายความว่าระบบเผาผลาญในร่างกายเริ่มต่ำลง เป็นสัญญาณว่า เรากำลังมีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วน ซึ่งจะมาพร้อมกับกระบวนการความชราของร่างกาย  (Aging Process) อีกด้วย รวมถึงบางคน

ก็เกิดจากกรรมพันธุ์ คือถ้าพ่อแม่เป็นโรคอ้วน ลูกที่เกิดมาก็มักจะเป็นโรคอ้วนด้วยเช่นกัน ในบางคนอาจจะไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ แต่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ หรือมีระบบการเผาผลาญในร่างกายที่ต่ำ ทำให้ร่างกายอ้วนมากขึ้น”

ทั้งนี้ ภาวะโรคอ้วนสามารถประเมินเบื้องต้นได้จากดัชนีมวลกาย (BMI) โดยคำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร (ยกกำลังสอง) ถ้าดัชนีมวลกายเกิน 23 ขึ้นไปจะถือว่าเริ่มมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน แต่หากตัวเลขถึงระดับ 25 จะถือว่าเป็นโรคอ้วนระดับที่ 1 เข้าให้แล้ว (ตรวจสอบน้ำหนักตัวเบื้องต้นเพื่อคำนวณ BMI ได้ที่ > truthaboutweight)

เมื่อรู้ตัวว่าน้ำหนักเกิน

“แน่นอนว่าหลายคนเมื่อรู้ตัวว่ามีน้ำหนักเกินก็จะเริ่มควบคุมอาหาร นอกจากการกินให้น้อยลงแล้ว ยังต้องเลือกอาหารที่มีคุณภาพอีกด้วย เช่น ทานน้อยแต่ถ้าทานพวกน้ำหวาน เครื่องดื่มหวานมันที่มีน้ำตาลเยอะ ก็ไม่สามารถทำให้กลับมาผอมได้ หรือทานผิดช่วงเวลา เช่น มื้อเย็น แต่ทานอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล ที่ให้พลังงานสูง ช่วงหลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ระบบเผาผลาญจะค่อนข้างต่ำ แบบนี้การลดน้ำหนักก็จะไม่เห็นผลเท่าที่ควร”

สิ่งที่ต้องทำก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลดีที่สุด ระหว่างควบคุมการกินและการออกกำลังกาย คือ การกิน  เพราะร่างกายสามารถรับพลังงานทั้งหมด ได้มาจากการกินเท่านั้น ในขณะที่การออกกำลังกาย เช่น วิ่ง เข้าฟิตเนส หรือว่ายน้ำ ถือเป็นการใช้พลังงานอย่างหนึ่ง โดยการออกกำลังกาย มีข้อดีนอกจากจะช่วยลดปริมาณไขมันเลว (LDL) ไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอลแล้ว ยังเพิ่มปริมาณไขมันดี (HDL) ได้อีกด้วย


ซึ่งแท้จริงแล้ว เราสามารถใช้พลังงานออกไปได้หลากหลายวิธี แม้แต่ในช่วงที่เราไม่ได้ออกกำลังกาย เช่น พูดคุย นอนหลับ เพียงแต่ใช้พลังงานที่น้อยกว่า ดังนั้น กุญแจสำคัญในการลดน้ำหนัก คือการที่เราสามารถควบคุมการกินได้ ซึ่งเป็นหนทางเดียวในการรับพลังงาน เราก็จะควบคุม ระบบเผาผลาญพลังงานส่วนใหญ่ในร่างกายของเราได้

แค่กินให้เป็น ก็ไม่ลงพุง

“การปรับพฤติกรรมการกิน คือหัวใจหลัก ที่ช่วยให้ห่างไกลโรคอ้วน ซึ่งรวมถึงการควบคุมอาหาร ควบคุมการทาน คุณภาพอาหาร ปริมาณอาหาร และเวลาในการทานอาหาร อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต คือตัวการสำคัญ ที่ทำให้ร่างกายเข้าสู่กระบวนการความแก่ชราได้เร็วขึ้น สมรรถภาพการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายลดลง รวมถึงยังเสี่ยงเป็นโรคอ้วนด้วย จึงควรทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม การทานในช่วงเช้าจึงดีที่สุด และสามารถทานได้มากสุด เพราะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนไทรอยด์ เพิ่มการเผาผลาญในร่างกายได้” นพ.ภัทรเดช กล่าวเสริม

โดยทั่วไปสัดส่วนการทานอาหารที่ดีที่สุด ใน 1 มื้อ คือ

  • มื้อเช้า ควรมีผักและผลไม้ที่ไม่หวานจนเกินไป ประมาณ 50% มีคาร์โบไฮเดรตจากข้าวหรือแป้งไม่เกิน 25% และที่เหลือมีโปรตีนและไขมันอีก 25%
  • มื้อเที่ยงควรลดสัดส่วนคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง
  • และมื้อเย็นไม่ควรมีคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลเลย เช่น เพิ่มผักผลไม้ โปรตีน และไขมันที่สำคัญคือ ไม่ควรทานหลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป

ทั้งนี้ สัดส่วนในแต่ละมื้อ ขึ้นอยู่กับการใช้พลังงาน และในมื้อเย็นต้องดูกิจกรรม และช่วงเวลาในการเข้านอน ของแต่ละคน เช่น เดินเล่น อ่านหนังสือ และเข้านอนไม่ดึก สามารถเน้นสัดส่วนผักผลไม้ได้มากขึ้น หรือ ถ้าเป็นคนนอนดึกต้องใช้พลังงานเยอะ การเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจะเหมาะสมกว่า ดังนั้นควรทานอาหารให้เหมาะกับการใช้พลังงาน ถ้าทานเยอะก็ต้องออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานเยอะ ยิ่งถ้าใครที่ไม่มีเวลาก็ต้องยิ่งควบคุมทั้งคุณภาพและปริมาณอาหารให้เหมาะสม

นอนดึกทำให้อ้วน…จริงหรือ ?

เป็นเรื่องจริงที่ว่า การนอนดึกเป็นประจำส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และยังเสี่ยงเป็นโรคอ้วนอีกด้วย เพราะร่างกายของมนุษย์เราจะมีศูนย์หิวและศูนย์อิ่ม (Satiety Center) ทำงานควบคู่กัน เป็นกลไกหนึ่งของสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) เปรียบเสมือนสวิตช์ปิด-เปิดทำหน้าที่ดูแลวงจรหิวและอิ่ม

นพ.ภัทรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า “ถ้าเราเข้านอนในช่วงประมาณ 4 ทุ่ม และสามารถหลับได้ก่อน 5 ทุ่ม ศูนย์หิวและศูนย์อิ่มจะทำงานได้เป็นปกติ ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี นอกจากจะช่วยให้รูปร่างดีแล้ว หากมีการหลับลึกในช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงตีหนึ่งซึ่งโกรทฮอร์โมนหลั่งได้ดี ยังส่งผลให้ผิวพรรณดีและช่วยให้แก่ช้าอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกันถ้านอนดึกกว่านั้น เช่น นอนหลับเกิน 5 ทุ่มเป็นต้นไป การหลั่งฮอร์โมนทุกตัวในร่างกายก็จะผิดเพี้ยน ยิ่งถ้าไม่ได้รับโกรทฮอร์โมนในช่วงหลับลึก ร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการความแก่ชรา กระบวนการเผาผลาญลดลง ทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น สัดส่วนผิดปกติ ยิ่งถ้าเป็นเด็กในวัยเจริญเติบโต ร่างกายจะไม่ค่อยสูง เพราะไม่ได้รับโกรทฮอร์โมนที่เพียงพอนั่นเอง”

5 วิธีรับมือ ช่วยให้หยุดกิน – กินเพราะความเครียด เมื่อต้องอยู่บ้านนานๆ

เราต่างกำลังปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบนิวนอร์มอล กฎระเบียบที่ทำให้เราต้องอยู่แต่ในบ้าน ทำให้เราเปลี่ยนวิธีการติดต่อสื่อสาร การออกกำลังกาย การทำงาน และการกิน ความเปลี่ยนแปลงฉับพลันทั้งหมดเหล่านี้ และความจำเป็นในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เรารู้สึกเครียดได้

ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษา และการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จึงคิดว่าเป็นวาระอันดี ที่จะได้พูดถึงความเครียดและวิธีการรับมือ คุณอาจรู้สึกประหลาดใจที่ได้รู้ว่าความวิตกกังวลและความเครียดอาจแสดงให้เห็นผ่านรูปแบบการรับประทานอาหารของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เป็นการรับประทานตามอารมณ์หรือการรับประทานเพราะความเครียด

กินเพราะความเครียด คืออะไร

การรับประทานเพราะความเครียด หรือการรับประทานตามอารมณ์ มีความหมายตามชื่อของมัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคุณรับประทานอาหารเพื่อให้ลืมความรู้สึกเลวร้ายที่คุณกำลังเผชิญ โดยหวังว่าอาหารจะทำให้รู้สึกดีขึ้น

บางครั้งมันคือการตัดสินใจอย่างมีสติ แต่บ่อยครั้งก็เป็นเพียงการตัดสินใจชั่ววูบ เพื่อหวังจะจัดการกับอารมณ์ด้านลบที่คุณเองก็ไม่รู้ว่ามีต้นสายปลายเหตุจากอะไร ความเครียดและความเบื่อหน่าย อาจก่อให้เกิดการกินตามอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องอยู่กับบ้าน และรายล้อมด้วยของกินตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะสั่งอาหารจานโปรดที่มีแคลอรีมากกว่ามื้ออาหารปกติของคุณ หรือทำอาหารเองที่บ้านด้วยเครื่องปรุงและส่วนประกอบที่มีอยู่จำกัด ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่แตกต่างจากที่คุณคุ้นเคย

ความเครียดอาจก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าหรือความเศร้า ดังนั้น อาหารที่มีประโยชน์ จึงน่ารับประทานน้อยกว่าอาหารที่ถูกปาก อาหารถูกปากที่มีแคลอรีสูง จะกระตุ้นการหลั่งสารเคมีบางชนิดในสมอง ที่ทำให้รู้สึกดี แต่ก็ทำให้อยากกินอีก และการกินมากเกินไปก็จะทำให้น้ำหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเกิดความเครียด ก็จะทำให้กินเยอะขึ้นไปอีก เป็นวงจรเลวร้ายที่เราควรหลีกเลี่ยง



วิธีใดที่ดีที่สุด ในการป้องกันการกินเพราะความเครียด

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนควรทำในเวลานี้คือ การดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ และฝึกนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับ วิธีหยุดการรับประทานตามอารมณ์

1. ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง

คุณทราบดีว่า อารมณ์กระตุ้นให้เกิดการรับประทานเพราะความเครียด ดังนั้น ทำไมจึงไม่ยอมรับมัน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง หากเราจะรู้สึกอารมณ์ไม่ดี เหงา หรือเบื่อหน่ายในบางครั้ง ความรู้สึกอาจจะแย่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตราย และคุณไม่จำเป็นต้อง “แก้ไข” มัน ปล่อยให้อารมณ์เกิดขึ้นและผ่านไป โดยไม่ต้องเอาใจไปจมกับมัน

2. หาทางเลือกอื่นๆ นอกจากการรับประทาน

ซูซาน โบเวอร์แมน กล่าวไว้ว่า การเดินเร็วหรือชาสมุนไพรสักแก้ว อาจคลายเครียดได้ดีกว่าการรับประทานอาหาร ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องรับประทานอาหาร ให้ลองรับประทานอาหารกรุบกรอบเนื้อแข็ง เนื่องจากสามารถคลายความเครียดได้ ด้วยการขยับกล้ามเนื้อขากรรไกร ลองรับประทานอาหารว่างเป็นอัลมอนด์ ถั่วเหลืองสักหนึ่งกำมือ หรือเบบี้แครอท

3. รับประทานอาหารตรงเวลา และอย่าข้ามมื้ออาหาร

รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เมื่อเกิดความเครียด คุณอาจจะเลื่อนเวลารับประทานอาหารหรือแม้กระทั่งข้ามมื้อนั้นไปเลย และจะส่งผลให้ระดับพลังงานของคุณลดน้อยลงเกินควร และคุณอาจลงท้ายด้วยการรับประทานอาหารมากเกินไปในมื้อถัดไป ถ้าความเครียดคือตัวทำลายความอยากอาหาร ลองรับประทานอาหารปริมาณน้อยลง แต่บ่อยมากขึ้นในระหว่างวัน

4. ลดคาเฟอีน

ผู้คนมักรู้สึกขาดพลังงานเมื่อเกิดความเครียด และหันไปพึ่งคาเฟอีนในเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งอาจขัดจังหวะการนอนในเวลากลางคืน ถ้าคาเฟอีนทำให้คุณตื่นในเวลากลางคืน ให้ลองดื่มกาแฟและชาที่ไม่มีคาเฟอีนแทน

5. ฝึกรับประทานอาหารอย่างมีสติ

การรับประทานอาหารอย่างมีสติ หมายความว่า คุณต้องพยายามรับรู้ถึงสัญญาณของความหิวและความอิ่มภายในร่างกาย นอกจากนี้ คุณยังต้องตระหนักถึงสิ่งที่ทำให้คุณอยากรับประทานอาหาร การรับประทานอย่างมีสติ จะช่วยให้คุณสามารถเลี่ยงการรับประทานมากเกินไป และทำให้คุณเพลิดเพลินกับอาหารมากยิ่งขึ้น แม้จะรับประทานน้อยลง นอกจากนี้ คุณจะใส่ใจกับสิ่งที่คุณเลือกรับประทานมากยิ่งขึ้น

ซูซาน โบเวอร์แมน สรุปไว้ว่า ในช่วงเวลาเช่นนี้ คุณไม่ควรจำกัดสิ่งที่รับประทาน แต่ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากที่สุด เพื่อรับโภชนาการที่เหมาะสมที่สุด และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดี การระบาดครั้งนี้ ทำให้เราทุกคนเผชิญกับเกิดความเครียดมากยิ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่การเรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดนั้น จะทำให้คุณ ผู้คนที่คุณรัก และคนรอบข้างของคุณ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

5 วิธีทำให้สมองฟิต ไอเดียปิ๊งตลอดเวลา

คุณเคยมีอาการอย่างนี้บ้างมั้ย .. จับจ่ายไม่ได้ เพราะลืมกระดาษโน๊ตจดรายการของที่ต้องซื้อไว้ที่บ้าน พระเอกหนังเรื่องที่ดูเมื่อวานชื่ออะไรน้า จอดรถไว้ชั้นไหนของห้างนะ .. อย่า! อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าคุณเริ่มแก่ สมองเริ่มเสื่อมแล้ว มีวิธีฟิตสมองอย่างง่ายๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวันมาฝากกัน

ก่อนฟิตสมอง คุณรู้มั้ยว่า พฤติกรรมซ้ำๆ ทำให้สมองฝ่อ ในโลกที่เราคาดเดาเกือบทุกอย่างได้ล่วงหน้า กิจวัตรส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมจากจิตใต้สำนึกที่เรากระทำโดยใช้พลังจากสมอง น้อยมาก ทำให้ไม่ค่อยมีการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ประสาทในสมองชั้นนอก สมองจึงไม่ค่อยได้ออกกำลัง

ถ้าคุณขับรถหรือนั่งรถไปทำงานโดยใช้เส้นทางเดิมทุกวัน สมองคุณก็จะใช้ประสาทส่วนเดิมทุกวันเช่นกัน การใช้ประสาทเฉพาะส่วนนั้นๆ เป็นประจำทำให้เซลล์ส่วนนั้นแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันประสาทส่วนอื่นๆ กลับอ่อนแอ เพราะถูกละเลย ผลดีก็คือ คุณเริ่มช่ำชองกับเส้นทางจาก ก ไป ข แต่ผลเสียคือ สุขภาพสมอง เพราะสมองพลาดโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นด้วยทัศนียภาพใหม่ๆ กลิ่นใหม่ๆ หรือเสียงใหม่ๆ ซึ่งเป็นความแปลกและหลากหลายที่จะช่วยให้เซลล์ประสาทหลายส่วนได้มีกิจกรรม ออกกำลัง

ถ้าสมองได้รับสิ่งใหม่ ส่วนของสมองชั้นนอกหลายส่วนจะมีกิจกรรมมากขึ้นและหลากหลายขึ้น และเกิดการเชื่อมโยงเซลล์ประสาทสมองส่วนต่างๆในรูปแบบใหม่ ส่งผลให้มีการหลั่งสาร นิวโรโทรฟินส์ หรืออาหารสมองมากขึ้น เซลล์สมองจึงแข็งแรงขึ้น


5 วิธีฟิตสมองในตอนเช้า

1. หลับตาอาบน้ำ

เปิดก็อกน้ำ ปรับความแรงหรืออุณหภูมิของน้ำโดยใช้ประสาทสัมผัสและความรู้สึก (อย่าลืมฝึกวิธีปรับอุณหภูมิให้แม่นก่อนลงมือเพื่อป้องกันน้ำร้อนลวกตัว) หลับตาใช้มือสัมผัสหาอุปกรณ์อาบน้ำ จากนั้นจึงล้างหน้า อาบน้ำหรือโกนหนวด

2. เกมสลับมือ ขยับสมอง

ฝึกใช้มือข้างที่คุณไม่ถนัดแปลงฟัน หมุนฝาหลอดยาสีฟันและป้ายยาสีฟันบนแปรง อาจใช้วิธีนี้กับกิจกรรมยามเช้าอื่นๆ …การฝึกลักษณะนี้เป็นการกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ให้เริ่มสั่งการเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่สมองซีกนี้ไม่ค่อยมีส่วนร่วม มีการวิจัยพบว่าการฝึกเช่นนี้ส่งผลให้วงจรและเครือข่ายสมองในส่วนเยื่อหุ้ม สมองคอร์แทกซ์ที่ทำหน้าที่ควบคุม และรับส่งคำสั่งจากมือ มีการขยายตัวอย่างมากและในอัตราที่รวดเร็ว หรืออาจลองทำสิ่งต่างๆด้วยมือข้างเดียว ก็ได้

3. อยู่ในโลกไร้เสียง

ปิดหู ด้วยการใส่หูฟังขณะรับประทานอาหารกับครอบครัว เพื่อสัมผัสโลกเงียบ…คน ใกล้ตัวคงเคยบ่นว่าคุณฟังสิ่งที่เขาพูดเพียงครึ่งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นตอนยุ่งอยู่ ลองฝึกตัวเองด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณบังคับตัวเองให้ใช้ตัวช่วยอื่นในการทำ กิจกรรม เช่น รู้ว่าขนมปังปิ้งที่อยู่ในเครื่องปิ้งได้ที่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งเสียง

4. เช้าวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ลองเลือกกิจกรรมต่อไปนี้หนึ่งหรือสองข้อ แต่ไม่ควรทำหมดทุกข้อในเช้าวันเดียวกัน สลับลำดับกิจวัตรตอนเช้า เช่น ถ้าคุณเคยแต่งตัวก่อนกินข้าว ลองเปลี่ยนมากินข้าวก่อนแต่งตัว ถ้าคุณเคยรับประทานกาแฟกับขนมปังทุกเช้า ลองเป็นข้าวโอ๊ตและชาสุขภาพ หรืออาหารอื่นบ้าง เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก เปลี่ยนรายการวิทยุ หรือทีวีไปเป็นรายการที่คุณไม่เคยฟัง รายการเด็กเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นสมองให้สนใจในเรื่องที่คุณเคยมองข้าม

เปลี่ยนเส้นทางที่จะเดินทางไปทำงาน

จากการศึกษาภาพถ่ายของสมอง กิจกรรมใหม่ๆจะกระตุ้นเซลล์ประสาทที่กินพื้นที่สมองชั้นนอกในบริเวณกว้าง วิธีเติมกิจกรรมใหม่นี้จะให้ผลลดลงเมื่อกิจกรรมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำเป็น กิจวัตรหรือเป็นอัตโนมัติ เนื่องจากสมองต้องใช้พลังในการทำสิ่งใหม่ๆ มากกว่าต่อนทำกิจกรรมที่ทำจนชินแล้ว

5. เซ็กส์

สุดยอดกิจกรรมออกกำลังสมอง ความตื่นเต้นระทึกใจจากกิจกรรมแปลกใหม่ เป็นหัวใจหลักของการเร้าอารมณ์รักโดยเฉพาะในคู่สมรสที่แต่งงานมานาน เพราะช่วยให้คู่รักพบกับความท้าทายและตื่นเต้นจากประสบการณ์ทางเพศแบบใหม่ ใช้จินตนาการและดึงอารมณ์ความรู้สึกทุกส่วนออกมาปรับใช้ เช่น สวมชุดนอนผ้าไหมที่ให้ความรู้สึกสัมผัสที่เรียบลื่น โรยกลีบกุหลาบหอมกรุ่นบนเตียง นวดสัมผัสกันและกันด้วยน้ำมันหอมระเหย หรือสร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลงโรแมนติค

เซ็กส์ที่ดีนับเป็นการออกกำลังสมองที่ดี ฟังดูอาจเป็นการสรรเสริญเยินยอกิจกรรมบนเตียง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง เพราะในกิจกรรมร่วมรักมีการใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างที่ก่อให้เกิดการกระตุ้น ในวงจรสมองทุกส่วนรวมทั้งวงจรที่รับรู้เรื่องอารมณ์

เคล็ดลับดีๆ อีกมากกับการบริหารสมอง ติดตามรายละเอียดได้จากหนังสือ สมองฟิต ความคิดปิ๊ง

งีบหลับแบบไหน ให้สมองแล่น – งีบกี่นาที มีผลต่อร่างกายยังไงบ้าง? Sleep

เคยมั้ย คิดงานยังไงก็คิดไม่ออก หัวมันตื้อมันตันไปหมด! ลุกไปข้างนอกก็แล้ว พักเล่นเกมก็แล้ว ก็ยังคิดไม่ได้อยู่ดี ถ้าใครทำทุกวิธีแล้วยังไม่เวิร์ก ลองแอบไปงีบดูสิ แต่ก็ต้องมีศิลปะในการงีบกันหน่อยนะ เพราะถ้างีบผิดเวลาก็อาจจะทำให้ยิ่งพังหนักกว่าเดิมก็ได้ ไปดูิธี งีบแบบไหน ให้สมองแล่น? กันได้เลยจ้า

งีบกี่นาที มีผลต่อร่างกายยังไงบ้าง?

10-20 นาที

งีบเพิ่มพลังงาน และความสดชื่น เพราะระยะเวลา 10-20 นาที จะทำให้การนอนของเราอยู่ในช่วง non-rapid eye movement (NREM) ซึ่งจะทำให้ร่างกายสดชื่น ตื่นมาแล้วจะไม่สะลึมสะลือ เป็นการงีบเพื่อเพิ่มพลังงาน เหมาะกับคนที่ต้องการตวามแอคทีฟ หรือคนที่ต้องการจะใช้แรงกายมากกว่าใช้สมอง หรือลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่ได้อย่างคล่องแคล่ว เรียกการงีบแบบนี้ว่า “power nap”

30 นาที

สำหรับการนอนครึ่งชั่วโมง จะไม่แนะนำเท่าไหร่นัก เพราะไม่เป็นผลดีต่อร่างกายของเรา ไม่ได้ช่วยให้หายง่วง หรือสดชื่นขึ้นแต่อย่างใด จากการวิจัยพบว่า หลังจากตื่นขึ้นมา จะมีอาการอึน ๆ มึนงง และยังง่วง ๆ อยู่ หรือบางทีอาจปวดหัว และกว่าอาการนี้จะหายไปก็ต้องรอไปอีกครึ่งชั่วโมง


60 นาที

การนอนประมาณ 1 ชั่วโมง จะส่งผลดีต่อสมองของเรา ทำให้ความจำดีขึ้น เพราะเป็นการนอนที่ทำให้เราอยู่ในช่วง “slow-wave sleep” เป็นช่วงที่เราจะหลับลึกที่สุด แต่ก็จะตื่นขึ้นมาแบบงง ๆ เบลอ ๆ สักพัก แต่หลังจากนั้น สมองก็จะจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น เหมาะกับคนที่จะโต้รุ่งอ่านหนังสือในคืนก่อนสอบ

90 นาที

ในระยะเวลา 90 นาที จะเป็นการนอนที่ครบ 1 รอบพอดี นั่นหมายถึง ในเวลา 90 นาทีนี้ จะมีทั้ง หลับลึก และหลับแบบสบาย ๆ รวมทั้ง REM stage (Rapid Eye movement) ซึ่งเป็นระยะที่คนเรามักจะฝัน การนอนในระยะเวลานี้ทำให้สมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทำให้อารมณ์ดีขึ้น หัวแล่น สมองปลอดโปร่ง และที่สำคัญคือช่วยให้ความจำดีขึ้น แถมพอตื่นขึ้นมาก็จะสดชื่น ไม่มีอาการงัวเงียให้เห็นอีกด้วยนะ

6 วิธีดูแลผิวพรรณให้ผิวสุขภาพดี ไม่แตกแห้ง หยาบกร้าน Skin

น้ำ เป็นสิ่งสำคัญของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายเรา โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนัง คุณสมบัติของผิวหนังที่ดี คือ สามารถทำหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมและอันตรายได้ ผิวมีความแข็งแรง มีความยืดหยุ่นและสามารถป้องกันการสูญเสียน้ำให้แก่สภาวะแวดล้อมได้ แต่เมื่อฤดูหนาวมาเยือนสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป อากาศที่เย็นลงและความชื้นในอากาศที่น้อยลง จะส่งผลให้เซลล์ผิวหนังสูญเสียน้ำได้ง่ายขึ้น จนทำให้เกิดภาวะผิวแห้ง แต่งหน้าแล้วเครื่องสำอางไม่ติด ผิวหมองลง ขาดความเปล่งปลั่ง ผิวหยาบกร้าน ผิวแดง ผิวลอก หรือเกิดขุยสีขาวอาจมีอาการคันร่วมด้วย

6 วิธี ดูแลผิวพรรณ ให้ผิวสุขภาพดี

และถ้าเป็นมากขึ้น ผิวอาจแตกและเกิดแผลเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ในบางคนที่มีโรคประจำตัวเป็นผื่นผิวหนังอักเสบยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาการอาจกำเริบได้ในช่วงหน้าหนาวนะคะ วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ กับ 6 วิธี ผิวดีท้าลมหนาว ฟื้นคืนความชุ่มชื่นด้วยวิธีง่าย ๆ โดย หมอแพร – แพทย์หญิงนภัสนันท์ เทพพรพิทักษ์ จาก รมย์รวินท์ คลินิก

1. ไม่อาบน้ำอุ่นมากเกินไป เพราะจะทำให้ผิวแห้งเสีย แตกลอก เนื่องจากความร้อนจากน้ำอุ่นจะทำลายไขมันที่เคลือบผิวไว้ ซึ่งไขมันนี้ โดยปกติจะแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิวหนังชั้นนอก ทำหน้าที่ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำผ่านออกจากเซลล์ การอาบน้ำอุ่นมากเกินไป จึงทำให้ผิวสูญเสียน้ำได้มากขึ้น

2. เลือกใช้สบู่ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน มี pH ใกล้เคียงกับผิว (ค่า pH ปกติที่ท้องแขน อยู่ที่ 5.4-5.9) ไม่เติมสีและไม่แต่งกลิ่นน้ำหอม เวลาทำความสะอาดผิวควรหลีกเลี่ยงการขัดถูอย่างรุนแรงหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสครับขัดผิวจะได้ไม่เป็นการทำร้ายผิว

3. ทาครีมให้ความชุ่มชื้นบำรุงผิว หน้าหนาวแบบนี้จำเป็นมากที่จะต้องเติมความชุ่มชื้น หลายคนอาจจะชอบใช้เซรั่มในการบำรุงผิว เนื่องจากเนื้อบางเบาซึมง่าย แต่แนะนำว่าหากยังรู้สึกว่าผิวยังแห้งอยู่ สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีมเพิ่มเติมและมีข้อแนะนำพิเศษคือ ควรทาครีมให้ความชุ่มชื้นภายใน 30 นาทีหลังอาบน้ำ เพราะจะช่วยเพิ่มการดูดซึมพร้อมกับกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดียิ่งขึ้น


4. ทาครีมกันแดด ถึงอากาศจะเย็นลง แต่รังสียูวีและแสง ยังคงทำร้ายเราเหมือนเดิม แล้วยิ่งผิวเรามีความแห้งแล้วด้วยละก็ ขอบอกเลยว่าปัญหา ฝ้า กระ จุดด่างดำ ทำร้ายเราหนักแน่นอนค่ะ ควรเลือกใช้ครีมกันแดด ที่มีประสิทธิภาพและใช้ในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งโดยเฉพาะเวลา 10.00-14.00 น. หรือถ้าจำเป็นอย่าลืมทาครีมกันแดดซ้ำ โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเหงื่อออกหรือเมื่อครีมกันแดดโดนชะล้างออกไปค่ะ

5. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง เช่น การเสียดสีของหน้ากากอนามัย ฝุ่น pm2.5 ขุยจากเสื้อผ้า โดยเฉพาะส่วนผสมจากเส้นใยสังเคราะห์ สารเคมีอื่นๆ หรือยาบางประเภท เช่น ยารักษาสิว กรดผลไม้ วิตามินซี หรือสารลอกผิวอื่น ๆ ที่อาจกระตุ้นให้ผิวแห้งเพิ่มขึ้น หากจำเป็นต้องใช้ยาควรใช้อย่างระมัดระวังค่ะ

6. อย่าลืม สุขภาพที่ดีในทุก ๆ ด้าน โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ นอนหลับอย่างมีคุณภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะคะ

5 วิธีรับมือ ช่วยให้หยุดกิน – กินเพราะความเครียด เมื่อต้องอยู่บ้านนานๆ Healthy

เราต่างกำลังปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบนิวนอร์มอล กฎระเบียบที่ทำให้เราต้องอยู่แต่ในบ้าน ทำให้เราเปลี่ยนวิธีการติดต่อสื่อสาร การออกกำลังกาย การทำงาน และการกิน ความเปลี่ยนแปลงฉับพลันทั้งหมดเหล่านี้ และความจำเป็นในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เรารู้สึกเครียดได้

วิธีช่วยให้หยุดกิน กินเพราะความเครียด เมื่อต้องอยู่บ้าน

ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษา และการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จึงคิดว่าเป็นวาระอันดี ที่จะได้พูดถึงความเครียดและวิธีการรับมือ คุณอาจรู้สึกประหลาดใจที่ได้รู้ว่าความวิตกกังวลและความเครียดอาจแสดงให้เห็นผ่านรูปแบบการรับประทานอาหารของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เป็นการรับประทานตามอารมณ์หรือการรับประทานเพราะความเครียด

กินเพราะความเครียด คืออะไร

การรับประทานเพราะความเครียด หรือการรับประทานตามอารมณ์ มีความหมายตามชื่อของมัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคุณรับประทานอาหารเพื่อให้ลืมความรู้สึกเลวร้ายที่คุณกำลังเผชิญ โดยหวังว่าอาหารจะทำให้รู้สึกดีขึ้น

บางครั้งมันคือการตัดสินใจอย่างมีสติ แต่บ่อยครั้งก็เป็นเพียงการตัดสินใจชั่ววูบ เพื่อหวังจะจัดการกับอารมณ์ด้านลบที่คุณเองก็ไม่รู้ว่ามีต้นสายปลายเหตุจากอะไร ความเครียดและความเบื่อหน่าย อาจก่อให้เกิดการกินตามอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องอยู่กับบ้าน และรายล้อมด้วยของกินตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะสั่งอาหารจานโปรดที่มีแคลอรีมากกว่ามื้ออาหารปกติของคุณ หรือทำอาหารเองที่บ้านด้วยเครื่องปรุงและส่วนประกอบที่มีอยู่จำกัด ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่แตกต่างจากที่คุณคุ้นเคย

ความเครียดอาจก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าหรือความเศร้า ดังนั้น อาหารที่มีประโยชน์ จึงน่ารับประทานน้อยกว่าอาหารที่ถูกปาก อาหารถูกปากที่มีแคลอรีสูง จะกระตุ้นการหลั่งสารเคมีบางชนิดในสมอง ที่ทำให้รู้สึกดี แต่ก็ทำให้อยากกินอีก และการกินมากเกินไปก็จะทำให้น้ำหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเกิดความเครียด ก็จะทำให้กินเยอะขึ้นไปอีก เป็นวงจรเลวร้ายที่เราควรหลีกเลี่ยง



วิธีใดที่ดีที่สุด ในการป้องกันการกินเพราะความเครียด

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนควรทำในเวลานี้คือ การดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ และฝึกนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับ วิธีหยุดการรับประทานตามอารมณ์

1. ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง

คุณทราบดีว่า อารมณ์กระตุ้นให้เกิดการรับประทานเพราะความเครียด ดังนั้น ทำไมจึงไม่ยอมรับมัน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง หากเราจะรู้สึกอารมณ์ไม่ดี เหงา หรือเบื่อหน่ายในบางครั้ง ความรู้สึกอาจจะแย่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตราย และคุณไม่จำเป็นต้อง “แก้ไข” มัน ปล่อยให้อารมณ์เกิดขึ้นและผ่านไป โดยไม่ต้องเอาใจไปจมกับมัน

2. หาทางเลือกอื่นๆ นอกจากการรับประทาน

ซูซาน โบเวอร์แมน กล่าวไว้ว่า การเดินเร็วหรือชาสมุนไพรสักแก้ว อาจคลายเครียดได้ดีกว่าการรับประทานอาหาร ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องรับประทานอาหาร ให้ลองรับประทานอาหารกรุบกรอบเนื้อแข็ง เนื่องจากสามารถคลายความเครียดได้ ด้วยการขยับกล้ามเนื้อขากรรไกร ลองรับประทานอาหารว่างเป็นอัลมอนด์ ถั่วเหลืองสักหนึ่งกำมือ หรือเบบี้แครอท

3. รับประทานอาหารตรงเวลา และอย่าข้ามมื้ออาหาร

รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เมื่อเกิดความเครียด คุณอาจจะเลื่อนเวลารับประทานอาหารหรือแม้กระทั่งข้ามมื้อนั้นไปเลย และจะส่งผลให้ระดับพลังงานของคุณลดน้อยลงเกินควร และคุณอาจลงท้ายด้วยการรับประทานอาหารมากเกินไปในมื้อถัดไป ถ้าความเครียดคือตัวทำลายความอยากอาหาร ลองรับประทานอาหารปริมาณน้อยลง แต่บ่อยมากขึ้นในระหว่างวัน

4. ลดคาเฟอีน

ผู้คนมักรู้สึกขาดพลังงานเมื่อเกิดความเครียด และหันไปพึ่งคาเฟอีนในเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งอาจขัดจังหวะการนอนในเวลากลางคืน ถ้าคาเฟอีนทำให้คุณตื่นในเวลากลางคืน ให้ลองดื่มกาแฟและชาที่ไม่มีคาเฟอีนแทน

5. ฝึกรับประทานอาหารอย่างมีสติ

การรับประทานอาหารอย่างมีสติ หมายความว่า คุณต้องพยายามรับรู้ถึงสัญญาณของความหิวและความอิ่มภายในร่างกาย นอกจากนี้ คุณยังต้องตระหนักถึงสิ่งที่ทำให้คุณอยากรับประทานอาหาร การรับประทานอย่างมีสติ จะช่วยให้คุณสามารถเลี่ยงการรับประทานมากเกินไป และทำให้คุณเพลิดเพลินกับอาหารมากยิ่งขึ้น แม้จะรับประทานน้อยลง นอกจากนี้ คุณจะใส่ใจกับสิ่งที่คุณเลือกรับประทานมากยิ่งขึ้น

ซูซาน โบเวอร์แมน สรุปไว้ว่า ในช่วงเวลาเช่นนี้ คุณไม่ควรจำกัดสิ่งที่รับประทาน แต่ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากที่สุด เพื่อรับโภชนาการที่เหมาะสมที่สุด และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดี การระบาดครั้งนี้ ทำให้เราทุกคนเผชิญกับเกิดความเครียดมากยิ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่การเรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดนั้น จะทำให้คุณ ผู้คนที่คุณรัก และคนรอบข้างของคุณ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น