แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคล็ดลับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เคล็ดลับ แสดงบทความทั้งหมด

10 วิธี ประหยัดน้ำ ทำตามง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน

10 วิธี ประหยัดน้ำ จาก "การประปา" ที่ทำตามได้ง่ายๆ ทำกันได้ทุกคน เพื่อช่วยชาติสู้ภัยแล้งในปีนี้ ได้แก่

1. ทดสอบการรั่วซึมจากอุปกรณ์ใช้น้ำในบ้าน
รู้หรือไม่? หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมากที่สุดคือเกิดการรั่วซึมของอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้าน เช่น ในครัวครัว ห้องน้ำ ห้องซักล้าง ฯลฯ สิ่งที่ควรทำเพื่อ “ประหยัดนำ้” (และประหยัดค่าน้ำประปาด้วย) คือ หมั่นตรวจสอบการรั่วขอโถสุขภัณฑ์ หากมีการรั่วซึมรีบซ่อมแซมทันที



2. ใช้ฝักบัว "ประหยัดน้ำ" ได้มากกว่า
เปลี่ยนมาอาบน้ำด้วยฝักบัวรูเล็ก และปิดน้ำระหว่างถูสบู่หรือสระผม การใช้ฝักบัวอาบน้ำจะประหยัดน้ำได้มากที่สุด และยิ่งรูฝักบัวเล็กก็ยิ่งประหยัดได้มากขึ้น

3. ใช้แก้วรองน้ำเวลาแปรงฟัน
อีกอย่างที่บางคนมักเผลอลืมตัวคือ ขณะแปรงฟันไม่ชอบใช้แก้วรองน้ำซึ่งแบบนั้นจะทำให้เปลืองน้ำมาก ดังนั้นวิธี "ประหยัดน้ำ" คือขณะแปรงฟันจึงควรใช้แก้วน้ำรองน้ำสำหรับไว้บ้วนปากขณะแปรงฟัน อย่าเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ระหว่างแปรงฟัน ช่วย “ประหยัดน้ำ” ได้ถึง 20-30 ลิตรต่อครั้ง

4. รดน้ำต้นไม้ด้วยน้ำซักล้าง
สำหรับบ้านไหนกที่ปลูกต้นไม้หรือพืชผักสวนครัว และต้องหมั่นรดน้ำเป็นประจำ แนะนำให้ใช้นำเหลือจากการใช้งานอื่นๆ เช่น น้ำล้างจาน น้ำซักผ้า นำมาใช้รดน้ำผักแทนการเปิดน้ำสะอาดจากก๊อกมารดต้นไม้ ทำให้ช่วย “ประหยัดน้ำ” ได้มากกว่า และควรใช้ฝักบัวรดน้ำแทนสายยาง อีกทั้งไม่ควรรดน้ำต้นไม่ตอนแดดจัดเพราะจะทำให้น้ำระเหยไว ยกตัวอย่างเช่น การล้างผักและผลไม้ให้รองน้ำใส่กะละมังเท่าที่จำเป็น หลังจากล้างเสร็จแล้ว ให้นำน้ำที่ล้างผลไม้เหล่านั้นไปรดน้ำต้นไม้ต่อได้

5. รองน้ำใส่ถังเสมอ
สำหรับกิจกรรมการใช้น้ำเพื่อชำระล้างสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการล้างจาน ล้างผักผลไม้ ถูพื้น หรือล้างรถด้วยตัวเอง แนะนำว่าไม่ควรเปิดน้ำจากก๊อกเพื่อฉีดล้างโดยตรง ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมาก ควรเปลี่ยนมาใช้วิธีรองน้ำใส่ถังในการชำระล้างสิ่งต่างๆ แทน และโดยเฉพาะการล้างรถให้ล้างจากด้านบนลงด้านล่าง เพื่อที่น้ำจากด้านบนจะได้ไหลลงมาชะล้างด้านล่างไปพร้อมกัน ล้างได้สะอาดเร็วขึ้น และใช้น้ำน้อยลง

6. รินน้ำดื่มให้พอดี
เวลารินน้ำดื่มใส่แก้ว ให้รินน้ำแต่พอดีและดื่มให้หมดแก้ว แต่ถ้าหากดื่มน้ำไม่หมด ก็อย่าทิ้ง ให้นำไปรดน้ำต้นไม้ต่อได้ หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่น ใช้ผ้าชุบน้ำมาเช็ดฝุ่นตามจุดต่างๆ ในบ้าน เป็นต้น

7. ซักผ้าครั้งละมากๆ
เวลาจะซักผ้าต้องรวบซักในครั้งเดียว เพราะการซักผ้าต้องใช้น้ำเยอะในการซักต่อครั้ง หากซักบ่อยๆ ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองน้ำ แนะนำให้ซักผ้าประมาณ 5-7 วันต่อครั้งก็พอ และหากใช้เครื่องซักผ้าแบบอัตโนมัติก็ปรับโหมด ECO ด้วย เพื่อเป็นการ "ประหยัดน้ำ"

8. เช็ดคราบอาหารก่อนล้างจาน
เวลาล้างจานมีเทคนิคการประหยัดน้ำ นั่นคือ ให้เช็ดคราบอาหารก่อนล้างจาน เพื่อลดปริมาณน้ำในขณะล้างจานไม่ให้สิ้นเปลือง วิธีนี้ช่วยให้ล้างจานได้สะอาดกว่าเดิม และใช้น้ำน้อยกว่าเดิมด้วย และอย่าใช้น้ำยาล้างจานมากเกินไป เพราะยิ่งน้ำยาล้างจานมีความเข้มข้นมากก็ยิ่งต้องใช้น้ำมากขึ้นในการล้างให้สะอาดหมดจด

9. ใช้ก๊อกน้ำแบบไหลเอื่อย
อีกหนึ่งวิธีที่ช่วย "ประหยัดน้ำ" ได้ดี ก็คือ ติดตั้งหัวก๊อกน้ำแบบประหยัดน้ำหรือไหลเอื่อย (Low-flow) เพื่อลดปริมาณการไหลของน้ำให้น้อยลงเวลาใช้ ซึ่งสามารถเปิดน้ำชะล้างทำความสะอาดได้ดีเหมือนเดิม

10. อาบน้ำให้รวดเร็ว
เปลี่ยนวิธีอาบน้ำ บางคนอาจจะชอบเปิดน้ำใส่อ่างอาบน้ำเพื่อแช่ตัวนานๆ ขณะอาบน้ำ หรือชอบเปิดน้ำฝักบัวแช่ไว้ระหว่างอาบน้ำ และชอบอาบน้ำช้า แบบนี้ก็จะยิ่งเปลืองน้ำมากไปอีก ควรปรับเปลี่ยนมาอาบน้ำให้เสร็จอย่างรวดเร็วไม่เกิน 5 นาที แต่ถ้าสระผมด้วยก็ควรใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ก็จะช่วย "ประหยัดน้ำ" ได้อีกทางหนึ่ง

วิธีเลือกซื้อน้ำหอม Perfume

ไม่ว่าจะผ่านไปยุคไหน สิ่งหนึ่งที่สาวๆ มือใหม่ยังต้องศึกษาเอาไว้ นั่นคือ วิธีเลือกซื้อน้ำหอม

1. เลือกซื้อน้ำหอมในสภาพร่างกายอยู่ในภาวะปกติ คือ ไม่ได้ป่วยไข้ตัวร้อน เป็นหวัด คัดจมูกเพราะกลิ่นน้ำหอมที่ได้มาอาจจะผิดเพี้ยนไปได้
2. ไม่ควรออกกำลังดายใดๆ เพราะกลิ่นเหงื่ออาจจะส่งผลในการเลือกน้ำหอมได้
3. ก่อนไปเลือกซื้อ ไม่ควรอมลูกอม หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะกลิ่นของลูกอม หมากฝรั่งจะทำให้การดมกลิ่นน้ำหอมของคุณเพี้ยนไปได้
4. บุหรี่ ก็ไม่ควรสูบก่อนไปเลือกซื้อน้ำหอมเช่นกัน เพราะกลิ่นของบุหรี่จะไปรบกวนกลิ่นน้ำหอมได้
5. เลือกน้ำหอมให้เหมาะสมในการใช้งาน เช่น น้ำหอมที่ใช้ในฤดูร้อน ฤดูหนาว น้ำหอมที่เหมาะสมสำหรับกลางวัน กลางคืน เป็นต้น เนื่องจากระดับความรุนแรงของกลิ่นน้ำหอมจะไม่เท่ากัน 
6. ฉีดน้ำหอมที่ข้อมือ หรือจุดชีพจรของร่างกาย เช่น ข้อพับข้อศอก ต้นหอ หลังใบหู เพราะจะทำให้กลิ่นน้ำหอมเด่นชัดยิ่งขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงการทดลองฉีดที่หน้าอก เพราะในสถานที่เราไปเลือกซื้อเราจะใส่เสื้อผ้า ทำให้ฉีดน้ำหอมไปที่เสื้อผ้าเส้นใยในเสื้อผ้าไม่สามารถดูดซับกลิ่นไว้ได้นาน ทำให้กลิ่นจางหายไปในเวลารวดเร็ว
7. ฉีดทดสอบทิ้งไว้ตามจุดชีพจร ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที และดูว่ากลิ่นหอมนั้นยังคงหอมแบบเดิมหรือไม่ ซึ่งการฉีดตามจุดชีพจรนี้ จะได้กลิ่นที่ดีกว่าการทดสอบด้วยการฉีดที่กระดาษทดสอบกลิ่นน้ำหอม
8. ซื้อน้ำหอมขวดเล็กไปลองใช้งาน ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อขวดใหญ่ก่อนที่ซื้อมาใช้อย่างเป็นทางการ
9. ควรทดสอบกลิ่นน้ำหอมจากน้ำหอมหลายๆ กลิ่น เพื่อเลือกกลิ่นที่ถูกใจที่สุด ในบางครั้งอาจจะต้องให้เวลาในการเลือกซื้อน้ำหอมอีกด้วย เพราะเราไม่สามารถฉีดน้ำหอมทดสอบหลายๆ กลิ่นได้ในวันเดียว ดังนั้น เพื่อไม่ให้เงินเสียเปล่าประโยชน์ เราต้องใจเย็นเพื่อให้ได้มาซึ่งกลิ่นที่ชอบที่สุด

ความเจือจางของน้ำหอม

น้ำหอมประเภท Eau Fraiche เจือจางสุด (ไม่เกิน 1 ชม.)
น้ำหอมประเภท Eau de Cologne (โอ เดอ โคโลญจน์) (EDC) (1-2 ชม.)
น้ำหอมประเภท Eau de Toilette (โอ เดอ ตัวแล้ท) (EDT) (2-3 ชม.)
น้ำหอมประเภท Eau de Parfum (โอ เดอ ปาฟูม) (EDP) 15-20% (4-5 ชม.)
น้ำหอมประเภท Parfum (ปาฟูม) หรือ Perfume (เพอร์ฟูม) 15-40% (6-8 ชม.หรือเกือบๆ 24 ชม.)

ความเชื่อ 53 วิธีแก้เคล็ด เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นตามหลักฮวงจุ้ย

1. สามี-ภรรยามักทะเลาะเบาะแว้ง

วิธีแก้เคล็ด หาเตียงทรงขอบมนมาใช้ อย่าใช้เตียงสี่เหลี่ยมที่มีมุมขอบเตียงเป็นมุมแหลมคม ถ้าเตียงมีขนาดใหญ่ก็ต้องใช้ที่นอนขนาดใหญ่ อย่าใช้ฟูกหรือที่นอน 2 ชิ้นมาวางชิดกันการใช้เตียงทรงกลม หรือเตียงขอบมนจะขจัดปัญหาการกระทบกระทั่งของคู่สมรส ทำให้มีความรักใคร่กลมเกลียวกันมากขึ้น


2. ความสัมพันธ์ไม่งอกงาม

วิธีแก้เคล็ด หลายคู่อยู่กันหลายปียังมีแต่เรื่องไม่เข้าใจกัน ความสัมพันธ์ยังคลุมครือไม่ผูกพันแน่นแฟ้ม เมื่อตรวจดูริมหน้าต่างห้องนอนก็เห็นต้นไม้ยืนแห้งเหี่ยว ดังนั้นต้องแก้ไขด้วยการตัดไม้ยืนต้นที่บริเวณหน้าบ้านและริมหน้าต่างห้องนอนออกเสีย ตามบริเวณหน้าบ้านและริมหน้าต่างห้องนอน ต้องปลูกต้นไม้ ดอกไม้ที่มีใบสมบูรณ์หรือมีดอกสวยงามและมีกลิ่นหอม จึงจะส่งผลให้คู่สามี- ภรรยามีความรักและเข้าอกเข้าใจกันได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

3.การงานไม่ก้าวหน้า

วิธีแก้เคล็ด ให้ตั้งโต๊ะทำงานไว้ยังตำแหน่งโชค คือจุดที่เป็นเส้นทแยงมุมกับประตูห้อง ตั้งโต๊ะให้อยู่ตรงมุมด้านใน เมื่อทำงานสามารถมองเห็นประตูและผู้เข้า-ออกได้สะดวก เก้าอี้ต้องหันผิงผนังหรือหรือตู้เอกสาร จะได้มีความมั่นคงในตำแหน่ง มีอำนาจบารมีและมีแต่ความเจริญก้าวหน้า

4.ขาดเกียรติยศชื่อเสียง

วิธีแก้เคล็ด ให้หันหัวเตียงไปทางทิศใต้ การตั้งโต๊ะก็ให้ตั้งโต๊ะในจุดที่เป็นทิศใต้ แล้วหันหน้าไปสู่ทิศเหนือหรือตะวันออกก็ได้ การตั้งโต๊ะในทิศใต้หรือหันหัวเตียงไปทางทิศใต้ จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้อย่างงดงาม จะอุดมด้วยเกียรติยศและชื่อเสียง ชีวิตมีแต่ความรุ่งโรจน์โชติช่วงในทุกด้าน

5. ความรักง่อนแง่น

วิธีแก้เคล็ด ให้ปลูกไผ่หรือไม้ยืนต้นอื่น ๆ ที่มีใบสดเขียวอุดมสมบูรณ์ดี ปลูกเป็นแนวริมรั้วหน้าบ้านและข้างบ้านให้ครึ้ม ยิ่งถ้าเมื่ออยู่นอกบ้านแล้วมองเข้ามาไม่ค่อยเห็นตัวบ้านได้ถนัดยิ่งถือว่าดี จะส่งผลให้คู่สามี-ภรรยารักใคร่ผูกพันมั่นคง ฐานะความเป็นอยู่ในบ้านก็จะมั่งมีศรสุข

6.คู่สามี-ภรรยา ไม่รวย

วิธีแก้เคล็ด ให้หาบ้านที่มีลักษณะอยู่บนเนิน หรือบนพื้นที่ที่มีความสูงกว่าพื้นถนนทั่วไปสักพอประมาณ ถ้าอาศัยอยู่ในบ้านเช่นนี้จะส่งผลให้ดวงชะตาดี มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยได้เร็ว ทำกิจสิ่งใดก็จะสำเร็จราบรื่นได้ดี ความสัมพันธ์ของคู่สามี-ภรรยามั่นคงยืนนานอีกด้วย

ถ้าหาบ้านอยู่อาศัยในลักษณะนี้ไม่ได้ ก็ให้ขุดสระน้ำปลูกบัวทางซ้ายมือของตัวบ้าน (ยืนอยู่ในบ้าน หันหน้าออกไปทางหน้าบ้าน)

7.ชีวิตแห้งแล้ง

ความเป็นอยู่ในบ้านมิได้ลำบากมาก แต่จิตใจแห้งแล้งขาดชีวิต ชีวา บางครั้งเงินทองก็ติดขัดไม่ราบรื่น คนในบ้านไม่มีความสดชื่น กระตือรือร้น

วิธีแก้เคล็ด ให้เลี้ยงปลาตู้สวยงามประดับบ้าน เลือกให้มีปลาเงิน-ปลาทอง ร่วมด้วยยิ่งดี จำนวนปลาที่จะเลี้ยงควรเป็น 6 ตัว 8 ตัว หรือ 9 ตัว ถือว่าเป็นมงคล คนในบ้านจะมีจิตใจแจ่มใสขึ้น ฐานะการเงินก็จะดีขึ้น มีโชคมีลาภไม่ขาด แต่ต้องดูแลตู้ปลาให้สะอาดสดใสอยู่เสมอ

8.มีบางอย่างถ่วงความเจริญ

วิธีแก้เคล็ด ให้จัดวางข้าวของเครื่องเรือนเป็นระเบียบเรียบร้อย อย่าให้มีข้าวของเครื่องเรือนเครื่องใช้ต่างๆ วางรกระเกะระกะ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นทางเดินไปมาภายในบ้านควรจัดให้กว้างขวางสามารถเดินไปมาได้สะดวก ไม่อึดอัดเพราะมีสิ่งกีดขวาง ที่ว่าทางเดินต้องปัดกวาดให้สะอาดอยู่เสมอ ข้าวของเครื่องเรือนมีน้อยชิ้นยิ่งดี สิ่งของรก ๆ ให้เก็บใส่กล่องเสีย เพื่อให้ฐานะความเป็นอยู่มีความเจริญรุ่งเรือง โชคลาภเข้าบ้านไม่ขาด ทำอะไรก็ราบรื่นปลอดโปร่งดีเหมือนไม่มีอะไรมาฉุดรั้งหรือถ่วงความเจริญไว้ เพราะจุดแห่งโชคทรัพย์ไม่ถูกปิดบัง

9.คนในบ้านไม่สดชื่น

วิธีแก้เคล็ด ถ้าอยากให้คนในบ้านอยู่อาศัยอย่างมีความสุขสันต์ ชีวิตเต็มไปด้วยความรื่นเริงเบิกบานสดชื่น ไม่ต้องมีแต่เรื่องหดหู่เป็นกังวล ควรหารูปภาพอันสดใสของทุ่งหญ้าในฤดูร้อน ทิวเขาในยามเช้า แม่น้ำ ทะเล หรือน้ำตกท่ามกลางแสงตะวันที่อบอุ่นสดใสมาติดแขวนไว้ที่ผนังห้องรับแขก อาจหารูปภาพฤดูใบไม้ผลิมาประดับผนังก็ได้ ควรเลือกภาพที่มีบรรยากาศธรรมชาติ มีไม้ดอกไม้ใบสวยๆ และอุดมสมบูรณ์ เพราะยิ่งจะเสริมส่งดวงโชคและทรัพย์ของคนในบ้านอีกด้วย

10.เงินทองไม่เข้าบ้าน

วิธีแก้เคล็ด หาตำแหน่งทรัพย์ของบ้านหรือห้องทำงาน-ร้านค้า คือตำแหน่งที่เป็นเส้นทแยงมุมกับประตู แล้วตั้งชั้นที่มุมนั้น วางรูปปั้น ฮก ลก ซิ่ว หรือแมวกวัก หรือตั้งกระถางต้นวาสนา ต้นว่านกวนอิม หรือจะตั้งแจกันดอกไม้ธรรมดาก็ได้ แต่ต้องดูแลปัดกวาดมุมนี้ให้สะอาดอยู่เสมอ

11.สามี-ภรรยาไม่ผูกพันปรองดอง

วิธีแก้เคล็ด ขุดบ่อหรือสระน้ำเล็กๆ ที่หน้าบ้านบ่อหรือสระน้ำนี้ควรเป็นรูปลักษณะคล้ายถั่วดำก็ได้ หรือเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งวงกลมก็ได้(แต่ต้องหันส่วนโค้งนูนเข้าตัวบ้าน หันส่วนเว้าออก) ในสระปลูกกอบัว เลี้ยงปลาหางนกยูง หรือทำเป็นน้ำพุก็ได้ อย่าลืมหมั่นดูแลเรื่องความสะอาดด้วย

12.ย้ายเข้าบ้านที่ผู้อื่นเคยอาศัยอยู่ อาจอับโชค

วิธีแก้เคล็ด ให้นำหิ้งพระหรือแท่นบูชาย้ายเข้าสู่ตัวบ้านหลังนั้นเป็นสิ่งแรก ตัดเล็มต้นไม้ใบหญ้าในอาณาบริเวณบ้านที่รกครึ้ม นำกระถางต้นไม้ใบไม้ใหม่ๆ สดๆ ไปปลูก ไปจัดวางอย่างน้อย 3-4 กระถาง ปัดกวาดขัดถูบ้านให้สะอาดทุกห้อง ขัดล้างทางเดินนอกบ้านให้สะอาด

นำกำปั่นหรือกล่องเล็กๆ ใส่เงินทองแก้วแหวน พร้อมด้วยข้าวสารใหม่ ย้ายเข้าบ้านเป็นสิ่งที่ 2 รองจากพระและ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นำดอกไม้ พวงมาลัย และเครื่องหอมต่างๆ เข้าบ้านก่อนย้ายข้าวของเครื่องเรือนอื่นๆ เปิดไฟให้สว่าง เปิดเพลงบรรเลงจังหวะเบิกบานสดชื่นเบา ๆ ขณะย้ายข้าวของเข้าบ้านอย่าลืมไหว้เจ้าที่เจ้าทางผีบ้านผีเรือนด้วย เคล็ดวิธีทุกข้อที่กล่าวมาจะเป็นการปัดเป่าขับไล่พลังงานที่ไม่ดีออกไป เป็นการเสริมมงคลให้แก่บ้าน

13.ตั้งหิ้งพระหรือแท่นบูชาไม่ดี ฐานะความเป็นอยู่เสื่อมถอย

วิธีแก้เคล็ด หิ้งพระหรือแท่นบูชาต่างๆ ต้องตั้งในตำแหน่งมงคลตามหลักวิชาฮวงจุ้ย ถ้าตั้งอยู่ใต้คาหรือใต้บันไดถือว่าไม่ดี ต้องรีบย้ายตำแหน่งใหม่ ถ้าตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มีคนเดินข้ามไปมาอยู่ชั้นบนหรือเมื่อเปิดประตูเข้ามาก็พบเห็นได้เลยถือว่าไม่ดี ระวังอย่าตั้งวางไว้หันหน้าเข้าหาห้องน้ำ อย่าตั้งไว้ในห้องนอนของคู่สามี-ภรรยา อย่าตั้งเหนือของร้อน เช่น เตาไฟหรือตู้เย็น ไม่สมควรตั้งไว้เหนือประตูทางเข้าบ้านหรือสำนักงาน

14.อยากเพิ่มพูนโชค

วิธีแก้เคล็ด ให้ดูแลฟื้นฟูบรรดาไม้ดอก-ไม้ใบในอาณาบริเวณบ้านให้ดี ดูว่าต้นใดเหี่ยวเฉาโรยราก็หาปุ๋ยมาใส่ หมั่นพรวนดินรดน้ำ ลิดใบที่แห้งเหลืองทิ้งเสีย อย่าปล่อยให้มีต้นไม้เฉาตายอยู่ในบ้าน เพราะจะทำให้โชคลาภเสื่อมถอย ถ้าต้นใดตายแล้วก็นำไปทิ้งหรือทำเป็นปุ๋ย หาไม้ดอกไม้ใบสีสดๆ มาปลูกใหม่ ถ้าไม่มีเนื้อที่พอจะปลุกต้นไม้ก็ให้หาไม้กระถางมาตั้งวางในบ้านตามมุมห้องรับแขก ริมหน้าต่างหรือระเบียงก็ได้

15.ค้าขายไม่ดี

วิธีแก้เคล็ด ติดภาพวาดที่เป็นรูปน้ำตก ทะเล ลำธาร หรือแม่น้ำไว้ที่หลังโต๊ะหรือเคาน์เตอร์เก็บสตางค์ เพื่อให้สายน้ำเรียกโชคลาภเงินทองเข้าร้าน แต่ต้องสังเกตกระแสน้ำในภาพด้วยว่าไหลเข้าโต๊ะหรือไหลเข้าห้องนั้นหรือไม่ ต้องดูมิให้ทิศทางของน้ำไหลออกจากประตูหรือหน้าต่างเป็นอันขาด (ถ้าเป็นบ้าน ให้ติดภาพสายน้ำในห้องรับแขก อย่าติดภาพที่ผนังห้องนอนหรือหลังโต๊ะทำงาน) หาแมวกวักหรือกบ 3 ขา มาตั้งไว้ที่โต๊ะเก็บเงิน หันหน้าของมงคลไปทางหน้าประตู

16.ขาดแคลนเงินทอง

วิธีแก้เคล็ด หาสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวยมาประดับบ้าน เช่น หาภาพวาดหรือลวดลายบนพื้นกระเบื้อง-ผ้าม่าน ที่เป็นรูปดอกไม้ รูประลอกน้ำ รูปกวางมาจัดแต่งบ้าน หา ฮก ลก ซิ่ว มาตั้งไว้บนชั้นในห้องรับแขก เลี้ยงปลาทองในตู้กระจกหรือโถแก้วเพื่อเรียกโชคลาภเงินทอง

17.อยากได้ลูก

วิธีแก้เคล็ด ถ้าอยากได้ลูกสาว ให้หันเตียงไปทางทิศใต้ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หรือทิศตะวันตก ถ้าอยากได้ลูกผู้ชาย ให้หันเตียงไปทางทิศเหนือ ทิศตะวันออก ทิศตะวันออก เฉียงเหนือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ การตัดเตียงต้องชิดมุมที่อยู่ในจุดเส้นทแยงมุมกับประตูห้อง อย่าตั้งตียงทับหรือตรงกับตำแหน่งของเตาไฟที่อยู่ในครัวชั้นล่าง ภายในห้องนอนควรจัดบรรยากาศให้อบอุ่นอ่อนหวาน ใช้โคมไฟหรี่แทนไฟสว่างจ้า และไม่ควรมีข้าวของจัดวางรกเลอะเทอะ

18.มีปัญหาเรื่องเงินทอง

วิธีแก้เคล็ด จัดห้องครัวให้สะอาดและเป็นระเบียบ บริเวณเตาไฟที่ทำครัวต้องสะอาดและอยู่ห่างจากอ่างน้ำ มุมทำครัวที่สะอาดจะเรียกโชคลาภเงินทองเข้าบ้าน ในทางตรงข้าม ครัวที่สกปรก เตาไฟที่อยู่ใกล้น้ำ จะส่งผลให้เงินทองรั่วไหล คนในบ้านมักแตกแยกและมีเรื่องขัดแย้งความวุ่นวายเสมอ

19.สามี-ภรรยา ห่างเหิน

วิธีแก้เคล็ด จัดห้องนอนให้สะอาดและมีบรรยากาศที่รื่นรมย์ เครื่องนอนควรใช้สีอ่อน ๆ สบายตา หาดอกไม้และโคมไฟสีอ่อนมาไว้ที่โต๊ะใกล้เตียง ตัดรูปภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงามสบายตาไว้ที่ข้างฝา อย่านำโต๊ะทำงานหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มาวางใกล้เตียงมากนัก ห้องนอนที่รกเลอะเทอะและเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้มากมาย ถือว่าไม่ถูกหลักฮวงจุ้ย จะส่งผลให้คู่สามี-ภรรยา หงุดหงิดและขาดอารมณ์หวานชื่นในรัก

20.กองขยะที่รกร้าง

หน้าบ้านเป็นบริเวณที่รกร้างว่างเปล่า มีกองไม้ กองหินดินทรายกอง อยู่เกะกะเหมือนกองขยะ หรือมีต้อนหญ้าขึ้นรกไปหมด ถือว่าอัปมงคล จะส่งผลให้เจ็บป่วยบ่อย อาจเป็นโรคตาหรือเกี่ยวกับภายใน

วิธีแก้เคล็ด ให้ปลุกไผ่กอใหญ่ๆ ไว้ที่หน้าบ้าน แล้วปลูกไม้พุ่มเป็นแนวกั้นบังตาไว้ หรือลงทุนให้คนมาขนขยะที่อยู่ตรงข้ามหน้าบ้านออกไปเสียให้หมด

21.ห้องรับแขกเล็ก

ห้องรับแขกนั้นเป็นอาณาบริเวณที่โชคลาภจะไหลเข้ามา ถ้าห้องรับแขกกว้างขวางปลอดโปร่ง ชี่หรือพลังที่ดีแห่งจักรวาลก็จะไหลเวียนเข้ามาและกระจายตัวได้อย่างสะดวก ถ้าห้องรับแขกเล็กก็ต้องจัดข้างของและเครื่องเรือนให้ดี ถ้ามีข้าวของรกและแน่นจนเดินเหินไปมาไม่ค่อยสะดวก จะทำให้บ้านขาดแคลนโชค

วิธีแก้เคล็ด จัดห้องรับแขกใหม่ เก็บข้าวของไม่จำเป็นไว้ในกล่อง ไม่ต้องนำมาตั้งวาง วางเก้าอี้รับแขกชิดมุมห้อง จัดแต่งให้เหลือเนื้อที่เดินเหินไปมาได้สะดวกที่สุดเป็นใช้ได้

22.สะพาน

บริเวณหน้าบ้าน มิว่าจะอยู่ในทิศทางตรงข้ามกับหน้าบ้านหรือเยื้องไปเล็กน้อยก็ตาม หากมีสะพานลอยข้ามถนน หรือสะพานรถวิ่งทอดมาในลักษณะพุ่งใส่ตัวบ้านเราพอดี จะมีผลให้คนในบ้านเจ็บป่วยบ่อย หรือมีเรื่องหงุดหงิดรำคาญใจบ่อยๆ จนหมดสุข ทำมาค้าขายใดๆ ก็ยากจะรุ่งเรือง

วิธีแก้เคล็ด ให้ทำมาค้าประเภทเนื้อสัตว์ ค้าของมีคม หรืออาวุธต่างๆ หรือของที่ต้องใช้มีดคมๆอยู่เสมอ ถ้าขายของอ่อนนุ่มหรือของกินจะรุ่งเรืองยาก ถ้ามิได้ทำการค้าก็ให้ติดยันต์โป๊วข่วยไว้หน้าบ้านบนชั้น 2

23.ทางสามแพร่ง

บ้านทุกหลังที่ตั้งรับทางสามแพร่งมักมีปัญหา เพราะจั้งรับพลังที่พุ่งเข้าใส่อย่างรุนแรงตลอดเวลา ความเป็นอยู่บ้านจึงมีแต่เรื่องเดือดร้อน ธุรกิจการงานล้มเหลว คนในบ้านแตกแยก เจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ มีแต่เคราะห์มีแต่ภัยไม่หยุด

วิธีแก้เคล็ด จำเป็นต้องแก้เคล็ดโดยด่วน หาสิงห์คาบดาบมาติดไว้ที่หน้าบ้าน ติดยันต์หินภูเขาหรือยันต์ 8 ทิศ หน้าประตูเข้าตัวบ้าน ติดระฆังลมหรือลูกแก้วคริสตัส หรือปลูกไผ่เป็นแนวบังตาหน้าบาน

24.ถนนล้อมรอบ

บ้านที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง กินเนื้อที่มาก ข้างบ้านจึงอาจล้อมด้วยถนน 2 ด้าน 3 ด้าน หรืออาจ 4 ด้าน ถื่อว่าไม่ดี คนในบ้านจะมีแต่เรื่องถูกรบกวน สิ้นเปลืองเวลาและเงินทองไปกับการแก้ไขปรับปรุงเรื่องยุ่งต่างๆ

วิธีแก้เคล็ด ให้ปลุกปาล์ม สน หรือต้นไม้ใหญ่ที่สูงกว่าบ้านตั้งไว้รอบๆ บ้าน (ริมรั้วข้างในบริเสณบ้านหรือข้างนอกก็ได้) ทุกด้าน ยกเว้นด้านหน้าบ้าน

25.บ้านร้าว

หน้าบ้านมีตึกร้าวหรือบ้านร้าวหันหน้าเข้าหา ถือว่าร้ายนัก เพราะบ้านของเราก็จะได้รับแต่พลังร้าย ๆ

วิธีแก้เคล็ด ให้ปลุกต้นไม้เป็นแนวกั้นบังตาไว้ และแขวนยันต์โป๊ยข่วยแก้เคล็ดด้วย

26.วัด ศาลาเจ้า สุสาน โบสถ์

ถ้ามีวัด ศาลเจ้า หรือสุสานอยู่ตรงข้ามบ้าน หรือยู่ข้างบ้าน เรียกว่าถ้าเปิดประตูก็มองเห็น เปิดหนเต่างออกไปก็มองเห็น ถือว่าร้ายนัก พลังร้ายจะมีอิทธิพลต่อคนในบ้าน ทำให้เกิดความหายนะ ความเสื่อมถอยต่างๆ และความตาย

วิธีแก้เคล็ด ถ้าย้ายบ้านได้ก็สมควรย้าย แต่ถ้าย้ายไม่ได้ ให้ปลุกต้นไม้ใหญ่ๆ เป็นแนวใกล้ๆ กัน เพื่อกั้นบังตาไว้ แล้วแขวนยันต์จีนและสิงห์คาบดาบไว้หน้าบ้าน แขวนระฆังลมเป็นแนวกั้นพลังร้าย 9 อัน

27.มุมเว้าแหว่งหายไป

สำรวจตัวบ้านหรือลองวาดแปลนบ้านในกระดาษ ถ้าพบว่ามีมุมใดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดเว้าแหว่งขาดหายไปถือว่าเป็นอันตราย จะมีผลร้ายต่อคนในบ้านในลักษณะแตกต่างกันไป เช่น ถ้าเว้าแหว่งทางทิศเหนือ อุปสรรคปัญหาจะเกิดแก่คู่สามี-ภรรยา

วิธีแก้เคล็ด ให้แขวนลูกแก้วคริสตัล หรือระฆังลมที่มุมตรงข้ามของส่วนที่ขาดหายไป หรือนำกระถางต้นไม้มาตั้งเรียงเป็นแนวเหมือนจะสร้างผนังบ้านให้มุมนั้นได้กลายเป็นส่วนที่เต็มอย่างสมบูรณ์

28.ต้นไม้ใหญ่

บริเวณหน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ ๆ เรียงรายตามแนวรั้วหน้าบ้านหรือยืนต้นอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านถือว่าไม่ดี ต้นไม้ใหญ่หากขึ้นอยู่ข้างบ้านและหลังบ้านจึงจะดี เพราะให้พลังปกปักรักษาและเกื้อหนุน

วิธีแก้เคล็ด ถ้าสามารถตัดได้ก็สมควรตัด แต่มิอาจทำได้ก็ไม่เป็นไร ให้หาประทัดจีน 8 ดอก ไปแขวนไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าบ้านที่สุด

29.ต้นไม้กลางบ้าน

ภายในบริเวณบ้าน ถ้ามีต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่ตรงกลางที่ดิน หรือกลางลายบ้าน สมควรตัดออก เพราจะทำให้เกิดความติดขัดในหลายๆ ด้าน

วิธีแก้เคล็ด หาประทัดจีน 5 ดอก มาผูกติดไว้ที่ต้นไม้นั้น หรือตัดต้นไม้ออกเสีย ดดยจะต้องกราบไหว้ขอขมาต้นไม้เสียก่อนก็ดี

30.หนามต้นไม้

อย่าปลูกต้นไม้ชนิดใดๆ ก็ตามลำต้นมีหนามแหลม (ยกเว้นดอกกุหลาบ) เพราะจะส่งผลให้คู่สามี-ภรรยาหรือสมาชิกในบ้านมีแต่เรื่องบาดหมางกัน และยังทำให้คนในบ้านอารมณ์แปรปรวนง่ายอีกด้วย

วิธีแก้เคล็ด ให้จัดการถอนและตัดไม้ดอก-ไม้ใบต่างๆ ที่มีหนามคม ออกไปให้หมด หาไม้มงคลมาปลูกเสริมดวงและเสริมฮวงจุ้ยตามความเหมาะสม

31.ประตูรั้ว
ประตูทางเข้าออกหน้าบ้านกับประตูทางเข้าตัวบ้าน ถ้าอยู่ในแนวตรงกันหรือเล็งกันพอดี ถือว่าเป็นอัปมงคล ยิ่งถ้าเป็นแนวตรงกับประตูหลังบ้านด้วยยิ่งร้ายใหญ่ ความเป็นอยู่ในบ้านยะวุ่นวายมีแต่ปัญหา เงินทองรั่วไหล คนในบ้านไม่เป็นน้ำใจเดียวกัน

วิธีแก้เคล็ด หาหระดิ่ง หรือระฆังลม หรือขลุ่ยจีนผูกริบบิ้นแดงผูกไว้บนเพดาน ให้ห้อยลงมาเหนือศรีษะพอสมควร ติดไว้ตรงกลางระหว่างแนวประตูที่เล็งกันพอดี

32.ประตูห้องน้ำ
ประตูห้องน้ำ-ห้องครัวอยู่ในแนวตรงกันพอดี ต้องแก้ไข เพราะห้องน้ำนั้นเป็นธาตุน้ำ ส่วนห้องครัวนั้นเป็นธาตุไฟ

วิธีแก้เคล็ด ให้หาม่านมูลี่มาติดที่หน้าประตูห้องน้ำไว้ เลือกใช้มู่ลี่สีเขียว หรือทาสีเขียวที่ประตูห้องน้ำเลยก็ได้

33.รั้วไม้เลื่อย
บ้านที่ปลูกไม้เถาไม้เลื้อยให้เลื้อยพันรั้วหรือกำแพงบ้านจนดูร่มรื่นและครึ้มไปหมด อาจจะดูสวยดี แต่กลับทำให้ผู้ชายในบ้านมีอารมณ์มุทะลุวู่วาม มีแต่ความดุร้ายโมโหง่ายแม้เพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

วิธีแก้เคล็ด สมควรปลูกไม้พุ่มที่รั้วบ้านแทนไม้เลื่อย ถ้าจะปลูกไม้เถาไม้เลื้อยก็ควรปลูกตำแหน่งเดียว แล้วทำการซุ้มหรือตัดแต่งให้สวยงามอย่าปล่อยให้เถาไม้พันเลื้อยจนเต็มกำแพง

34.รั้วไม่เท่ากัน
ความสูงของรั้วบ้าน 2 ด้าน (ด้านหน้าบ้าน หรือด้านหน้ากับด้านข้าง) หากไม่เท่ากัน มีด้านหนึ่งด้านใดสูงกว่ากัน ถือว่าผิดฮวงจุ้ย ตนในบ้านจะไม่รักใคร่สามัคคีกัน สามีจะนอกใจ หรือผู้ใหญ่ในบ้านอายุไม่ยืนยาว

วิธีแก้เคล็ด ถ้าเสริมสร้างรั้วด้านอื่นๆให้มีความสูงทัดเทียมกันไม่ได้ ก็ต้องจัดกอไผ่หรือไม้ใบอื่นๆ ที่ปลูกให้ยืนตรงกันเป็นแนวริมรั้วที่ต่ำกว่า เพื่อให้ดูมีความสูงพอกัน

35.ประตูใกล้กัน
หากเปิดประตูของห้องสองห้องที่อยู่ใกล้กัน แล้วบานประตูเปิดชนกันหรือเหลื่อมล้ำเกยกัน หรือลูกบิดประตูกระทบกันได้ ถือว่าฮวงจุ้ยไม่ดี คนที่อยู่ใน 2 ห้องนั้นจะแตกแยกมีแต่เรื่องบาดหมางต่อกัน

วิธีแก้เคล็ด ให้เปลี่ยนประตูบานหนึ่งโดยแก้ให้เปิดไปอีกทางหนึ่ง หรือถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ให้ผูกริบบิ้นสีแดงเอาไว้ที่บานประตูให้สูงกว่าช่วงไหล่ขึ้นไปเล็กน้อย

36.ประตูเข้าบ้าน
ประตูของรั้วบ้านกับประตูเข้าตัวบ้านควรหันหน้าไปหาทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ว่าประตูรั้วอยู่ทางทิศเหนือ แต่ประตูเข้าบ้านอยู่ทางทิศตะวันออกหรือตะวันตก อย่างนี้ถือว่าไม่ดี อยู่อาศัยในบ้านนี้แล้วหาความเจริญรุ่งเรืองยาก

วิธีแก้เคล็ด
ให้เจาะประตูใหม่ ประตูหน้าบ้านควรหันหน้าอยู่ในทิศทางเดียวกับประตูรั้วเท่านั้น

37.ทางเข้า
บ้านหรือสำนักงานใดหากเปิดประตูเข้าไปแล้ว พบเจอผนังก่อนถือว่าไม่ดีอย่างยิ่ง ทำกิจใดก็มักมีอุปสรรคไม่ราบรื่น

วิธีแก้เคล็ด ให้ติดกระจกเงาไว้ที่ผนังนั้น หรือติดภาพเขียนแม่น้ำ หรือทุ่งหญ้าอันกว้างขวางร่มรื่นดูสบายตา

38.ประตูห้อง
ประตูห้องต่างๆ ภายในบ้าน ถ้าอยู่เล็งกันหรือหันหน้าประจันตรงกันพอดีจะเป็นผลร้าย ทำให้ผู้อยู่ 2 ห้องนั้นขัดแย้งกัน หรือถ้าห้องนอนมีประตูชนกับประตูห้องน้ำหรือห้องครัวพอดีก็จะทำให้เงินทองหดหาย สามี-ภรรยา ทะเลาะกันบ่อยหรือเจ็บป่วยบ่อย ๆ

วิธีแก้เคล็ด ติดลูกศรคริสตัลบนเพดานตรงกึ่งกลางระหว่าง 2 ห้องนั้นหรือติดผ้าม่านลวดลายมงคลที่หน้าประตูห้องใดห้องหนึ่ง ถ้าประตูห้องนอนตรงกับประตูห้องน้ำ หากระจกเงามาแขวนหน้าประตูห้องน้ำก็ได้

39.ประตู 3 บาน
บ้านที่มีประตูเล็งกัน 3 จุด ถือว่าเป็นอัปมงคลยิ่ง สิ่งที่ดีจะไหลผ่านออกอย่างเร็ว มีผลให้เงินทองรั่วไหล คนในบ้านไม่มีน้ำใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

วิธีแก้เคล็ด ติดผ้าม่านลูกปัดมูลี่ บางจุดตั้งฉากกั้นไว้ ติดระฆังลมแขวนกั้นระหว่างประตู 2 ประตู

40.ประตูกว้างใหญ่
ถ้าประตุห้องใดมีขนาดใหญ่เกินไปจนดูไม่สมส่วนกับห้องที่ไม่ได้มีขนาดกว้างใหญ่นัก ถือว่าไม่เป็นมงคลเพราะจะทำให้เคราะห์ร้ายครอบงำคนในบ้านและมักพลาดโอกาสดี ๆในชีวิตเสมอ

วิธีแก้เคล็ด ทาสีประตูให้ดูเป็นสีเข้มขึ้น เพื่อให้ประตูดูทึบและเล็กลง หรือหาตู้ใหญ่ๆ 2 ใบ มาตั้งไว้ชิดผนังด้านในห้องด้านใกล้ประตูก็ได้

41.หน้าต่างเลื่อน
หน้าต่างลักษณะเปิดเลื่อนไปด้านข้างหรือเลื่อนขึ้นข้างบน ควรให้มีการเลื่อนได้สุดๆ ถ้าเลื่อนเปิดได้ไม่กว้างมากถือว่าไม่ดี ผู้อยู่อาศัยในบ้านนั้นจะมีความเหนื่อยหน่าย จิตใจไม่แจ่มใสเบิกบานความเจริญก้าวหน้าอยู่ในระดับผลุบๆโผล่ๆ

วิธีแก้เคล็ด ควรจัดการซ่อมแซมแก้ไขหน้าต่างเปิดเลื่อนได้เต็มที่หรือดัดแปลงเป็นหน้าต่างชนิดเปิดออกไปให้ได้กว้างๆ

42.หน้าต่างกับต้นไม้
เมือเปิดหน้าต่างออกไปแล้ว บานหน้าต่างชนกับกิ่งไม้พอดี ถือว่าไม่ถูกหลักฮวงจุ้ย บ้านที่มีต้นไม้ที่แผ่ก้านสาขามาระหน้าต่างถือกันว่าเป็นบ้านที่คนในบ้านมักจะกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอและมักมีเหตุภัยให้ต้องตื่นเต้นตกใจกันอยู่เสมอ

วิธีแก้เคล็ด ให้จัดการตัดกิ่งก้านของต้นไม้ให้เรียบร้อย อย่าให้แผ่กิ่งก้านมาระบานหน้าต่าง ถ้าไม่ชอบตัดต้นไม้และต้นไม้ต้นนี้ค่อนข้างสูงใหญ่ ก็อาจติดระฆังลมไว้ที่หน้าต่างด้วย

43.บันได
เมื่อเปิดประตูเข้าบ้าน หากพบเห็นทางขึ้นบันไดพอดีถือว่าผิดหลักฮวงจุ้ย บันไดที่ทอดมาตรงกับประตูบ้านจะทำให้เก็บเงินเก็บทองไม่อยู่ ยากที่จะเรียกเงินเข้าบ้าน แม้หาได้มากเท่าไรก็มีเรื่องให้ไหลออกหมด ผู้อยู่อาศัยชั้นบนก็จะมีแต่ความหมองหม่นเงียบเหงา

วิธีแก้เคล็ด ตั้งฉากบังตาไว้ หาฉากสวยๆ ลวดลายมีความหมายเป็นมงคลมาตั้งให้บังตาประตุบ้าน ตั้งให้ห่างจากประตูสัก 1-2 เมตร พอให้เข้าออกได้สบาย หรือหาลูกแก้วคริสตัลมาแขวนไว้เพื่อกระจายชี่

44.เพดานหรือบันได
บริเวณทางขึ้น-ลง บันได หรือจุดที่พักกลางบันได หากเพดานเหนือบริเวณนั้นค่อนข้างต่ำมากจนคนตัวสูงรู้สึกขึ้น-ลง ไม่สะดวก เพราะต้องคอยก้มศีรษะด้วย ถือว่าฮวงจุ้ยไม่ดี คนในบ้านจะมีแต่ความอึดอัดกดดันไม่เป็นสุข

วิธีแก้เคล็ด ควรติดโคมไฟขาวไว้กลางบันได พอเย็นลงก็เปิดให้สว่างไสวอยู่เสมอ หรืออาจนำกระจกเงาบานใหญ่ๆ มาติดไว้บนผนังข้างบันไดหรือบริเวณที่พักกลางบันไดก็ได้

45.บันไดวน
บันไดรูปทรงวนนั้นดูสวยงามตามอย่างบ้านสมัยใหม่ แต่กลับจะมีผลไม่ดี

วิธีแก้เคล็ด ให้ทาสีเขียวอ่อนทั้งบันได หรือปลูกไม้เลื้อยไม้เถาที่เสาหลักหรือแกนของบันได อาจติดกระจกเงาเล็กๆ เสริมที่ใต้บันได หรือจุดหักหมุนของตัวบันไดวนก็ได้

46.ห้องรับแขก-ห้องครัว
เมื่อนั่งอยู่ในห้องรับแขก แล้วมองเห็นเตาหุงหาอาหารหรือมองเห็นมุมครัวได้ชัดเจน หรือค่อนข้างอยู่ใกล้ชิดกัน ถือว่าไม่ดี คนในบ้านจะมีเรื่องมีราวบ่อยๆ จิตใจผกผันง่าย การเงินมีปัญหา

วิธีแก้เคล็ด หาฉากมาตั้งกั้นบังตาที่หน้าครัว หรือหากระถางต้นไม้ใบสัก 2-3 กระถางมาจัดวางไว้พอบังตาได้สักหน่อยที่บริเวณหน้าครัว

47.แต่งห้องนั่งเล่น
ห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขกที่ตกแต่งรกรุงรัง เช่น แขวนรูปภาพต่างๆ ไว้จนเต็มฝาผนังบ้าง ตั้งวางตู้ชั้น และข้าวของต่างๆ จนแน่นเต็มเนื้อที่จนทำให้ดูรกตาหรือนั่งแล้วอึดอัด เดินเหินก็ไม่สะดวกถือว่าผิดฮวงจุ้ย อยู่อาศัยแล้วไม่รุ่งเรือง มีแต่ความวุ่นวายกังวล ขาดความกระตือรือร้นที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้ชีวิต และสามี-ภรรยามักจะแตกแยก

วิธีแก้เคล็ด ควรเก็บของรกๆ ทิ้งไป จัดแต่งห้องรับแขกใหม่ให้โปร่งโล่งดูสบายตาและสบายตัว

48.ห้องน้ำรับทางเข้า
หากเดินเข้าในบ้านแล้วสามารถพบเห็นประตูห้องน้ำได้ทันที เพราะห้องน้ำตั้งอยู่ในทิศทางที่รับหรือเผชิญกับประตูเข้าบ้านพอดี ถือว่าเป็นอัปมงคลยิ่งนัก คนในบ้านจะสุขภาพทรุดโทรม การเงินในบ้านก็ติดขัดบ่อยๆ

วิธีแก้เคล็ด ให้หาฉากแบบ 3 ส่วน มาตั้งบังตาหน้าประตูห้องน้ำไว้ หรือติดกระจกเงาบานใหญ่ที่หน้าบานประตูห้องน้ำ หรือหาม่านลวดลายมงคลมาแขวนไว้หน้าบานประตูห้องน้ำ และให้ปิดประตูห้องน้ำไว้เสมอ

49.ห้องน้ำสุดทาง
ห้องน้ำที่ไปตั้งอยู่สุดทางเดินที่เล็กและแคบ ก็เท่ากับว่าได้รับพลังร้ายง่ายดาย เพราะอยู่ในตำแหน่งคล้ายลูกธนูพุ่งเข้าชนตลอดเวลา จะเป็นอันตรายต่อสตรีมีครรภ์ คนในบ้านจะเจ็บไข้ได้ป่วยกันบ่อยๆ ผู้หญิงบ้านนี้จะมีลูกยาก

วิธีแก้เคล็ด ให้แขวนม่านลูกปัดไว้หน้าบานประตูห้องน้ำ ติดลูกแก้วคริสตัลบนเพดานเหนือทางเดินเพื่อให้ชี่กระจายไหลเวียนได้ดี

50.โถส้วมกับประตู
เมื่อเปิดประตุห้องน้ำไปแล้วพบเจอโถส้วมหันหน้าเข้าหาพอดี หรือหากนั่งบนโถส้วมแล้วหันหน้าเผชิญกับประตูพอดี ถือว่าเป็นอัปมงคล

วิธีแก้เคล็ด ให้หาฉากหรือม่านพลาสติกมาติดกั้นไว้พอบังตาสักหน่อย

51.ที่ตั้งโถส้วม
สังเกตดุให้ดีว่าตำแหน่งของโถส้วมอยู่ ณ จุดใด แล้วระวังอย่าให้มีการตั้งเตียงโดยหันหัวเตียงมาชิดผนังด้านโถส้วม หรือการจัดวางข้าวของเครื่องเรือนที่ชั้นล่างก็อย่าวางโต๊ะทำงานหรือโต๊ะอาหาร หรือเตาหุงหาอาหารไว้ใต้โถส้วม เพราะจะทำให้คนในบ้านหมดความเจริญก้าวหน้า

วิธีแก้เคล็ด ถ้าจำเป็นต้องมีข้าวของเครื่องเรือนใดวางอยู่ใต้ห้องน้ำ โดยเฉพาะใต้จุดที่ตั้งของโถส้วม ก็ให้ตั้งถ้วยเล็กๆ ใส่เกลือวางไว้ข้างใต้โถส้วม หมั่นเปลี่ยนเสมอๆ

52.เตาไฟ-ก๊อกน้ำ
น้ำกับไฟอย่าจัดให้อยู่ใกล้กันเป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเตาไฟในครัวต้องดูแลตำแหน่งที่ตั้งให้ดี เตาไฟที่อยู่ใกล้ซิงก์หรืออ่างล้างผักล้างจาน ถือว่าไม่เป็นมงคล จะทำให้คนในบ้านทะเลาะเบาะแว้งกันได้บ่อยๆ เงินทองรั่วไหลเก็บไม่อยู่ ทำอะไรมักไม่ราบรื่น ไม่มีดชคไม่มีลาภ

วิธีแก้เคล็ด ต้องจัดเตาหรือส่วนที่ใช้หุงหาอาหารไว้แยกกับส่วนที่เป็นน้ำถึงแม้ครัวจะเล็กก็ควรแยกเตากับอ่างน้ำให้ห่างกันสักระยะหนึ่ง การหาที่คั่นกลางอาจช่วยไม่ได้มาก ควรแยกให้เด็ดขาดจะดีกว่า

53.เตาไฟหน้าบ้าน
บางบ้านตั้งครัวไว้ในส่วนของตัวบ้าน เมื่อเดินเข้าบ้านหรือนั่งอยู่ในห้องรับแขกสมารถเห็นเตาไฟและการปรุงอาหารได้ชัดเจน ถือเป็นอัปมงคล จะส่งผลให้บ้านมีเรื่องทุกข์ร้อนเสมอ สมาชิกในบ้านไม่ปรองดอง มีเคราะห์มีภัยอยู่เสมอ

วิธีแก้เคล็ด ให้ย้ายมุมทำครัวไปไว้ส่วนที่ค่อนไปทางครึ่งหลังของตัวบ้าน ถ้าไม่มีห้องครัวโดยเฉพาะ ก็ให้หาฉากมาตั้งไว้เพื่อกั้นมุมครัวให้เป็นสัดเป็นส่วน

วิธีเลือกกระเป๋าเดินทาง และการจัดกระเป๋าเดินทาง

หลังจากนั่งนับวันได้ไปสนุกกับทริปในฝัน พอถึงวันก่อนเดินทาง เชื่อว่าคุณๆ คงวุ่นวายใจกับการจัดกระเป๋า ด้วยกลัวจะไม่ลงตัว ต้องเอาอะไรไปบ้าง กลัวลืม ไม่ต้องห่วงคะ เรามีเคล็ดลับ จัดกระเป๋าอย่างฉลาดไม่ให้พลาดของจำเป็นมาฝาก


1. เลือกกระเป๋าเดินทางให้เหมาะสม
กระเป๋าเดินทางมีหลายแบบหลากสไตล์ ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับการใช้สอยที่แตกต่างกัน คุณจึงควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานที่และประโยชน์ใช้สอย เช่น

เดินทางไปต่างประเทศ 1-3 วัน  ใช้กระเป๋าเดินทางล้อลากขนาด 18-20”
เดินทางไปต่างประเทศ 4-6 วัน  ใช้กระเป๋าเดินทางล้อลากขนาด  24”
เดินทางไปต่างประเทศ 7-10 วัน ใช้กระเป๋าเดินทางล้อลากขนาด 28”
เดินทางทางเรือ,ข้ามเกาะ  ใช้กระเป๋าเดินทางแบบไม่มีล้อ
เดินทางลุยป่า หรือน้ำตก  ใช้กระเป๋าเป้ Back Pack

2. ลิสต์รายการของใช้ที่จำเป็น (จริงๆ)   
ต้องจำเป็นจริงๆนะคะ อาจจดใส่กระดาษแล้วเช็กดูให้กันลืม เช่น ยาประจำตัว,แว่นตา,คอนแท็คเลนส์,เครื่องสำอาง,เสื้อผ้า,ถุงเท้า เป็นต้น

3. ควรกำจัดกลิ่นอับของกระเป๋าเสียก่อน
กระเป๋าเดินทางที่ไม่ได้ใช้นานๆ อาจเกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ (กลิ่นอับ) ได้ สามารถนำไปตากแดดแรงๆ บ้านเราสักพักหรือฉีดสเปรย์ป้องกันกลิ่นอับก็ได้ ไม่อย่างนั้นเสื้อผ้าของคุณอาจจะดูดซับกลิ่นอับเหล่านั้นค่ะ

4. เตรียมเอกสารที่สำคัญ
ไม่ว่าคุณจะเดินทางในหรือต่างประเทศ เอกสารสำคัญ เช่น เงินสด บัตรเครดิต บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง วีซ่า ตั๋วเครื่องบิน บัตรประจำตัวผู้เอาประกันอุบัติเหตุ ฯลฯ ควรเก็บไว้ในกระเป๋าที่ติดตัวตลอดเวลา อาจจะเป็นกระเป๋าคล้องคอ คาดเอว หรือกระเป๋าสะพาย สำหรับบัตรส่วนลดอื่นๆ อีก 20-30 บัตร รูปถ่ายสารพัน เก็บไว้ลิ้นชักที่บ้านก่อนนะคะ ท่านควรเก็บสำเนาบัตรสำคัญอย่างน้อย 2 ชุด ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินที่อาจมีการสูญหายเกิดขึ้น

5. เลือกชุดให้เหมาะกับเนื้อที่ของกระเป๋า
ถ้าไปท่องเทียวแบบชิลล์ ๆ กางเกงยีนส์ตัวเก่งน่าจะเหมาะที่สุด เพราะสามารถใส่ได้หลายวันและใส่กับเสื้อได้หลายสไตล์ อาจตกแต่งด้วยผ้าพันคอให้เก๋ไก๋ได้ แต่ถ้าในทริปนั้นมีงานเลี้ยงด้วยคุณอาจต้องพกชุดสวยไปด้วย อาจเป็นชุดแซกผ้าเนื้อบางกับรองเท้ารัดส้น ดูจะประหยัดเนื้อที่ได้มากที่สุด แถมยังช่วยให้สวยมั่นใจอีกด้วย ส่วนคุณผู้ชายถ้าต้องใส่สูทก็แนะนำให้ถือแยกไปต่างหากค่ะ

6. ม้วนเสื้อผ้าให้เล็ก หรือ พับผ้าทบไปมา
ชุดลำลอง เสื้อยืด กางเกงผ้า กางเกงยีนส์ ชุดนอน ฯลฯ เปลี่ยนจากการพับเป็นการม้วนให้เล็กที่สุด นอกจากช่วยประหยัดพื้นที่แล้ว ยังไม่ทำให้เสื้อผ้ายับยู่ยี่จนไม่น่าดูอีกด้วย หรือใช้วิธี วางแผ่เสื้อ กางเกง ทีละตัวลงไปบนกระเป๋าเดินทางจนครบก่อน หลังจากนั้นค่อยพับแขนเสื้อ ขากางเกง ทีละตัวจะครบ จะทำให้เสื้อผ้าไม่ยับง่ายและจะจุได้มากทีเดียว

7. การเก็บรองเท้า
รักษารูปทรงด้วยการใช้ถุงเท้า, ถุงพลาสติก หรือถุงผ้าที่ใส่เสื้อผ้าเก่าๆที่เตรียมสำหรับใช้ใส่เสื้อผ้าใช้แล้ว ยัดเข้าไปที่บริเวณหัวรองเท้าเพื่อป้องกันหัวรองเท้าหักและช่วยประหยัดเนื้อที่ จากนั้นห่อด้วยถุงผ้าหรือถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง และวางไว้ชั้นล่างสุดของกระเป๋า

8. ของใช้ส่วนตัว
สำหรับโรงแรมเกือบทุกที่ทั่วโลก จะจัดเตรียมสบู่ แปรงสีฟัน ยาสระผม ครีมนวดผม หมวกคลุมผม ครีมทาผิวให้พร้อมในห้องนอนในโรงแรมอยู่แล้ว  แต่สำหรับการเดินทางที่ยาวนาน ต้องนอนบนเครื่องบิน แนะนำให้เตรียมอุปกรณ์จำเป็น เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ครีมต่างๆ ควรตักแบ่งใส่ในขวดพลาสติกหรือตลับขนาดเล็กต้องบีบไล่อากาศออกก่อนปิดฝาขวด เพื่อ หลีกเลี่ยงแรงดันเมื่อเดินทางโดยเครื่องบิน แต่ต้องไม่มีปริมาตรที่แต่ละสนามบินกำหนดนะคะ จากนั้นซ้อนด้วยถุงซิปล็อกอีกชั้น และใส่ในกระเป๋าเครื่องสำอางเพื่อง่ายต่อการใช้บนเครื่องบินนะคะ

10. อย่าลืมถุงพลาสติก หรือ ถุงผ้าบางๆ
อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญกับการท่องเที่ยวคือถุงพลาสติก,ถุงผ้า ควรมีติดกระเป๋าเดินทาง เพื่อเอาไว้สำหรับแยกเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว เพราะช่วยกันการเปียกและกลิ่นได้ดี ไม่เช่นนั้นเสื้อผ้าที่ยังไม่ใช้คงเหม็นไปด้วยแน่เลย

11. ควรมีกระเป๋าเป้เล็ก / กระเป๋าสะพายติดตัว
กระเป๋าเป้เล็กสำหรับใส่กระเป๋าสตางค์ กล้องถ่ายรูป สมุดบันทึก ปากกา เงิน แว่นตา โทรศัพท์มือถือ เอกสารสำคัญต่างๆ ยาประจำตัว พลาสเตอร์ยา ยาปฏิชีวนะและยาใส่แผล ฯลฯ  เพื่อความปลอดภัย และสามารถหยิบใช้ได้สะดวกอีกด้วย

12. กระเป๋าพับได้ (Foldable bag)
สำคัญมากๆสำหรับผู้ที่ซื้อของในเที่ยวขากลับ เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำกระเป๋าเดินทางล้อลากใบเล็กไปเที่ยวกับเราด้วย เพราะมันช่างเกะกะสิ้นดี และน้ำหนักมาก วิธีที่ดีที่สุดคือเราสามารถพับกระเป๋าพับได้ที่สามารถขยายเป็นกระเป๋าเดินทางไม่มีล้อ เอาไว้ใส่ของ สัมภาระ ของฝาก เสื้อผ้าเก่าๆที่ใช้แล้วกลับบ้านอย่างปลอดภัยไม่บุบสลาย และที่สำคัญ น้ำหนักเบามากด้วย

6 วิธีป้องกันความง่วง ตอนอ่านหนังสือ

ช่วงนี้หลายโรงเรียน – มหาวิทยาลัย ก็คงจะเริ่มสอบเสร็จกันไปเยอะแล้ว เข้าสู้ช่วงเดือนแห่งความสุขได้หยุดเที่ยวกันสักหน่อย! แต่ถ้าใครต้องสอบแข่งขัน สอบเก็บคะแนน วันนี้มี 6 วิธีป้องกันความง่วงตอนอ่านหนังสือ มาฝากกัน ลองไปดูซิว่าเพื่อนๆ มีพฤติกรรมแบบนี้กันบ้างรึเปล่า ? 




1. หลีกเลี่ยงสถานที่ที่จะนำเราไปสู่การหลับฝัน!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนอนอ่านหนังสือหรือนั่งอ่านบนเตียง เคยเป็นมั้ยครับนั่งอ่านอยู่แล้วไถลไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นท่านอน แล้วก็หลับคาหนังสือไปในที่สุด.. เพราะฉะนั้นเป็นไปได้อยู่ห่างจาก เตียง หมอน โซฟา อะไรที่ให้ความรู้สึกนุ่มๆ เคลิ้มๆ หรือสร้างบรรยากาศถึงการหลับนอนอ่ะครับ ทิ้งไปให้หมด

2. อ่านในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ 
เคยเห็นในหนังมั้ยครับที่แบบปิดไฟมืดๆ แล้วเรามานั่งบนโต๊ะ เปิดไฟเหลืองๆ สลัวๆอ่านหนังสือ บางคนคงแบบอย่างนี้อ่ะดีจัดบรรยากาศการอ่านหนังสือให้โรแมนติก รับรองว่าเราจะได้โรแมนติกกันถึงในฝันแน่นอน เพราะว่าในการอ่านตาของเราต้องการแสงสว่างที่เพียงพอครับ ถ้าอ่านในที่สลัวๆตาของเราจะต้องทำงานหนัก เมื่ออ่านได้สักพักก็จะเกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตา จนต้องหลับเพื่อพักสายตาในที่สุด ดังนั้นถ้าอยากอ่านหนังสือได้นานๆ ต้องอ่านในที่สว่างไว้ดีที่สุด ^^

3. step by step 
เวลาอ่านหนังสือไปทีละเรื่องอย่าข้ามเรื่อง สังเกตุได้จากเวลาเรียนเช่นกันครับ เวลาเราขาดเรียนไปนานๆ พอเข้ามาเรียนแล้วเรียนไม่รู้เรื่องเราก็จะง่วงและหลับลงในที่สุด เพราะงั้นการเรียนและการอ่านเราต้องไปทีละขั้นนะครับ ตามเนื้อหาของมัน จำไว้ครับ ความงงเป็นบ่อเกิดของความง่วง งงมากก็ง่วงมาก งงน้อยก็ง่วงน้อย ไม่งงเลยก็จะไม่ง่วงเลย ^^

4. กินแต่พอดี 
การกินอาหารก่อนการเรียนหรืออ่านหนังสือนี่ก็เกี่ยวนะ เราควรกินพอดีๆ ไม่ให้อิ่มมากเกินไป ตามคำกล่าวที่ว่า “หนังท้องตึง หนังตาหย่อน” ถ้าอิ่มมากๆจะทำให้เราง่วง

5. พักผ่อนให้เพียงพอ
เคยรู้สึกไหม วันไหนที่เรานอนมาเต็มที่ทั้งวันและ จะพยายามนอนอีกเท่าไหร่ก็นอนไม่หลับเพราะร่างกายเรามันพักผ่อนเต็มที่ไปแล้ว เพราะงั้นการพักผ่อนให้เต็มที่ก็เป็นวิธีป้องกันที่ดีอีกทางหนึ่ง

6. อย่าหักโหมให้มากเกินไป
ความพอดีอีกแล้ว การอ่านหนังสือเนี่ยเราจะต้องใช้สมองไปด้วย แน่นอนว่ายิ่งใช้มากก็จะเหนื่อยล้า เพราะฉะนั้นเราก็ควรมีช่วงเวลาพักครึ่งในการอ่านหนังสือบ้าง

25 Healthy Tips อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ

Healthy Tips อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ

1. การดื่มน้ำ ปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอกเซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว




2. การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะ ความหิว กระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน

3. ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ

4. วิธีง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพ คือหลังจากตื่นนอนทุกเช้า จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1 : 1 ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย แต่โรคบางโรคอาจเกิดจากสุขภาพจิตที่อ่อนแอ ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่างจริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมลภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน

5. การนอนดึกคืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่ เมื่อถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น ทั้งยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย

6. แสงแดดยามเช้า ไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดใน ช่วงเวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึมเศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย

7. ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด ฉะนั้นเราต้องปรับความคิดใหม่ และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และรับประทานอาหารดีๆ

8. แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์ แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูดง่ายในลำไส้ อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

9. การไอเรื้อรังอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แค่นี้ก็หายแล้ว

10. การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แถมอายุยังน้อย ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ เวลาเกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง

11. เมื่อมีอาการเท้าและข้อเท้าบวม ให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที แล้วขยับข้อเท้าไปข้าง หน้าและข้างหลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย แล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) จากนั้นอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น

12. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

13. ผู้ที่รับประทานไข่ เป็นเวลา 8 อาทิตย์ ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และรอบเอวลดลงเกือบสองเท่า เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง ทำให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง

14. การรับประทานอาหารไปดูหนังไป ทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ค่อยระวังตัว เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย

15. เสียงเพลง มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรายิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น

16. การดื่มน้ำ (เปล่า)เย็น 50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย) จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม เพราะการดื่มน้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก

17. การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักและพิลาทิส ควบคู่กันไป จะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของปอดและหัวใจ รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ 5 มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเพียง 1 มื้อ นอกนั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน และไม่ทิ้งไขมันส่วนเกินสะสม

18. ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น เสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

19. รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญใน การลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง การรับประทานสับปะรดและมะละกอคือก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น

20. หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป

21. สำหรับหนุ่มเจ้าสำราญ ที่ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับให้นานหน่อย อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เราทำตัวเด็กตาม ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอันต้องงด

22. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้สมาธิ ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลเซเมอร์ได้ เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือเลือกเรียนดนตรี ก็ช่วยได้เช่นกัน

23. การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร รวมถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปนเปื้อนในอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

24. ก่อนตั้งครรภ์ ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน 1.ดูแลเรื่องอาหารการกิน เน้นโฟเลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ 2.ร ะวังเรื่องการรับประทานยาทุกชนิด อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา 3. ทำใจให้สบาย คิดในแง่บวก 4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม

25. ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ไม่ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

ขอให้คนที่อ่าน ลองทำตาม แล้วก็ขอให้มีสุขภาพดีๆ ตามกันเลยนะคะ

7 คำถาม ปัญหาแต่งหน้า ที่สาวๆ ถามกันมากที่สุด


ปัญหาที่ผู้หญิงส่วนใหญ่พบเจอในการ แต่งหน้า แต่ละครั้ง มีได้ร้อยแปดพันประการ ขึ้นอยู่กับโครงหน้า ยีน พันธุกรรม รวมไปถึงการใช้ชิวิตประจำวันเป็นตัวกำหนด ต่อไปนี้เป็นปัญหา 7 ประการที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ถามกันมากที่สุด

1. ถาม : ขนตาแข็ง ปัดอย่างไรก็ไม่งอนงาม
ตอบ : ก่อนปักให้ดัดขนตา 3 ครั้ง ครั้งแรก ให้ดัดชิดกับโคนขนตา ครั้งที่สองดัดตรงกลางความยาวของเส้นขนตา ครั้งสุกท้ายดัดส่วนปลายของขนตา การดัด 3 ครั้งจะช่วยให้ขนตางอนงามมากที่สุด แม้กระทั่งขนตาที่แข็งกระด้าง


2. ถาม : ทำไมแต่งหน้าได้ไม่เรียบเนียน ทั้งที่ผิวหน้าก็นวลเนียนไม่เป็นผดผื่น
ตอบ : แต่คุณอาจจะมีสิวเสี้ยน ซึ่งเป็นสิ่งสกปรกประเภทไขมันที่อุดตันอยู่ตามรูขุมขน นานวันเข้าจะกลายเป็นเหมือนเสี้ยนดำๆ ฝังแน่น ทำให้ทาแป้งได้ไม่เรียบเนียนแก้ไขง่ายๆ ด้วยการขักหน้าด้วยครีมขัดหน้าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้เซลล์ที่ตายแล้วหลุดออกไปบ้าง

3. ถาม : ทำไมลิปติกที่เราเห็นสีสวยๆ เมื่อซื้อมาทาแล้วไม่ได้มีมีสวยอย่างที่เห็น
ตอบ : นั้นก็เป็นเพราะว่าริมฝีปากของแต่ละคนมีสีต่างๆ กัน ลิปติกที่ผลิตมานั้นจะให้สีตามที่เห็น แต่เมื่อไปอยู่บนวัตถุใดที่ไม่ใช้พื้นสีขาว สีก็จะเปลี่ยนทันที วิธีแก้ง่ายๆ ก็คือทาลิปติกทุกครั้ง คุณควรปัดแป้งฝุ่นเบาๆรองพื้นบนริมฝีปากก่อนแล้วจึงค่อยทาลิปติกลงไปสีจะสวยเหมือนจริงขึ้น

4. ถาม : อยากเปลี่ยนมาลองใช้แป้งฝุ่นบ้าง แต่ใช้ทีไรแป้งจับเป็นปื้นทุกที
ตอบ : การที่ปัดแป้งฝุ่นแล้วแป้งไม่กระจายตัว แสดงว่าใบหน้าคุณยังชื้นและหรือเหนียวอยู่ อาจจะเนื้องมาจากการที่มอยส์เจอไรเซอร์ที่ใช้อยู่ซึมลงสู่ผิวช้า คุณควรปล่อยหน้าให้แห้งหมาดๆ สักพัก แล้วใช้แปรงปัดแป้งอย่างดีหน่อย เลือกที่มีขนนุ่ม และแข็งแรงมาใช้ แล้วลองปัดด้วยน้ำหนังมือที่เบาก่อนค่อยปัดให้หนังขึ้น แป้งจะกระจายตัวทั่วหน้า

5. ถาม : ใช้คอนซีลเลอร์กลบเกลื่อนรอยแดงจ่ำและไฝบนหน้า แต่ไม่ได้ผล
ตอบ : คอนซีลเลอร์สำหรับปกปิดไฝและรอยดแงจ้ำจะเป็นคนละลักษณะกัน คุณควรใช้คอนซีลเลอร์ชนิดที่เป็นดินสอสำหรับเน้นเฉพาะจุดเล็กๆ เช่น ไฝ ส่วนคอนซีลเลอร์ชนิดครีมหรือแท่งนั้น เหมาะสำหรับปกปิดร่องรอยในบริเวณที่กว้าง

6. ถาม : ทำอย่างไรจะกำจัดรอยเล็กๆใต้ตา ทั้งๆที่ไม่ได้นอนดึก ดื่มน้ำมากและใช้ครีมบำรุงด้วยอย่างสม่ำเสมอ
ตอบ : ผิวหนังบริเวณใต้ตาเป็นส่วนที่บอบบางมาก ถ้าหากคุณปฏิบัติดังว่าอย่างสม่ำเสมอ แสดงว่า เครื่องสำอางอาจเป็นเหตุให้เกิดริ้วรอย บางครั้งมาสคาร่าคือดินสอเขียนขอบตาที่ลบออกไม่หมดและตกค้าง

7. ถาม : กันคิ้วหรือถอนคิ้วดีกว่า
ตอบ : ได้ทั้งสองวิธี แล้วแต่ว่าคุณจะถนัดวิธีไหน บางคนชอบการกันคิ้วเพราะไม่เจ็บเท่าการถอน แต่ก็จะประสบปัญหาว่าคิ้วที่งอกขึ้นมาใหม่จะเป็นเส้นแข็งๆ แหลมต้องหมั่นสำรวจขนคิ้วที่งอกออกมาใหม่แล้วคอยกันอยู่ตลอดเวลา ส่วนการถอนนั้นอาจจะเจ็บมากกว่า แต่จะได้ขนคิ้วที่เรียงเส้นเป็นระเบียบมากกว่า เพราะใช้วิธีดึงจากราก

วิธีการกระชับรูขุมขนแบบง่าย ๆ ด้วย มะเขือเทศ ไข่ไก่


เกร็ดความรู้ วิธีการกระชับรูขุมขนแบบง่าย ๆ มาฝากกัน...

มะเขือเทศ : จะมีกรดชนิดหนึ่งที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ช่วยลดการเกิดสิวบนใบหน้าด้วย วิธี คือ ต้องปอกเปลือกออกก่อน แล้วฝานเป็นแผ่น ๆ นำเมล็ดออก จากนั้นนำมาปั่นให้ละเอียดหรืออาจจะขยำจนเละและไม่จับเป็นก้อน แล้วนำมาทาบนหัวสิว ระวังอย่าให้เข้าตา และทิ้งไว้ 10 ถึง 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น แต่ถ้าใครลองแล้วมีอาการแสบ ๆ ละก็แสดงว่าเกิดอาการแพ้ ให้รีบล้างออกทันที




ไข่ไก่ : มีสรรพคุณในการช่วยกระชับผิว กระชับรูขุมขน เหมือนกับพวกโทนนิ่งโลชั่น วิธี คือ ให้ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดก่อน หรืออาจจะใช้น้ำนมก็ได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผิวสดชื่น จากนั้นตอกไข่ใส่ชาม แยกไข่ขาวออกจากไข่แดง ใช้เฉพาะไข่ขาวทาบนใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จากนั้นก็ทามอยส์เจอไรเซอร์ปิดท้าย

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้ จะได้มีรูขุมขนที่กระชับมากขึ้น.

10 สิ่ง ยอดฮิตที่สาวๆ ต้องพกไปทะเล

ถึงจะหมดเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว แต่อากาศร้อนๆ ช่วงซัมเมอร์ก็ยังไม่หมด การได้ไปเที่ยวตากอากาศริมทะเล จึงเป็นกิจกรรมยอดฮิตติดอันดับในช่วงนี้ ดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมที่จะสุดเจิดเมื่อต้องไปเที่ยวทะเล จึงเป็นเรื่องที่สาวๆ ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะ 10 ชิ้นห้ามพลาดเมื่อเหยียบย่างไปทะเล ดังต่อไปนี้จาก เจอเนสส์ ประเทศไทย (www.jeunesseglobal.com) ที่ห่วงใยกลัวผิวสวยของสาวๆ จะหมดสวย
1. แว่นกันแดดสุดเริ่ด ถือเป็นสิ่งแรกๆ ที่สาวๆ ไม่ควรมองข้าม เพราะด้วยแสงแดดของทะเลเมืองไทยนั้นมันช่างร้อนแรงแผดเผาไปทุกอณูเนื้อ ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้รอยหางตามาเยี่ยมเยือนก่อนวัยอันควรก็ใช้แว่นกันแดดซะ นอกจากจะปกป้องดวงตาแล้วยังอินเทรนด์สุดๆ


2. หมวกสานใบเก๋ นอกจากจะใช้เป็นพร็อพเก๋ๆ แล้ว หมวกยังช่วยป้องกันใบหน้าจากแสงแดดได้ดีอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้สาวๆ สวยเด่นดูเป็นสาวล้ำนำสมัยสุดๆ แถมยังทำให้สาวๆ ดูลึกลับน่าค้นหามากขึ้นด้วยนะ ทริปหน้าอย่าลืมหาหมวกเก๋ๆ คูลๆ สักใบติดกระเป๋าไปด้วยนะ รับรองเกิด

3. บิกินีแซบๆ แน่นอนว่าเวลาไปทะเลก็ต้องเตรียมบิกินีหรือชุดว่ายน้ำตัวสวยไปด้วยอยู่แล้ว ขอบอกว่าช่วงนี้แฟชั่นชุดว่ายน้ำสไตล์เรโทรย้อนยุคแบบที่เว้าแค่นิดๆ เปิดแค่หน่อยๆ พอให้หนุ่มๆ กรุ่มกริ่มกำลังมานะจ๊ะสาวๆ และเพื่อผิวสวยก็ควรจะปิดๆ บ้าง เพราะแดดเมืองไทยมันร้อน ส่วนเทคนิคเลือกชุดว่ายน้ำง่ายๆ ก็แค่เลือกสไตล์ที่ชอบ แต่ซื้อแบบที่ใส่แล้วใช่ ใส่แล้วมั่นใจนะคะสาวๆ ถึงเวลาจริงจะได้มั่นเกินร้อย

4. ครีมกันแดดแจ่มๆ ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของสาวๆ ในยุคอุณหภูมิ 40 องศาไปแล้ว ยิ่งต้องออกไปเผชิญกับแสงแดดริมทะเล ผิวของสาวๆ ยิ่งต้องการการดูแลอย่างพิถีพิถัน ด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 ขึ้นไป แต่ก็ต้องบางเบา สบายผิว และไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะ ลองใช้ Luminesce? Daily Moisturizing Complex SPF30 ของ Jeunesse ดูสิ ทั้งบางเบา ปกปิดดี เกลี่ยง่าย และสามารถใช้ได้ทุกวัน

5. กระเป๋ากันน้ำสุดคูล เหมาะอย่างยิ่งกับการเล่นน้ำโดนที่ไม่ต้องกลัวกล้องพัง มือถือสุดรักเปียก หรือข้าวของที่พกมาด้วยเสียหาย เพราะกระเป๋ากันน้ำจะช่วยให้ทุกอย่างที่อยู่ภายในได้รับการป้องกันจากน้องน้ำเป็นอย่างดี

6. เครื่องสำอางชนิดกันน้ำ ถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์เรียกความมั่นใจของสาวๆ ทุกยุคทุกสมัยจริงๆ โดยเฉพาะการมาเที่ยวทะเลที่ต้องเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดกันน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ตาเป็นหมีแพนด้า และหน้าไม่โล้นจนหาคิ้วไม่เจอเวลาลงเล่นน้ำ แต่ก็ควรจะจัดแบบเบาๆ ไม่หนาและหนักผิวจนเกินไป เพราะทั้งแดดและเหงื่อเมื่อรวมตัวกับเมกอัพแบบจัดเต็มแล้ว อาจจะทำให้คุณสาวๆ ต้องกลับมากุมขมับหาหนทางรักษาสิวที่จะตบเท้ามาขึ้นบนผิวใสๆ ก็เป็นได้

7. กล้องถ่ายรูปเริ่ดๆ ของสำคัญอีกอย่างที่สาวๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ยิ่งถ้าใครเป็นประเภทเห็นกล้องไม่ได้ต้องแอ๊บใส่ตลอด ยิ่งต้องพกติดตัวไว้เลย นอกจากจะช่วยบันทึกความทรงจำดีๆ ระหว่างทางแล้ว ยังช่วยให้เรามีภาพสวยๆ ไปอวดเพื่อนที่ไม่ได้มาด้วยได้อีกนะ

8. หนังสือเล่มโปรด ถึงเวลาหยุดพักผ่อนแบบนี้ การนอนอ่านหนังสือดีๆ สักเล่มเคล้าเสียงคลื่นก็ให้อารมณ์โรแมนติกได้เหมือนกันนะ แต่ถ้าใครไม่อยากอ่านหนังสือก็แนะนำให้โหลดเพลงชิลเอาต์เพราะๆ ไว้นอนฟังริมทะเลก็ได้บรรยากาศดีเหมือนกัน

9. รองเท้าแตะสีสดใส ทะเลและรองเท้าแตะดูจะเป็นอะไรที่เข้ากั๊นเข้ากัน เพราะมันให้อารมณ์วันหยุดแบบสุดๆ แถมยังไม่ต้องกลัวเปียก กลัวล้ม กลัวสะดุดเหมือนเวลาใส่รองเท้าส้นสูงในวันทำงานอีกด้วย คิดเล่นๆ ว่าให้เท้ามาพักผ่อนพร้อมเราก็แล้วกันนะจ๊ะสาวๆ

10. ชุดเดรสชิลๆ แน่นอนว่ามาทะเลทั้งทีมีเสื้อผ้าเท่าไหร่ก็โกยกันมาแทบหมดตู้ โดยเฉพาะแมกซี่เดรสตัวสวยทั้งแบบยาวลากพื้นและแบบยาวคลุมเข่าเข้ากับบรรยากาศสนุกๆ ลุยนิดๆ ยามเล่นน้ำทะเล แถมยังใส่ง่าย ถอดเล่นน้ำก็ง่าย และยังให้ลุคส์สาวแก่นๆ ซนๆ ดูน่ารัก และไม่เนี้ยบจนเกินไป แนะนำว่าควรเลือกในโทนสีสันสดใสเข้าไว้ เพราะมันเข้ากันกับสีท้องฟ้าและน้ำทะเลสุดๆ ไปเลย

ขอแถมท้ายไว้นิดว่าสิ่งที่ไม่ควรลืมนำไปด้วยเด็ดขาดก็คือ คนพิเศษหรือเพื่อนที่รู้ใจไงล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสาวร่วมก๊วน หรือบอยเฟรนด์คนพิเศษก็ตาม รับรองว่าพวกเขาจะทำให้ทริปไปเที่ยวทะเลของเราสนุกมากขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นแพลนไปทะเลครั้งต่อไป อย่าลืมจัดของตามลิสต์นี้นะคะสาวๆ

วิธีใส่บิกินีให้สวย วิธีเลือกบิกินี


ยามใดที่นึกสนุกอยากไปนอนให้แดดโลมเลียผิวกายริมชายหาดทะเลแสนสวย สาวๆ ควรคิดวางแผนเลือกบิกินีไว้ล่วงหน้า ที่สำคัญควรที่จะหันมาสนุกกับการใส่หรือแต่งชุดบิกินีสุดสวยเล่นน้ำทะเลจะดีกว่า ซึ่งบางท่านอาจจะสนุกกับการใส่บิกินีได้มากกว่า 2 ชุด ด้วยซ้ำไป

การใส่บิกินีช่วงเช้าควรใส่ชุดสีเข้ม หรือสีดำ
เพราะช่วงเช้าผิวเรายังไม่โดดแดด ผิวยังขาวอยู่ การเลือกชุดว่ายน้ำสีเข้ม จะช่วยขับกับผิว ทำให้ผิวเราดูสว่างขึ้น




การใส่บิกินีช่วงบ่าย 
ไม่ว่าท่านจะนอนอาบแดด หรือไปเล่นน้ำทะเล ตกบ่ายสีผิวเริ่มที่จะเปลี่ยนเป็นสีแทน เราอาจจะเปลี่ยนจากชุดว่ายน้ำสีเข้ม มาใส่ชุดว่ายน้ำที่มีสีสดๆ จะได้ช่วยขับกับผิวดูสดใสเช่นกัน

การใส่ชุดบิกินีช่วงเย็น 
ส่วนมากผิวจะถูกการปรับเปลี่ยนจากขาวเป็นสีแทนโดยอัต โนมัติ ฉะนั้นคนที่มีผิวสีแทน ควรจะเลือกใส่บิกินีสีอ่อนๆ หรือ ขาว เพราะจะทำให้เรารู้สึกว่าผิวเรามีการเปลี่ยนแปลง แลดูเป็นสาวสุขภาพ

หลักการเลือกบิกินีอย่างง่าย!! 
 สี ต้องท่องให้ขึ้นใจว่าสีมืดๆ นั้น จะทำให้ดูผอมหรือดูบางขึ้น และตรงกันข้ามสีสว่างก็จะทำให้ดูใหญ่หรือหนาขึ้น

ลวดลาย ควรจะต้องระวังในการเลือกขนาด สี และตำแหน่งของลวดลาย ซึ่งแน่นอนว่าลวดลายที่มีพื้นสีทึบๆ นั้น จะทำให้สาวเจ้าเนื้อดูหุ่นเพรียวลม

สาวมีทรง
คือผู้หญิงที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งมากหน่อย ควรจะหลีกเลี่ยงชุดที่ไม่พอดีตัว โดยเฉพาะที่หน้าอกและก้น ควรจะเลือกใส่ท่อนบนที่มีซัพเพอร์ตที่หน้าอก อาจจะเป็นแบบบรา หรือเป็นขึ้นไปผูกหรือคล้องคอ เพื่อให้ดูมีเชฟขึ้น และน่าจะเป็นชุดที่เว้าสูง เพราะจะทำให้ขาดูยาวขึ้น

สาวมีหน้าอก 
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือคุณต้องเลือกบรา หรือท่อนบนที่ช่วยในการซัพเพอร์ต ขอแนะนำ ให้เลือกแบบที่เป็นชนิดคล้องคอ เพื่อให้ดูมีเชฟขึ้น ควรเลือกใส่แบบที่มีคอลึกเพื่อช่วยให้ดูไม่อึดอัด

สาวหน้าอกไข่ดาว 
รูปร่างแบบนี้ สามารถที่จะใส่ชุดบิกินีที่เป็นสายสปาเก็ตตี้ได้สบาย ๆ และถ้าอยากจะให้ดูมีหน้าอกขึ้น ก็อาจจะใส่แบบดันทรง หรือชุดที่มีฟองน้ำเสริม เพียงเบาๆ ด้วยก็ได้ แต่ควรระวังไม่ให้ดูชัดจนเกินไป คุณอาจจะเลือกชุดว่ายน้ำที่มีสีสด เพื่อให้ดูเหมือนหน้าอกใหญ่ขึ้น เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้คุณดูดีขึ้น

สาวมีหน้าท้อง 
พยายามเลือกชุดที่เป็นคอวีมีลวดลาย และมีสีค่อนข้างมืด ที่ด้านข้าง เพื่อช่วยให้คุณมีเอวมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงชุดที่มีลายพาดแนวนอนเพราะจะทำให้หน้าท ้องดูหน้าขึ้น

สาวที่มีสะโพก 
ลองใส่ชุดว่ายน้ำแบบไม่มีสาย หรือที่เรียกว่าแบบเกาะอก เพราะชุดว่ายน้ำแบบนี้จะช่วยสร้างลายเส้นตามแนวนอน ซึ่งจะช่วยทำให้รูปร่างดูสมดุลขึ้น และพยายามเลือกแบบที่มีสีมืดๆ ที่ช่วงล่างเพื่อจะให้ดูท่อนล่างเล็กลงสัก 2-3 นิ้ว และหลีกเลี่ยงชุดที่รัด หรือมีระบายตรงก้นเพราะจะทำให้ก้นดูใหญ่ขึ้น

สาวไหล่กว้าง 
ขอแนะนำให้เลือกชุดว่ายน้ำที่มีสายหนาหน่อย หรือสายที่แต่ละข้างอยู่ตรงกลางบ่าพอดี เพื่อช่วยลดความกว้างของบ่า ควรหลีกเลี่ยงแบบคล้องคอ เพราะจะยิ่งทำให้บ่าดูกว้างเข้าไปใหญ่

สาวเอวยาว
ส่วนที่มีลำตัวยาวควรจะเลือกใส่ชุดที่มีเป็น 2 ชิ้น หรือไม่ก็หาชุดที่มีเข็มขัด โบว์ หรือลายขวางพาดกลางชุด เพราะแนวเบรกตรงเอวจะช่วยทำให้ตัวดูสมส่วนขึ้น พยายามหลีกเลี้ยงชุดชิ้นเดียวที่มีลำตัวสั้น

30 วิธี ดูดีไม่มีวันหยุด

1. ถ้าอยากลดหุ่นแบบฉุกเฉินให้ใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอย่างน้อยจะช่วยลดน้ำหนัก ของเหลวในร่างกายได้ และกระชับสัดส่วนได้

2. หมั่นตัดเล็มผมให้เข้ารูปเข้าไว้เพื่อกำจัดปลายผมที่แห้งแตกปลาย ถ้าคุณเป็นสาวผมยาว ลองหาเครื่องประดับที่สวยๆมาเพิ่มลูกเล่นให้ทรงผม

3. อยากได้ทรงผมที่เซ็กซี่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทำนาน ถ้าเป็นคนผมยาวลองบิดเกลียวแล้วยืดด้วยกิ๊บหรือที่หนีบผม โดยปล่อยให้ดูหลวมๆยุ่งๆเสมือนไม่ตั้งใจเข้าไว้

4. ดื่มน้ำมากๆก่อนออกไปเผชิญกับแดด และควรดื่มน้ำส้มคั้นสดเป็นประจำเพื่อเพิ่มวิตามินซีให้ร่างกาย ผิวจะได้สวยและแข็งแรง

5. นักโภชนาการแนะนำให้กินอาหารรสเผ็ด เพราะช่วยเรื่องการเผาผลาญได้ดี

6. ลองดื่มชาเขียวประมาณ 3 ถ้วยต่อวัน เพราะนอกจากช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้วยังกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญดีขึ้นได้ถึงร้อยละ 4

7. อย่างดหารเช้า เพราะร่างกายต้องการสารอาหารเพื่อกระตุ่นระบบเผาผลาญ และช่วยควบคุมน้ำหนัก

8. หากควบคุมอาหารแล้วยังรู้สึกท้องอืดและอึดอัดอยู่ ลองดื่มชาเปปเปอร์มิ้นต์ โดยเปปเปอร์มิ้นต์คุณสมบัติช่วยขับลมได้ดี จะทำให้รู้สึกสบายขึ้น

9. คนที่มีรูปร่างลูกแพร์หรือช่วงล่างใหญ่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องเล่นที่ต้องใช้กำลังขา เช่น สแตมาสเตอร์ เพราะจะยิ่งไปเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้น และควรเน้นการบริหาญหัวใจ เช่น วิ่งบนเครื่องวิ่งประมาณ 30 นาที

10. อวดผิวขาเนียนสวยด้วนการแว็กซ์กำจัดขน และหมั่นขัดผิวบ้างเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว

11. ผิวกายจะผลิตความมันมากขึ้นในช่วงหน้าร้อนเมื่ออากาศร้อน สาวๆอาจจะลองเปลี่ยนมาบำรุงผิวกายด้วยโลชั่นบางเบาแทน และทาเฉพาะเวลารู้สึกแงหรือตึงเท่านั้นไม่ต้องทาเป็นประจำเหมือนตอนอากาศเย็น

12.อย่าทาครีมกันแดดอย่างเร่งรีบ แพทย์ผิวหนังแนะนำให้ทาให้ทั่วถึง แม้แต่ในร่มผ้าด้วย โดยทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง และหลังว่ายน้ำ แม้ผลิตภัณฑ์จะเป็นสูตรกันน้ำก็ตาม โดยควรเลือกที่มีส่วนผสมของ Mexoryl และ Tinosorb เพราะสามารถกรองรังสียูวีเอและยูวีบีได้ดี

13. พยายามลดแอลกอฮอล์จำพวกเบียร์ ไวน์และแชมเปญ เพราะมียีสต์และน้าตาลอยู่มาก ซึ่งอาจกลายเป็นเป็นไขมันสะสม ดังนั้นต้องไปโชว์ตัวก็ควรงดดื่มก่อนเดินทางประมาณ 2 อาทิตย์ หรือเปลี่ยนไปดื่มมะนาวโซดาหรือวอดก้าแทน เพราะมีปริมาณน้ำตาลต่ำกว่า

14. กินผักและผลไม้ จำพวก แตงกวา แครอท กระเทียม ผักชีฝรั่ง และเกรฟฟรุต เพราะมีคุณสมบัติช่วยขับปัสสาวะจึงช่วยขจัดน้ำส่วนเกินได้

15. ถ้าคุณเป็นคนชอบถ่ายรูป ควรถ่ายช่วงแสงอาทิตย์ยามเย็น เพราะช่วยขับผิวให้เรืองรอง แต่ถ้าเป็นช่วงแดดจ้าควรใส่แว่นแดดด้วย ตาจะได้ไม่หยี ส่วนการพรางหุ่นให้ดุเพรียวนั้น ทำได้ด้วยการโพสท่าเอียงโดยบิดเอวไปด้านหลังเล็กน้อย และไม่ควรถ่ายหน้าตรง




16. อากาศที่ร้อนจัดมีผลทำให้อารมณ์หงุดหงิดและหดหู่ จากสถิติผู้หญิงจะเป็นมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นลองออกไปเดินเล่นช่วงบ่ายแก่ๆหรือช่วงที่คนไม่มากสิ่งสำคัญคือ พยายามกระฉับกระเฉงเข้าไว้ จิตใจจะได้เบิกบาน

17. พยายามหากิจกรรมทำจะยิ่งช่วยเผาผลาญแคลอรี อย่าเอาแต่นอนดูทีวี ยิ่งดูไปกินไป ยิ่งไม่ควรเด็ดขาด

18. ถ้าผิวแสบร้อนจากการโดนแดด แพทย์ผิวหนังแนะนำให้กินยาแอสไพลินเพื่อลดอาการเจ็บปวด แล้วลองแช่ตัวในอ่างน้ำอุณหภูมิร่างกายโดยใส่ออยล์สำหรับแช่อาบ จากนั้นบำรุงผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้หรืออาฟเตอร์ซันเจลและหลีกเลี่ยงแดดในวันถัดไป

19. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณเกลือสูง เพราะจะทำให้ร่างกายอุ้มน้ำส่วนเกินมาก ทำให้ร่างกายบวมขึ้น และในระยะยาวอาจก่อให้เกิดโรคความดันได้

20. ถ้าอยากปกปิดสีเล็บเหลืองจาการโดนแดด ให้ลองใช้ยาทาเล็บพื้นสีชมพูจะได้ผลดีกว่าสีเบจ และอย่าลืมเคลือบเล็บด้วยท็อปโค้ตที่มีสารป้องกันแสงแดดด้วยนะ

21. อย่าลืมขัดเท้าด้วยหินขัดหรือตะไบเป็นประจำ และทาครีมก่อนนอนเพื่อให้เท้านุ่มสวย

22. อย่าพอกใบหน้าด้วยเครื่องสำอางมากเกินไป ใช้เพียงคอนซีลเลอร์แต้มบริเวณที่ต้องการหรือใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ชนิดสีแล้วปัดแก้มด้วยบรอนเซอร์ประกายทองก็พอแล้ว

23. ถ้าต้องออกไปผจญอากาศร้อนภายนอก ควรใช้เครื่องสำอางเนื้อครีมที่ปัจจุบันมีเนื้อแห้งเหมือนแป้งแต่ถ้าหน้ามันให้ปัดทับด้วยบรอนเซอร์หรือแป้งชนิดฝุ่น

24. ถ้าผมเก่าเริ่มซีดจาง ลองไปทำสีผมให้สดใหม่และอย่าลืมพกผลิตภัณฑ์บำรุงสำหรับผมทำสีไปด้วย คุณจะได้ดูเป็นสาวสดใสอยู่เสมอ

25. ลองโปรแกรมนวดเพื่อกระตุ้นระบบขจัดของเสียออกจากร่างกายประมาณเดือนละครั้ง จะช่วยลดลอยคลื่นจากเซลล์ลูไลท์ได้

26. เวลาจะไปทะเล ควรทำสเปรย์บรรเทาผิวไหม้อย่างง่ายๆไว้ใช้เอง วิธีทำไม่ยาก นำน้ำกรองบริสุทธิ์ 2 ออนซ์ ใส่เอสเซ็นเชียลออยล์กลิ่นลาเวนเดอร์ 9 หยด กลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์ 2
หยด และสเปรย์มิ้นต์1 หยดผสมรวมกันแล้วใส่ในกระบอกฉีด แบบพกพาได้เอาไว้ จะได้หยิบขึ้นมาใช้ได้ทันทีในเวลาที่ต้องการ

27. อากาศร้อนอาจทำให้เกิดสิวบริเวณหลัง ช่วงอก และแขน ลองเปลี่ยนมาใช้เจลอาบน้ำ ที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิก แอซิด และงดโลชั่นที่เข้มข้นผิวพรรณจะได้ไม่มีปัญหา

28. ก่อนว่ายน้ำลองฉีดสเปรย์ครีมนวดบำรุงผมแล้วใส่หมวกว่ายน้ำเพื่อป้องกันผมเสียจากครอลีนและน้ำทะเล และควรหมักผมด้วยครีมนวดผมเข้มข้นอาทิตย์ละครั้ง

29. หากอยู่ในร่มเป็นส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดค่าSPFสูงมากนักแค่ใช้ประจำวันประมาณ 15-30 ก็เพียงพอ

30. ลองดื่มน้ำประมาณ 1 ขวด ( 500 มล. ) ก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายกินได้น้อยลง สำหรับคนที่ขาดอาหารจำพวกแป้งไม่ได้

วิธีดูแลผิว หลังเผชิญแสงแดด

ใครที่รู้ตัวว่าผิวถูกทำลายจากแสงแดดมากเกินไป วันนี้มีวิธีดูแลผิวหลังเผชิญกับแสงแดดมาฝากค่ะ
- กรณีที่อาบแดดนานๆ
อยู่ท่ามกลางความร้อนมากเกินไป หรือแพ้สภาพอากาศ อาจทำให้ใบหน้าและบริเวณหน้าอกขึ้นเป็นผื่นแดงได้ วิธีที่ดีที่สุด คือใช้ครีมบำรุงผิวสูตรบรรเทาผื่นแดงสำหรับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ เพื่อลดขนาดของรอยผื่น และต้องหลบแดดทันทีควบคู่กับการงดทำซาวน่า และอยู่ให้พ้นจากชายหาด ที่มีลมแรงสักระยะ

- ปัญหาผิวแผ่นหลังลอก
จะเกิดหลังจากผ่านการอาบแดดมา ซึ่งสามารถ แก้ไขได้โดยให้ผิวสัมผัสนุ่มเนียนขึ้นได้ โดยใช้ออยล์ลูบไล้ให้ทั่ว แต่จะดียิ่งขึ้นหากใช้เกลือขัดผิวหรือบอดี้สครับสูตรอ่อนโยนขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพให้หลุดออก

- ผิวขาหยาบกร้านแห้ง
แตก เป็นขุย เป็นผลมาจากร่างกายขาดน้ำจึงต้องดื่มน้ำมากเป็นพิเศษ และขัดผิวอย่างถูกวิธีควบคู่ไปด้วย ผิวกายควรใช้แปรงขัดผิว ใยบวบ หรือถุงมือขัดผิวโดยเฉพาะ ขัดถูให้ทั่ว พร้อมกับใช้ครีมขัดผิวคู่ไปด้วย หลังจากนั้นอย่าลืมบำรุงผิวที่หยาบกร้านด้วยโลชั่นถนอมผิว


- ไหล่ เป็นจุดที่ถูกแดดเผาได้ง่าย
หากคุณเปลือยไหล่อาบแดด จึงควรประคบผิวส่วนนี้ให้เย็นขึ้นด้วยการใช้โลชั่นที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสำหรับชโลมผิวหลังอาบแดดโดยเฉพาะ หรือชโลมด้วยน้ำเย็นก่อนเป็นอันดับแรก

- ริ้วรอยแห่งวัยที่เกิดจากเผชิญแสงแดดเป็นเวลานาน
ยิ่งอายุมากขึ้นริ้วรอยยับย่นแห่งวัยก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นได้ง่ายและเร็ว ควรดูแลผิวเสียแต่เนิ่น ๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวประเภทม้อยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน และอีลาสติน แต่นับจากนี้ก็ต้องหมั่นดูแลตัวเองให้ได้รับผลเสียจากแสงแดดน้อยที่สุด เพราะริ้วรอยที่เกิดขึ้นแล้วต้องใช้ระยะเวลาในการลดเลือนริ้วรอย

ใครที่โดนแสงแดดทำลายผิว ลองนำวิธีที่แนะนำไปบำรุงผิวให้กลับคืนสู่สภาพเดิมกันได้.

เรียนรู้วิธี เนรมิตผมสวยสุขภาพดี


การดูแลรักษาร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เป็นกิจวัตรที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกๆ วัน เพื่อรักษาความสะอาด และยังเป็นการสร้างเสริมสุขลักษณะที่ดีให้กับตนเองอีกด้วย ซึ่งธรรมชาติของเส้นผมก็เหมือนกับผิวพรรณที่ต้องการการปกป้องดูแลอย่างเป็นพิเศษ เพราะต้องเผชิญกับมลภาวะภายนอกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ควันจากท่อไอเสียรถ เป็นต้น สาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะตามมา แต่ความกังวลจะหมดไปถ้าเส้นผมได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

วันนี้เรามี Tips สุขภาพเส้นผมมาฝาก ซึ่งจะช่วยให้ผมดูนุ่มสลวย มีน้ำหนักเป็นเงางาม อย่างง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง ด้วย 7 วิธีเนรมิตผมสวย ดังนี้

1.การสระผมให้ถูกวิธี ควรใช้แชมพูและครีมนวดแยกกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบำรุง ใช้แชมพูสระผมด้วยน้ำอุ่นเพื่อเปิดรูขุมขนในหนังศีรษะก่อน แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็น เพื่อที่จะปิดรูขุมขนและเคลือบผม เพื่อเพิ่มความประกายเงางามให้แก่เส้นผม อย่าลืมว่าสระผมบ่อยเกินไปอาจทำให้ผมขาดแร่ธาตุและน้ำมันธรรมชาติ

2.ใช้ครีมนวดชนิดไม่ต้องล้างออก ช่วยลดการชี้ฟูและพันกันของเส้นผม โดยคงความชุ่มชื่นให้ผมได้ทั้งวัน ในผลิตภัณฑ์บางยี่ห้อมีส่วนผสมของสารที่ป้องกันรังสียูวีเพื่อปกป้องการทำร้ายเส้นผมจากแสงแดดอีกด้วย

3.อย่าใช้วิธีการบิดผมเพื่อรีดน้ำออก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เส้นผมขาดหลุดร่วงได้ และการใช้ผ้าขนหนูเช็ดผม ไม่ควรขยี้ หรือทำให้เกิดแรงเสียดสีใดๆ แต่ควรใช้ผ้าซับจากปลายผมขึ้นไปหาโคนผมเพื่อลดการขาดหลุดร่วงของเส้นผม




4.ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผมเกินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพราะความร้อนจากไดร์เป่าผมจะทำให้แห้งผมเสียได้ หรือปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ พยายามอย่าใช้เครื่องจัดแต่งทรงผมด้วยความร้อนสูงบ่อยเกินไป เช่น ใช้ที่หนีบผมให้ตรง และที่ม้วนผมแบบใช้ความร้อน ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่มีแผ่นกันความร้อนเพื่อลดการสัมผัสกับเส้นผมโดยตรง เป็นวิธีป้องกันเส้นผมไม่ให้ถูกทำลายจากความร้อน

5.เลือกทรงผมที่รู้สึกสบายหนังศีรษะ ไม่ดึงรั้งผมมากจนเกินไป อาจก่อให้เกิดเส้นผมขาดหลุดร่วง เป็นสาเหตุที่ทำเส้นผมบางลง และหนังศีรษะล้านได้ ทุกครั้งที่รั้งผมไปด้านหลังจนตึงเพื่อรวบมัดหรือเกล้าเป็นมวย แรงดึงรั้งจะทำให้ผมขาดเป็นแนว โคนผมที่เหลือก็จะสั้นๆ และทำให้ชี้ฟู

6.เล็มผมทุกๆ 6-8 สัปดาห์ ไม่ได้เป็นการกระตุ้นให้ผมยาวเร็วขึ้น แต่จะช่วยให้ผมที่แตกปลายไม่ลามขึ้นไป

7.การใช้สารเคมี เช่น การกัดหรือย้อมสีผม น้ำยาดัดผม หรือยืดผม อาจทำให้สภาพของเส้นผมเปลี่ยนไป ดังนั้นการใช้สารเคมีกับหนังศีรษะหรือเส้นผมเป็นเวลานานๆ อาจทำผมแห้งเสีย หรือทำให้ผมขาดหลุดร่วง ยากต่อการฟื้นฟูสุขภาพผมให้คืนกลับสู่สภาพเดิมได้ ทางที่ดีคือลดการใช้สารเคมีกับหนังศีรษะและเส้นผม สิ่งสำคัญไม่ควรทำเคมีหลายอย่างในคราวเดียวกัน เพราะอาจก่อให้เกิดการสะสมในร่างกายได้

9 วิธี แก้ไขปัญหาริ้วรอยก่อนวัย.

ริ้วรอยเล็กๆ อาการถุงใต้ตาย้อย หรือแม้แต่รอยตีนกาอันเกิดจากการยิ้มหรือหัวเราะ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้กำลังกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไปแล้ว เพราะนั่นไม่เพียงทำให้พวกเขาหรือเธอดูมีอายุ แต่เจ้าริ้วรอยดังกล่าวทำให้คุณดูแก่เกินก่อนวัย และยังสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้กับผู้ที่ต้องตกอยู่ภายใต้สัญญาณของความชรานี้เป็นอย่างมาก

แต่ไม่ต้องตกใจไป เพราะปัจจุบันมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่สามารถเนรมิตผิวหน้าของคุณให้ดูสดใสเปล่งปลั่ง หรือสวยเด้งได้ทันตาเห็น ตลอดจน 9 วิธีการป้องกันริ้วรอยที่หลายคนอาจมองข้ามมาแนะนำกัน เผื่อว่าเคล็ดลับเหล่านี้จะช่วยกระชากวัยของคุณให้กลับคืนมาได้โดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ

1.ผิวไม่สดใสเปล่งปลั่ง/อาการผมร่วง 
หลังจากการคลอดบุตร การแพ้ยาบางชนิด หรือแม้แต่ความเครียดอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมร่วง แต่การที่ฮอร์โมนเปลี่ยนในช่วงวัยใกล้หมดประจำเดือน ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการผมร่วงถาวรได้เช่นกัน
 
ขั้นตอนของการบำบัดด้วยตนเองที่บ้าน เริ่มจากการขยี้บริเวณหนังหัวเบาๆ แล้วค่อยๆ ดึงเส้นด้ายขนาดเล็กผ่านไปมาบริเวณหนังศีรษะ และหากมีผมมากกว่า 6 เส้นติดด้ายออกมา  นั่นแสดงว่าคุณกำลังพบกับปัญหาผมร่วง ฟิลลิป เด็กเตอร์ เจ้าของร้านเสริมสวย ชื่อเดียวกับนามสกุล ที่เปิดในมหานครนิวยอร์ก ได้แนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้เส้นผม และทำให้ผมดูมีชีวิตชีวา อย่าง Esuchen นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ปลูกเส้นผมยี่ห้อ Rogaine ซึ่งสามารถหาได้ตามเคาน์เตอร์เครื่องสำอางทั่วไป


 

2.คอเหี่ยว
หากคุณสาวและไม่สาวหลายคน ที่สังเกตว่าผิวหนังที่ขรุขระหย่อนยานบริเวณลำคอ อันเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ให้รู้ไว้เลยว่าคุณกำลังเผชิญกับริ้วรอยที่ไม่อยากให้เกิด ที่รู้จักกันดีว่า “คอเหี่ยว” คล้ายลำคอของไก่งวงนั่นเอง

ขั้นตอนของการบำบัดด้วยตนเองที่บ้าน แนะนำว่าให้บำรุงผิวบริเวณลำคอให้ชุ่มชื่น ด้วยครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของเป็ปไทด์ (กรดอะมิโน) ที่เป็นตัวสร้างคอลลาเจนให้กับผิวของคุณ และเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคอของคุณ ลองมองหาเสื้อยึดคอย้วยที่มีลายพิมพ์ และสวมสร้อยคล้องยาวเป็นเครื่องประดับก็ช่วยอำพรางรอยเหี่ยวย่นที่คอได้ (เคล็ดลับดีๆ จาก เอลิสัน ดีเวทตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเสื้อผ้ามากว่า 10 ปี)

สำหรับผู้ที่เลือกไปพึ่งมือหมอ นวัตกรรม Fraxel Laser Treatment (การสร้างเซลล์ผิวใหม่ด้วยการใช้แสงเลเซอร์ยิงตรงไปยังตำแหน่งโดยตรง) สามารถช่วยพื้นฟูผิวหนังที่เหี่ยวย่น ให้กับมาเต่งตึงอีกด้วยโดยใช้แสงเลเซอร์ ในขณะที่การฉีดโบท็อกซ์จะทำให้ผิวที่ขรุขระหย่อนยานดูแข็งหรือกระชับขึ้น และคุณหมอบางคนอาจแนะนำให้ลูกค้าใช้คลื่นความถี่ของวิทยุ เพื่อทำให้เส้นใยคอลลาเจนบริเวณลำคอคลายตัวและกลับมากระชับขึ้น หรือที่รู้จักกันดีว่า “Thermage” เป็นต้น

3.หน้าอกหย่อนคล้อย 
การสูญเสียของเนื้อเยื่อและไขมัน เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หน้าอกของคุณสาวๆ สูญเสียความเต่งตึงหรือหย่อนคล้อย จากการให้นมบุตร หรือแม้แต่การใส่ชุดชั้นในที่ไม่พอดีหรือไม่กระชับหน้าอก รวมถึงระดับฮอร์โมนเพศหญิงที่ลดต่ำลงอาจทำให้หัวนมหย่อนคล้อยลง

การบำบัดด้วยสองมือ แพตตี้ ฟิโคริลลี ผู้เชี่ยวชาญด้านกระชับสัดส่วน จากชุดชั้นในโมเดิร์นฟอร์ม “Maidenform”  แนะนำไว้ว่า “หันหน้ามองกระจกแล้วงอแขนทั้งสองข้างให้ตั้งฉาก 90 องศา จากนั้นให้ฝึกเกร็งเต้านมที่หย่อนคล้อยทั้งสองข้างเพื่อให้กระชับขึ้น โดยค่อยยกหัวไหล่ทั้งสองข้างขึ้น-ลงช้าๆ”  หรือกระชับหน้าด้วยการปรับสายเสื้อในให้แน่นยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากบราของคุณหลวมจนเกินไป แนะนำว่าให้มองหาบราตัวใหม่ที่กระชับและเก็บสัดส่วนจะดีกว่า

ในกรณีต้องขอคำปรึกษาที่ร้านนั้น ก่อนซื้อแนะนำให้ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญประจำแบรนด์ และต้องระบุขนาดหน้าอกของตนเองได้ และที่สำคัญควรลองเสื้อในหลายๆ แบบ  เช่น ชุดชั้นในที่เรียกกันว่า Seamed cups หรือชุดชั้นในที่จะช่วยพยุงไม่ให้หน้าอกหย่อนยาน และหากคุณเป็นสาวที่มีเนินอก ควรพิจารณาชุดชั้นในที่เป็นคอวีเว้าหน้าอก หรือ minimizer styles ที่ช่วยพรางให้อกของคุณดูเล็กลง

4.ตกกระที่บริเวณมือ
อย่างที่ทราบกันดีว่าการสูญเสียคอลลาเจน จะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื่น และเผยให้เห็นถึงเลือดขอดที่บริเวณมือ นอกจากนี้ยังพบจุดสีน้ำตาลหรือริ้วรอยต่างๆ ค่อยๆ ปรากฏเพิ่มขึ้น  โดยมีสาเหตุมาจากแสงแดดเป็นตัวกระตุ้น

ขั้นตอนของการป้องกันด้วยตนเองที่บ้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านเล็บและสปาระดับนานาชาติ ให้ข้อมูลว่า “เราไม่ควรมองข้ามเล็กๆ น้อยๆ เช่นการทาครีมกันแดดที่มือทั้งสองข้างเป็นประจำทุกวัน เพื่อป้องกันความเสียหายที่มาจากแสงแดด อีกทั้งพยายามทำให้มือน้อยๆ ของคุณชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และหมั่นขัดถูมือในน้ำสะอาดเพื่อให้ดูน่ามองน่าชม ขณะเดียวกันก็ควรสังเกตมือของคุณว่ามีริ้วรอยหรือจุดด่างดำที่ผิดปกติหรือไม่  เพื่อนำไปสู่การบำบัดรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป”

หากต้องไปพบแพทย์ การรักษาด้วยเลเซอร์สามารถซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดรังสียูวีได้ หรือการฉีดสารที่เรียกกันว่า  “ฟิลเลอร์” ก็ทำให้มือที่เหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วรอยของคุณดูเต่งตึงขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยการยิงแสง  “photodynamic” ก็ช่วยสลายจุดกระด่างดำได้เช่นกัน เนื่องจากวิธีดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้กับผิวคืนสู่สภาพเดิมนั่นเอง

5.ปัญหาบริเวณเท้า 
การใส่รองเท้าที่แน่นจนเกินไป จะทำให้การบาดเจ็บจนเกิดเป็นตาปลา นอกจากนี้ยังทำให้บริเวณส้นเท้าแตก และอาจก่อให้เกิดใต้ฝ่าเท้าด้าน
การรักษาด้วยตนเองทำได้ง่ายๆ แนะนำให้ทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นบริเวณส้นเท้าก่อนนอน และที่สำคัญควรมองหารองเท้าดีๆ ที่ใส่สบายเท้าติดไว้สักคู่ หรือซื้อที่รองกันกระแทกไว้ในรองเท้าบู๊ตหรือรองเท้าคู่โปรดของคุณ ก็จะช่วยถนอมเท้าของคุณให้อยู่กับคุณไปนานๆ

หากต้องพึ่งคุณหมอแล้วละก็ ในกรณีที่เกิดอาการเจ็บบริเวณตุ่มตาปลานั้น  แพทย์จะรักษาโดยการฉีดสารคอร์ติโซน หรือทำการผ่าตัดให้กับคุณ

6.คิ้วและขนตาร่วง 
ฮอร์โมนเพศที่เปลี่ยนแปลงทำให้คิ้วและขนตาบางและร่วงหล่นได้ง่าย และในแต่ละปีพบว่าคุณสาวๆ ทำร้ายรูขุมขนบริเวณโหนกคิ้วจากการถอนขนคิ้ว ซึ่งทำให้ขนที่ขึ้นมานั้นเจริญเติบโตได้ไม่ดี เนื่องจากเนื้อเยื่อดังกล่าวถูกทำลาย จนไม่สามารถยึดหรือพยุงรากไว้ได้ จึงทำให้ขนคิ้วร่วงหล่นและบางลงนั่นเอง
สำหรับผู้ที่เลือกรักษาด้วยตนเองนั้น ให้ใช้หัวแปรงเล็กๆ ป้ายลงไปยังอายแชโดว์สีใกล้เคียงกับผมหรือขนคิ้วของคุณเบาๆ แล้วบรรจงทาทับลงบนคิ้วที่หายไปของคุณ หรือติดขนตาปลอมเพื่ออำพรางขนตาที่ร่วงหล่นบางเบาก็ได้เช่นกัน

แต่หากคุณเลือกที่จะพบแพทย์เพราะกลัวผลเสียมากกว่าผลได้ แนะว่าให้ปรึกษาคุณหมอก่อนหากต้องการใช้ยาปลูกตา-คิ้ว

7.พบรอยย่นบริเวณเข่าและข้อศอก 
รอยย่นที่เกิดขึ้นบริเวณข้อศอกและหัวเข่านั้น สันนิษฐานว่าเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ผิวที่หดตัวนั้นเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดริ้วรอย หรือความแห้งอันเกิดจากการขาดความชุ่มชื่น ผิวหนังที่ขรุขระจนเกิดเป็นขุยหรือรอยยับย่นนั่นเอง

การรักษาด้วยตนเอง บำรุงที่แห้งกร้านด้วยครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารที่เพิ่มความชุ่มชื่น อย่าง “แอมโมเนียม แลกเตท” หรือเลือกใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของ “ยูเรีย” หรือโปรตีนชนิดหนึ่งที่ทำให้ผิวนุ่มเนียน โดยเฉพาะบริเวณที่แห้งกร้านง่ายๆ เช่น ข้อศอกหรือหัวเข่า

การไปเลือกพบแพทย์ แพทย์อาจแนะนำให้คุณเรียนคลาสโยคะ ซึ่งไม่เพียงแค่สร้างท่าทางที่สง่างาม แต่มันยังทำให้ข้อต่อและหัวเข่าของคุณแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยยกกระชับผิวและกล้ามเนื้อของคุณไปในตัว แต่ถ้าหากข้อศอกของคุณแห้งกร้านและย่น ทางแก้ที่ดีคือปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการฉีดสารเคมีที่ยกกระชับผิวบริเวณดังกล่าว

8.ปัญหาริ้วรอยและตีนกา 
การที่ใบหน้าของคุณสูญเสียคอลลาเจนและความยืดหยุ่นในผิวไป หรือแม้การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าซ้ำๆ กัน ผ่านการหัวเราะนั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาริ้วรอยได้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการนิ่วหน้าหรือขมวดคิ้ว เพื่อจ้องที่จอคอมพิวเตอร์แทบตาไม่กะพริบ และการนั่งอ้าปากจิบกาแฟแก้วโปรด ก็ทำให้เกิดริ้วรอยตีนกาและรอยย่นที่มุมปากได้

การป้องกันด้วยตนเอง ว่ากันว่าการป้องกันผิวเหี่ยวก่อนวัยที่ดีที่สุดนั้น คือการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในถั่วและงาดำ อีกทั้งผัก-ผลไม้สีเหลืองและสีส้ม นอกจากนี้ก็ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF อย่างน้อย 30 ขึ้นไป

แต่หากใครที่ไม่มีเวลาดูแลตัวเองนั้น แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อฉีดโบท็อกซ์ เพื่อลบเลือนริ้วรอยบริเวณหน้าผาก และฉีดฟีลเลอร์ เพื่อยกกระชับรอยเหี่ยวย่นบริเวณร่องแก้มและมุมปาก

9.ฟันเหลือง 
สำหรับผู้ที่ใส่ฟันปลอมนานหลายปี อาจทำให้ฟันของคุณมีคราบสีเหลืองหรือสีซีดจาง ดังนั้นการรักษาด้วยตนเอง โดยการเลือกยาที่สีฟันที่ผสมสารขัดฟันให้ขาวนั้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ดีกว่าการปล่อยไว้โดยไม่ทำความสะอาด

หากคุณเลือกที่จะพบแพทย์ แน่นอนว่าคุณหมอฟันทั้งหลายต่างฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า ยาสีฟันผสมไวท์เทรนนิ่ง หรือสารที่ขัดฟันขาวคือตัวช่วยที่ดีที่สุด และที่สำคัญขจัดคราบได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาครึ่งชั่วโมง.

กิน-ดื่ม อย่างไรให้หนุ่ม-สาว

1. หยุดผมร่วง *รับประทาน กล้วย
ผลไม้มหัศจรรย์ที่อุดมไปด้วยวิตามินบีซึ่งมีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี เป็นสารอาหารสำหรับ เส้นผมที่ดีมากการรับประทานกล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอจึงช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวันถ้ากล้วยผลให*่เกินกว่าจะรับประทานได้สะดวกก็หั่นให้ ชิ้นเล็กลงหน่อยหรืออีกวิธีคือ ผสมกล้วยกับแชมพูที่ทำจาก น้ำผึ้งแล้วนำมาสระผมก็จะช่วยเน้นประสิทธิภาพในการป้องกันผมร่วงและช่วยให ้ผมนุ่มสลวยขึ้นด้วย

2. ถ้ามีผิวมันมากเกินไป
*ต้องรับประทานธัญญาหารทุกเช้า
เพราะการรับประทานธัญญาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี2 ทุกวัน จะเป็นตัวช่วยในการหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกินของ ต่อมผลิตภายในร่างกายซึ่งเป ็นสาเหตุหนึ่ง ของเส้นผมบางและมัน แต่ถ้าไม่สะดวกในการรับประทานธัญญาหารเปล่าๆก็ลองผสม กับนมเย็นๆ เพื่อเพิ่มรสชาติขึ้นก็ได้

3. หยุดการลอกของผิวหนัง
*ใช้น้ำมันจาก Primrose ที่มีดอกสีเหลือง
ลองรับประทานวันละ 2 แคปซูล ทุกเย็น จะช่วยให้ได้ผลดีอย่างยิ่ง ผิวหนังและหนังศีรษะจะดีขึ้น แต่ถ้าการรับประทานอาหารเสริมแคปซูลทำให้เกิดอาการติ ดคอ ก็เปลี่ยนมา รับประทานปลาแซลมอนใส่เกลือรมควัน อาหารทะเลหรือสลัดผักสดก็ได้ สิ่งเหล่านี้จะให้สรรพคุณทัดเทียมกับน้ำมัน Primrose ทีเดียว

4. เพื่อผิวเนียนเหมือนเด็ก
*รับประทานมะม่วง
เพราะมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดีวิตามิ นในเบต้าแคโรทีนจะช่วยกระตุ ้นการสร้าง ผิวหนังทั่วไปรวมทั้งหนังศีรษะให้ทดแทนของเดิมที่หยา บแห้งและขรุขระให้กลับมามีความชุ่มชื้นและ นุ่มเนียนอีกครั้ง แต่ถ้าไม่ชอบมะม่วงก็อาจเปลี่ยนเป็นมันฝรั่ง แครอท แอปริคอด แต่ควรรับประทานร่วมกับ ไข่และตับจะได้ผลดียิ่งขึ้น

5. หยุดการเปลี่ยนสีผม
* รับประทาน ถั่วลิสงอบเนย ร่วมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อนๆ ก่อนมื้ออาหาร
สามารถหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลง ของสีผม เนื่องจากอาหารดังกล่าวอุดมด้วยวิตามินบีที่สามารถหย ุดการเปลี่ยนสีผมให้เป็นสีด อกเลาได้และยังทำให้ ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย หากไม่ชอบถั่วลิสงก็ลองรับประทานมันฝรั่งอบร้อนและชุ ่มด้วยเนยแทน แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่หยุดยั้งการเปล ี่ยนสีผมได้แน่นอนเอาเป็นว่ าทำให้ผมของเราไม่ เปลี่ยนสีรวดเร็วเกินไปก็เพียงพอแล้ว

6. ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี
*รับประทาน ฝรั่ง หรือน้ำฝรั่ง ซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี
วิตามินซีสามารถช่วยเก็บรักษาคอลลาเจน ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนัง หรือรับประทานมะละกอส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้ประจำวัน ก็จะช่วยเพิ่ม วิตามินซีเช่นกัน

7. บำรุงผิวด้วยบลูเบอร์รี่
*อาวุธลับแห่งเครื่องสำอางหลายชนิดถูกซ่อนอยู่ภายใต้ผิวสีน้ำเงินเข้มและความเขียวอมม่วงสดของบูลเบอร์รี่นี่แหละ สรรพคุณของบูลเบอร์รี่ทำให้ผนังเส้นเลือดมีความแข็งแ รงโดยการช่วยดูแลผิวหนังให้ เรียบและแข็งแรง นอกจากนี้ยังหยุดอาการเส้นเลือดเปราะบางและแตกง่ายอีกด้วย

8. ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ
*รับประทาน อะโวคาโด วิตามินบีในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย และร่างกายเกิดความต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้รวมไปจนถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศแห่ง มลภาวะที่เป็นพิษอีกด้วย หากรับประทานอะโวคาโดอย่างเดียวแล้วรู้สึกไม่คล่องคอ ขอแนะนำให้ลองรับประทานเมล็ด ทานตะวันเคลือบน้ำผึ้งและเมล็ดงาคั่วควบคู่ไปด้วยก็ไ ด้ *จงจำไว้ว่าการดื่ม-กินเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ก็สามารถช่วยให้สวย หล่อได้ทันตาเห็นเหมือนกัน

เคล็ดลับดูแลเส้นผม

การดูแลรักษาร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เป็นกิจวัตรที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกๆ วัน เพื่อรักษาความสะอาดและยังเป็นการสร้างเสริมสุขลักษณะที่ดีให้กับตนเองอีกด้วย ซึ่ง ธรรมชาติของเส้นผมก็เหมือนกับผิวพรรณที่ต้องการการปกป้องดูแลอย่างเป็นพิเศษ เพราะต้องเผชิญกับมลภาวะภายนอกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ควันจากท่อไอเสียรถ เป็นต้น สาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหา เส้นผมและหนังศีรษะตามมา แต่ความกังวลจะหมดไป ถ้าเส้นผมได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

วันนี้ Tips สุขภาพ โดยบริษัทเพลย์แม็กซ์ จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แบรนด์ Dr. Mineral Bio (ดอกเตอร์ มิเนอร์รัล ไบโอ)  ขอนำเรื่องราวของเส้นผมมาฝาก ซึ่งจะช่วยให้ผมดูนุ่มสลวย มีน้ำหนักเป็นเงางาม อย่างง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง ด้วย 7 วิธีเนรมิตผมสวยดังนี้

1. การสระผมให้ถูกวิธี ควรใช้แชมพูและครีมนวดแยกกันเพื่อให้ประสิทธิภาพในการบำรุง ใช้แชมพูสระผมด้วยน้ำอุ่นเพื่อเปิดรูขุมขนในหนังศีรษะก่อน แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็น เพื่อที่จะปิดรูขุมขนและเคลือบผม เพื่อเพิ่มความประกายเงางามให้แก่เส้นผม อย่าลืมว่าสระผมบ่อยเกินไปอาจทำให้ผมขาดแร่ธาตุและน้ำมันธรรมชาติ

2.ใช้ครีมนวดชนิดไม่ต้องล้างออก ช่วยลดการชี้ฟูและพันกันของส้นผมโดยคงความชุ่มชื่นให้ผมได้ทั้งวัน ในผลิตภัณฑ์บางยี่ห้อมีส่วนผสมของสารที่ป้องกันรังสียูวีเพื่อปกป้องการทำร้ายเส้นผมจากแสงแดด อีกด้วย

3. อย่าใช้วิธีการบิดผมเพื่อรีดน้ำออก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุทำให้เส้นผมขาดหลุดร่วงได้ และการใช้ผ้าขนหนูเช็ดผม ไม่ควรขยี้ หรือทำให้เกิดแรงเสียดสีใด ๆ แต่ควรใช้ผ้าซับจากปลายผมขึ้นไปหาโคนผมเพื่อลดการขาดหลุดร่วงของเส้นผม

4. ไม่ควร ใช้ไดร์ เป่าผมเกินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพราะความร้อนจากไดร์เป่าผมจะทำให้แห้งผมเสียได้ หรือปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติ พยายามอย่าใช้เครื่องจัดแต่งทรงผมด้วยความร้อนสูงบ่อยเกินไป เช่น ใช้ที่หนีบผมให้ตรง และที่ม้วนผมแบบใช้ความร้อน  ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่มีแผ่นกันความร้อนเพื่อลดการสัมผัสกับเส้นผมโดยตรง เป็นวิธีป้องกันเส้นผมไม่ให้ถูกทำลายจากความร้อน

5. เลือกทรงผมที่รู้สึกสบายหนังศรีษะ ไม่ดึงรั้งผมมากจนเกินไป อาจก่อให้เกิดส้นผมขาดหลุดร่วง เป็นสาเหตุที่ทำเส้นผมบางลง และหนังศีรษะล้านได้ ทุกครั้งที่รั้งผมไปด้านหลังจนตึงเพื่อรวบมัดหรือเกล้าเป็นมวย แรงดึงรั้งจะทำให้ผมขาดเป็นแนว โคนผมที่เหลือก็จะสั้น ๆ และทำให้ชี้ฟู

6. เล็มผมทุก ๆ 6 – 8 สัปดาห์ ไมได้เป็นการกระตุ้นให้ผมยาวเร็วขึ้น แต่จะช่วยให้ผมที่แตกปลายไม่ลามขึ้นไป

7. การใช้สารเคมี เช่น การกัดหรือย้อมสีผม น้ำยาดัดผม หรือ ยืดผม อาจทำให้สภาพของเส้นผมเปลี่ยนไป ดังนั้นการใช้สารเคมีกับหนังศรีษะหรือเส้นผมเป็นเวลานาน ๆ อาจทำผมแห้งเสีย หรือ ทำให้ผมขาดหลุดร่วง ยากต่อการฟื้นฟูสุขภาพผมให้คืนกลับสู่สภาพเดิมได้ ทางที่ดีคือ ลดการใช้สารเคมีกับหนังศรีษะและเส้นผม  สิ่งสำคัญไม่ควรทำเคมีหลายอย่างในคราวเดียวกัน เพราะอาจก่อให้เกิดการสะสมในร่างกายได้

สาวๆ ลองเอาคำแนะนำเหล่านี้ไปดูแลผมของตัวเองดูนะคะ

เลือกสีและลายเสื้อผ้า ยังไงให้ดูดี

การเลือกเสื้อผ้ามาสวมใส่ นอกจากปกปิดกันโป๊แล้ว ถ้าต้องการให้ดูดีแบบสบายๆ แต่มีระดับ (ไม่ใช่แบบหลุดโลกเพื่อเป็นเป้าสายตาหรือเดินได้แต่บนแคทวอร์คเท่านั้นนะคะ) หลักการง่ายๆ คือ

1. สีโทนเดียวกัน
สีทั้งหลายในโลกมีนับล้านๆสีค่ะ แต่แบ่งง่ายๆแบบไม่มีความรู้อย่างเราได้ 2 โทน คือโทนร้อน และโทนเย็น (ยกเว้นสีดำกับขาวนะคะ นั่นเป็นโทนกลางค่ะ)
  • สีโทนร้อน ก็จะให้ความรู้สึกอบอุ่น ร้อนแรง ซึ่งก็ได้แก่สีแดง ส้ม เขียว ครีม น้ำตาล เหลืองทอง เป็นต้น สีโทนนี้เหมาะกับสาวไทยผิวเข้มและคนทั่วๆ ไปค่ะ
  • สีโทนเย็น จะให้ความรู้สึกสบายตา เยือกเย็น ได้แก่ สีชมพู น้ำเงิน เทา ฟ้า เขียวไข่กา ม่วง เป็นต้น สีโทนนี้จะเหมาะกับสาวผิวขาวหน่อยใส่แล้วสวยกว่าค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าสาวผิวน้ำผึ้งห้ามใส่นะคะ เพียงต้องใช้ตัวช่วยอื่นๆกันบ้างเท่านั้น
การใส่เสื้อผ้ารวมทั้งเครื่องประดับรวมทั้งกระเป๋า รองเท้า ควรให้เป็นโทนเดียวกัน จะได้อารมณ์ไปทางเดียวกันค่ะ เราปวดใจแปล๊บทุกทีเวลาเห็นสาวคนไหนใส่กางเกงสีส้มกับเสื้อสีฟ้า หรือสาวออฟฟิศชุดสูทสีน้ำเงินสวย แต่ใส่รองเท้าสีน้ำตาล ไม่ได้หมายความว่าต้องสีเดียวกันทั้งชุดนะคะ นั่นเกินไปหน่อย แค่โทนเดียวกันก็พอค่ะ หรือว่าโทนเดียวกันแต่สีตัดกันฉึบฉั่บ อย่างเสื้อแดงกางเกงเขียวก็เกินไปนิดค่ะ (กรุณาใช้วิจารณาญาณและดูว่าคนรอบข้างมีใครแสบตาหรือไม่) ถ้าไม่มั่นใจ สีดำจะเซฟสุดค่ะ ใส่ได้กับทุกชุด เช่น ถ้าคุณมีงบซื้อรองเท้าราคาแพงได้แค่คู่เดียวให้เลือกสีดำไว้ก่อนค่ะ ไปได้ทุกชุดแน่นอน(โดยต้องดูแบบรองเท้าประกอบด้วย)

2. เล่นสีคนละระดับ
ท่อนล่างอ่อน ท่อนบนเข้ม สำหรับสาวอกโต ไม่มีสะโพก หรือท่อนล่างเข้ม ท่อนบนอ่อนสำหรับสาวสะโพกเทอร์นาโดกับสาวไข่เจียวค่ะ สีที่อ่อนจะทำให้ดูใหญ่ขึ้น ในขณะที่สีเข้มจะทำให้ดูเล็กลง เป็นเทคนิคการพรางตัวง่ายๆ การใส่เสื้อผ้าโทนเดียวกันแต่สีคนละระดับ เช่น เสื้อน้ำตาลกางเกงสีครีม หรือเสื้อชมพูอ่อนในสูทน้ำเงินเข้มจะดูสวยค่ะ ถ้าคุณใส่ชิ้นใดชิ้นหนึ่งสีฉูดฉาดก็ควรมีชิ้นที่สีอ่อนๆให้พักสายตาบ้าง ในทางตรงข้ามถ้าคุณใส่สีอ่อน เช่น สีครีมทั้งชุดก็ควรมีเครื่องประดับเก๋ๆสีเข้มอย่างสีน้ำตาลไหม้แกมทองไว้ตัดกันจะโดดเด่นสะดุดตามากค่ะ การใช้สีเล่นระดับอ่อน-แก่ จะทำให้ดูน่าสนใจขึ้นกว่าระดับสีเดียวกันทั้งชุดนะคะ ลองดูค่ะ

3. อย่าใส่ลายทั้งชุด
ลองคิดภาพคนใส่เสื้อลายดอกกับกระโปรงลายสก็อตสิคะ มันช่างชวนให้เวียนหัวดีแท้ ข้อห้ามอย่างเฉียบขาดปางตายก็คือ "ห้าม"ใส่ลายหลายๆแบบในเวลาเดียวกันค่ะ ถึงเป็นลายเดียวกันแต่คนละสีคนละขนาดก็ไม่ควรค่ะ เปลี่ยนเป็นเสื้อลายดอกแล้วกระโปรงพื้น หรือเสื้อพื้นกางเกงจุดจะเด่นกว่าเยอะค่ะ หรือถ้าคุณอยากใส่เดรสลาย(ก็ชุดมันติดกันอ๊ะ จะแยกยังไง?) ก็หาอะไรสีพื้นมาเบรคค่ะ เช่นเสื้อคลุมตัวสั้นสีพื้นโทนเดียวกันหรือมีกระเป๋าหรือเข็มขัดแบบเรียบๆจะทำให้ดูดีกว่าลายพร้อยทั้งตัวนะคะ จำไว้ค่ะว่า คนนะ ไม่ใช่ตุ๊กแก

เลือกใส่เสื้อผ้า แก้ปัญหารูปร่าง

รูปร่างเตี้ยเล็ก
ใส่เสื้อคอวี ถ้าเตี้ยมากไม่ควรสวมสร้อยคอ แบบเสื้อเรียบที่สุดโดยเฉพาะบริเวณอกอย่าเสริมไหล่เสื้อที่แขนพองที่หัวไหล่ เอวเรียบ ถ้าจำเป็นต้องใช้เข็มขัดให้ใช้เล้นเล็กมากๆ เสื้อกระโปร่งชนิดปล่อยทิ้งแนบตัว ใส่รองเท้าส้นสูงเสมอ ชายกระโปร่งสั้นหน่อย พยายามใช้ผ้าพื้น ถ้ามีลายหรือดอกให้ใช้ลายเล็กๆ

รูปร่างผอม
ใช้เสื้อคอสูงหรือแคบแนบคอ ถ้ามีปกใช้ปกกว้างมากๆ แขนสามส่วนดีกว่าแขนสั้น ผ้าลายขวางดีกว่าผ้าลายยาว ควรจะหลีกเลี่ยง การใส่เสื้อผ้ารัดรูป เสื้อแขนกุด กระโปรง-กางเกงขาสั้น ควรจะใส่เสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าหนาๆ เช่น ผ้ายีนส์ เสื้อถัก ควรสวมใส่เสื้อกางเกงกระโปรง ที่มีการจับจีบหรือรูดระบายย้วยฟูฟ่องพองออกด้านนอก เพื่อให้แลดูมีเนื้อมากยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นแต่ถ้าเป็นกระโปร่งจีบพองอย่าให้สั้นมากไป บังส่วนเอวที่เล็กด้วยผ้าคาดเอวหรือเข็มขัดแถบใหญ่ ใช้เครื่องประกอบการแต่งกายค่อนข้างใหญ่ เช่น กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด ต่างหู ไม่จำเป็นต้องสวมรองเท้ามีส้นเสมอไป

รูปร่างสูง
คอเสื้อปกสูง ปกเสื้อกว้าง เน้นส่วนเอวให้เด่นด้วยสีสด หรือเข็มขัดผ้าพันเอวใหญ่ ใช้กระโปร่งแนบสะโพก มีเสื้อตัวยาวคลุมสะโพกจะดูดี ชายกระโปร่งต่ำกว่าเข่า

รูปร่างอ้วน
คนอ้วนลำคอมักจะสั้น วิธีที่จะทำให้ลำคอดูยาวขึ้นคือควรเลือกใส่เสื้อที่เป็นคอเชิ้ต คอวี จะช่วยเพิ่มความยาวของใบหน้า และลำคอได้ หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อคอปิด คอสูง เพราะจะทำให้คอสั้น และหน้าดูใหญ่ขึ้น ลายของเสื้อควรเป็นลายตั้ง ลายดอกเล็กๆไม่ควรเป็นลายนอนหรือลานขวาง ใช้สีแก่หรือคล้ำ ถ้ามีลายให้ใช้ลายเล็กแคบสีเดียวกันหมด อก เอว แขน เรียบไม่สะดุดตา ใช้เข็มขัดเส้นเล็กหัวเข็มขัดหุ้มผ้าสีเดียวกับเสื้อผ้าเพื่อไม่ให้สะดุดตา ถ้าจะต้องไปงานราตรี ให้ใส่ชุดราตรีเกาะอก ห้ามเด็ดขาดกับการเสริมไหล่ด้วยฟองน้ำ หรือแบบเสื้อที่มีการตกแต่งบนไหล่และลายริ้วขวาง หลีกเลี่ยงการสวมชุดกระโปรงที่เป็นชุดติดกัน ควรสวมเสื้อและกระโปรงแยกชิ้นที่มีมีสีเข้มๆ หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าเนื้อหนาๆ กระโปรงและกางเกงควรเป็นแบบเรียบๆ ทางตรงธรรมดาสีเข้มๆ  ชายกระโปร่งต่ำกว่าเข่าเสมอ

สาวสะโพกใหญ่
-  ไม่ควรสวมเสื้อเอวลอย
-   ควรสวมเสื้อหรือกางเกงที่ตัดเย็บจากผ้านิ่มๆ พลิ้วทิ้งทั้งตัว สีเข้มๆ มืดๆ
-   ไม่ควรสวมกางเกงหรือกระโปรงที่คับเกินไป เพราะจะทำให้เน้นถึงความใหญ่ของสะโพก
-  ถ้าจะสวมกระโปรงเข้ารูป ให้เลือกที่มีความยาวคลุมเข่า และควรเลือกเสื้อผ้าที่มีส่วนผสมของเส้นใย Lycra จะทำให้กระชับสะโพกมากขึ้น

สาวบั้นท้ายใหญ่
สวมกางเกงที่มีขาใหญ่ แบบที่ไม่มีกระเป๋าหลัง หรือลวดลายตรงบริเวณสะโพก สวมกระโปรงทรงตรงแบบเรียบ หรือกระโปรงทรงเอ จะทำให้ใส่สบาย ๆ ไม่กระชับเกินไปซึ่งทำให้มองเห็นส่วนเกินได้ ให้จับคู่เสื้อ หรือแจ็คเก็ตชายสั้นกับกระโปรงยาว และเสื้อ หรือแจ็คเก็ตชายยาวกับกระโปรงสั้น .ใส่เสื้อหรือสูทที่พอดีตัว ให้ความยาวของเสื้อคลุมปิดบั้นท้ายไว้ เบี่ยงเบนความสนใจของคนที่มองคุณให้ไปอยู่ตรงส่วนบนของร่างกายโดยการสวมใส่เสื้อที่มีสีสรร ลวดลาย ฉูดฉาดเข้าไว้ หาเครื่องประดับต่างๆ มาห้อยที่คอหรือตกแต่งคอเสื้อก็ได้

การสวมใส่เสื้อผ้าสีเข้มจะทำให้รูปร่างของคุณดูผอมลงได้ เช่น สีดำ สีน้ำเงินเข้ม สีน้ำตาลเข้ม เป็นต้น

สาวหน้าท้องใหญ่
ใช้เสื้อช่วยโดยตัวเสื้อหลวมที่ปล่อยลงมาให้พอดีกับหน้าท้องที่ยื่นออกมาหรือใช้เสื้อตัวปล่อยไปเลยอย่าเน้นเอว  ถ้าต้องใส่เสื้อไว้ในกระโปรงกรณีที่เป็นเครื่องแบบที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้เสื้อตัวใหญ่หน่อยแล้วดึงมาให้เสมอหน้าท้อง ใส่กระโปรงบานทรงเอหรือกระโปรงย้วยเล็กน้อยตามความเหมาะสมแต่จะใส่กระโปรงแคบเลยจะดูไม่สวย ไม่มีสิทธิ์ใช้สีอ่อนเลย ให้ใช้สีเข้มและแบบเรียบอย่ามีรอยย่น กระโปรงย้วยจีบรูดรอบตัวใช้ได้ ผ้านิ่มแนบไปกับสะโพก เสื้ออย่าให้เล็กมากเพราะจะเน้นสะโพก

สาวต้นขาใหญ่
เลือกกางเกงขากว้างๆ หรือทรงกระบอกจะทำให้ต้นขาของคุณดูยาวและเรียว ควรหลีกเลี่ยงการใส่กางเกงที่ฟิตพอดีตัว ประเภทขากระดิ่งขาม้ามาเป็นกางเกงสีเข้มเข้าทรงกับเอว หรือคับจนเกินไป หรือกางเกงผ้ายืด เพราะจะเน้นให้เห็นถึงต้น ขาที่ใหญ่ของเราได้ ถ้าจะใส่กางเกงให้แนบขาโดยใช้ผ้าหนาคุณภาพดีหน่อยจะช่วยได้มาก กางเกงยีนก็ใช้ได้ดี แต่ค่อนข้างลำลองเกินไป หลีกเลี่ยงการใส่กระโปรงและกางเกงขาสั้น ควรสวมกระโปรงย้วยหรือกระโปรงจีบรอบตัว ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้านิ่มๆ พลิ้วๆ เวลาเดินพีทแยกออกโดยไม่รู้ว่าพีทแยกออกเพราะต้นขาใหญ่หรือพีท อย่าใส่กระโปรงทรงตรงที่ชายสอบแค่เข่า สวมเสื้อ หรือแจ็คเก็ตที่ชายเสื้อคลุมมาถึงสะโพก กางเกงหรือกระโปรงที่สวมอย่าให้มีสีสันฉูดฉาดนัก การสวมใส่เสื้อผ้าสีเข้มจะทำให้คุณดูผอมลงได้ เช่น สีดำ สีน้ำเงินเข้ม สีน้ำตาลเข้ม เป็นต้น เลือกชุดชั้นในแบบกระชับสัดส่วนมาสวมใส่ เผื่อช่วยลดขนาดของต้นขาให้ดูเรียวขึ้น

สำหรับการเลือกชุดว่ายน้ำ ควรเลือกชุดว่ายน้ำที่เป็นแบบกระโปรงอยู่ด้านนอก

สาวเอวสั้น
พลางได้โดยไม่ว่าจะใส่ชุดคนละท่อนหรือติดกันก็ตามจะต้องเป็นสีเดียวกัน อย่าเล่น
สีตัดกันเป็นอันขาด สีตัดกันจะเน้นช่วงบนมาก แต่ถ้าจะใช้คนละสีก็ให้ใช้สีแนวเดียวกันโดยด้านบนสีอ่อนด้านล่างสีเข้ม
  • ให้แนวเอวต่ำกว่าเอวจริง จะโดยการปล่อยตัวเสื้อลงมา
  • หรือถ้าเป็นเครื่องแบบที่เอาเสื้อใส่ในกระโปรงก็ดึงเสื้อให้หย่อนลงมาหน่อย
  • การใช้สีอ่อนเวลามองเสื้อดูกระจายออก ทำให้ดูช่วงบนใหญ่มากขึ้นกว่าที่เป็นจริงนิดหน่อย

สาวเอวบาง
หลักการตรงกันข้ามกันคือ เสื้อเข้มกระโปรงอ่อน ถ้าเป็นชุดติดกันควรมีเข็มขัดคาดหรือผ้าคาด

สาวไม่มีเอว
หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อสีอ่อน และแบบเสื้อที่คลุมสะโพกเช่น สูทหรือแจ็กเก็ตที่ติดกระดุมซิปอย่างมิดชิด ควรใส่ เสื้อ กางเกง หรือกระโปรง แยกชิ้นกัน และควรเอาชายเสื้อทับและคาดเข็มขัด ซึ่งสามารถทำให้แลดูว่าเรามีเอวได้ ถ้าเอวใหญ่ไม่มากนักและตัวสูงพยายามทำเสื้อกระโปรงให้พองนิดหน่อยจะดูเอวเล็ก แต่ถ้าเอวใหญ่และตัวเตี้ยไม่ควรทำวิธีเดียวคือเลือกเสื้อผ้าสีเข้ม

สาวไหล่แคบ

  • ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีฟองน้ำที่ไหล่ เพื่อให้ผู้ใส่มีลักษณะท่าทางที่สง่างาม
  • ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีลักษณะพลิ้วๆ เบาบาง
สาวไหล่ตั้ง
ใส่เสื้อแขนล้ำได้สวยมาก สังเกตว่าไหล่ใหญ่กับไหลตั้งไม่เหมือนกัน ไหล่ตั้งมักจะผอม อก
เล็ก ถ้าจะใส่เสื้อมีแขนต้องให้รอยต่อของแขนบริเวณหัวไหล่ล้ำเข้ามามากกว่าไหล่จริง  ถ้าใส่เสื้อแบบมีแขนไม่ต่อไหล่ก็ให้ใช้สีเข้มและเทคนิคการตัดเข้าช่วย ใช้ผ้าหนา

สาวไหล่ใหญ่ หน้าอกใหญ่
ไม่ควรสวมเสื้อเอวลอย ควรสวมเสื้อหรือกางเกงที่ตัดเย็บจากผ้านิ่มๆ เนื้อจอร์เจีย ชีพอง เครฟหรือผ้าป่าน พลิ้วทิ้งทั้งตัว ใช้ผ้าที่มีสี เข้มๆ มืดๆดีที่สุด ควรเลือกซื้อชุดชั้นในให้พอดีกับกับทรวงอก และที่สำคัญควรจะมีโครงเสริม เพื่อจะได้พยุงทรงเอาไว้ ควรสวมเสื้อที่มีปก หรือคอวี เพราะจะช่วยให้ทรวงอกดูเล็กลงได้ หลีกเลี่ยงเสื้อที่มีลวดลายติดคอ แขนยาว หรือมีกระเป๋าที่อกเสื้อ

วิธีดูแลรักษารองเท้าคู่สวย ของคุณผู้หญิง

วิธีในการดูแลรักษารองเท้า คู่สวย คู่เก่ง ของคุณผู้หญิงถ้ารองเท้าเกิดเปียกฝน เหม็นอับขึ้นมา 1. เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว สิ่งที่ควรทำโดยด่วยคือ ให้ใช้น้ำที่สะอาดล้างทำความสะอาดรองเท้าของคุณผู้หญิงให้ทั่วภายนอก จากนั้นค่อยเช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แล้วนำตากในที่ล่ม มีลมโปร่ง ไม่อับ ให้แห้ง

2. สำหรับชิ้นส่วนของพื้นรองเท้าที่อยู่ด้านใน ถ้าถอดมาทำความสะอาดได้ ให้นำไปล้างและทำความสะอาดซะนะคะ แล้วนำตากในที่ล่ม มีลมโปร่ง ไม่อับ ให้แห้งเช่นเดียวกัน

3. ไม่ควรใส่รองเท้าขณะที่ยังเปียก หรือชื้นอยู่ เพราะจะทำให้เกิดปัญหารองเท้ามีกลิ่นเหม็นอับได้ และ จะทำให้รองเท้าคู่สุดรักของคุณผู้หญิงเสียทรง หนังยืด ได้ด้วยค่ะ

4. การตากรองเท้าควรวางรองเท้าของคุณผู้หญิงให้ตั้งเอียงขึ้นประมาณสัก 45 องศาจากพื้น ให้น้ำที่ขังด้านในจากการล้างทำความสะอาดนั้นไหลออกมา

5. เมื่อรองเท้าแห้งให้นำไปเช็ดและถ้าหากเป็นรองเท้าหนังให้ขัดหนังรองเท้าคู่เก่งของคุณผู้หญิงให้เงาวับ แล้วนำไปวางไว้ที่แดดส่องถึงประมาณสัก 2 ชั่วโมงค่ะ เพื่อเป็นการรักษาหนังของรองเท้าคู่เก่งของคุณผู้หญิง

ลองนำวิธีที่บอกไปทำกันดูนะคะ คุณผู้หญิงจะได้มีรองเท้าคู่สวย คู่เก่ง ไว้ใส่นานๆ ไม่ต้องเสียเงินซื้อรองเท้าบ่อยๆ ด้วยค่ะ

แก้ซวย เรื่องวุนๆ ซักผ้า…รับหน้าฝน

ทำไงดีๆๆๆ เสาร์-อาทิตย์นี้ฝนตกซักผ้าไม่แห้งซวยแน่ๆ เลย ซักผ้าช่วงหน้าฝนนี้ปัญหาที่สาวๆ คงต้องเจอก็คงไม่พ้นเรื่องกลิ่นเหม็นอับ ผ้าไม่แห้ง วันนี้มีวิธีแก้ซวยมาฝากกันค่ะ

ความซวยประการที่ 1 ผ้าสีตก นรกชัดๆ

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าผ้าชิ้นนี้สีจะตกหรือเปล่า เรามีวิธีทดสอบค่ะ ด้วยการพรมน้ำลงบนผ้าให้หมาดๆ ในจุดที่เห็นไม่ชัด เช่นตะเข็บด้านใน รอ 1-2 นาที แล้วใช้ผ้าขาววางลงบนรอยหมาด แล้วดูว่ามีสีติดออกมาบ้างหรือไม่

ความซวยประการที่ 2 เสื้อใหม่ทำได้เรื่อง

ก่อนซักลองดูก่อนนะค่ะว่าผ้าสีตกหรือไม่ ถ้าเป็นพวกสีตกต้องแยกไว้ต่างหาก โดยทดสอบกับผ้าเช็ดหน้าหรือถุงเท้าสีขาวเก่าๆที่เลิกใช้แล้ว เพื่อดูว่าสีหยุดตกหรือยังค่ะ ถ้าสีหยุดตกแล้วก็ค่อยเอาไปซักรวมปกติค่ะ

ความซวยประการที่ 3 ชุดสุดเน๊า..เน่า

ถ้าผ้าสกปรกจนมากจนทนไม่ได้ ควรแช่ไว้ก่อนสักครึ่งชั่วโมง จะช่วยให้ซักง่ายขึ้น

ความซวยประการที่ 4 ซวยแบบไม่ได้ตั้งใจ

พวกกระดาษทิชชู่ ปากกา กระดาษโน้ตที่มีเขียนด้วยหมึกสักแผ่นก็ทำให้เสื้อผ้าสวยๆของเราเสียหายได้นะค่ะ ต้องตรวจดูให้ทั่วทั้งกระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกง

ความซวยประการที่ 5 ผ้าขาดวุ่นวิ้น

ต้องเย็บรอบขาดก่อนซักนะค่ะ ไม่อย่างนั้นรอยขาดจะยิ่งขาดมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องรีบซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อน

ความซวยประการที่ 6 รอยเปื้อนสะเทือนใจ

ถ้าเสื้อผ้าเปื้อนต้องรีบทำความสะอาดเบื้องต้นทันที แล้วรีบเอาไปซักจะช่วยให้ขจัดคราบได้มากขึ้น ระวังอย่าให้คราบนั้นโดนความร้อน เพราะจะทำให้คราบนั้นติดแน่นมากยิ่งขึ้น

ความซวยประการที่ 7 ตากผ้า…ใต้ฝุ่น

เวลาจะตากผ้าดูนิดนึงว่าบริเวณนั้นมีฝุ่นเยอะไหม เพราะผ้าที่เปียกถ้าโดนฝุ่นแล้วจะทำให้สกปรกมากขึ้น จะได้ไม่เสียเวลามานั่งซักใหม่นะคะ

ความซวยประการที่ 8  กลิ่นอับชื้น ผ้าไม่แห้ง ช่วงหน้าฝน

ให้นำสารส้มมาแกว่งในน้ำ แล้วนำผ้าที่เหม็นอับมาแช่ไว้คืนนึง จึงค่อยนำผ้ามาซักตามปกติ ควรตากให้โดนแดดเพื่อจะได้ขจัดกลิ่นด้วยและฆ่าเชื้อโรคไปในตัวค่ะ แต่อย่างพวกชุดชั้นในควรตากลม หรือโดนแดดอ่อนก็ได้ค่ะ  เพื่อรักษาเนื้อผ้า

หน้าฝนคราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวแล้วนะคะ ว่าผ้าจะไม่สะอาดหรือมีกลิ่นอับให้อับอายใครๆ อีกแล้ว