แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

10 ผัก-ผลไม้ที่มีกากใยสูง

ใครที่มีอาการท้องผูกเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย เป็นอีกสาเหตุที่มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ การป้องกันที่สามารถทำได้ไม่ยากนั่นคือ การรับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยสูง และนี่คือ 10 ผัก-ผลไม้ที่มีกากใยสูง อาหารที่อยากแนะนำ หากินได้ไม่ยาก ที่ช่วยในขับถ่าย ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ผัก ผลไม้ ช่วยในขับถ่าย ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

สับปะรด

สับปะรดมีไฟเบอร์สูงและเอนไซม์ย่อยโปรตีนที่ช่วยย่อยอาหาร ใครที่ชอบทานเนื้อสัตว์แล้วรู้สึกแน่นอึดอัด ไม่สบายท้อง ควรรับประทานสับปะรดเป็นประจำ นอกจากนี้สับปะรดยังช่วยแก้อาการท้องผูก เพราะมีกากใยอาหารสูงจึงทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ

แอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลมีเส้นใยสูงและมีสารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ มะเร็งผิวหนัง และยังช่วยปรับแบคทีเรียในลำไส้ทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

แก้วมังกร

อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวสามารถต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน และมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง ไฟโตอัลบูมิน, ไลโคพีน, โพลีฟีนอล, และฟลาโวนอยด์ มีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

อินทผลัม

มีสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระอย่างสารแอนโทไซยานิน แคโรทีน ลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งจะยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและมีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง มะเร็งช่องท้อง มะเร็งกระเพาะอาหาร เส้นใยในอินทผลัมและสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า โพลีฟีนอล ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย



ลูกพรุน

ลูกพรุน 1 ลูก มีปริมาณไฟเบอร์สูงถึง 1.4 กรัม ทั้งยังมีแคลอรี่น้อย ไขมันต่ำ และอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารแบบละลายน้ำที่ช่วยให้อิ่มนาน ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ ระบบขับถ่ายดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

ผักกาดขาว

เพราะผักกาดขาวมีไฟเบอร์สูงมาก ในผักกาดยังมีน้ำอุ้มอยู่เป็นจำนวนมากจึงช่วยกระตุ้นลำไส้ทำให้กากอาหารนุ่มลง จึงขับถ่ายสะดวก แก้อาการท้องผูกได้ดี ดังนั้นหากใครที่ชอบทานเนื้อสัตว์แล้วถ่ายยาก ควรทานผักกาดขาวด้วยเพื่อช่วยระบายท้องได้ดี

ดอกกะหล่ำ

ดอกกะหล่ำมีสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และสาร indole-3-carbinol ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารต้านสารอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งเต้านม, มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่

ขิง

ขิงมีฤทธิ์เผ็ดร้อนจึงสามารถนำมาปรุงอาหารและเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ที่รักสุขภาพได้อีกด้วย ขิงมีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต หลอดเลือดแดง และยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ หลอดเลือด ทั้งยังช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

ตะไคร้

สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิตสูง ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ขับปัสสาวะ ช่วยขจัดพิษออกจากร่างกาย ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ทั้งยังช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

มะระขี้นก

มะระขี้นก มีสารที่ชื่อว่า ชาแรนติน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจึงรักษาโรคเบาหวานได้ อีกทั้งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดี มีการพบว่ามะระขี้นกสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งสมอง มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่

ความหมาย คำย่อ-อักษรย่อ ใบสั่งยา

เคยเห็น คำย่อ-อักษรย่อ ใบสั่งยา คิดว่าน่าจะย่อมาจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษ แต่ในความจริงแล้ว อักษรย่อยา ย่อมาจากภาษาละติน ในบทความนี้ชวนมาเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจากเรื่องใกล้ตัว ความหมายของคำสั่งในใบสั่งยา ที่ควรรู้ไว้เบื้องต้น

ความหมาย คำย่อ-อักษรย่อ ใบสั่งยา

บอกเวลาในการใช้ยา

ac ย่อมาจาก Ante cibum ก่อนอาหาร

pc ย่อมาจาก Post cibum หลังอาหาร

hs ย่อมาจาก Hora somni ก่อนนอน

prn ย่อมาจาก Pro re nanta เมื่อต้องการ

Stat ย่อมาจาก Statim ทันทีทันใด

S.O.S ย่อมาจาก Si opus sit เมื่อจำเป็น


บอกวิธีใช้ยา

po ย่อมาจาก Per os/Per oral ให้รับประทานยา

Inj. ย่อมาจาก Injection ยาฉีด

ID ย่อมาจาก Intradermal ฉีดยาเข้าผิวหนัง

IM ย่อมาจาก Intramuscular ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ

sl ย่อมาจาก Sublingual ยาอมใต้ลิ้น

Rectral Suppo. ย่อมาจาก Rectal Suppositories ให้สอดทางทวารหนัก

Vag. Suppo. ย่อมาจาก Vaginal Suppositories ให้สอดทางช่องคลอด

บอกชนิดของยา

Cap ย่อมาจาก Capsula ยาแคปซูล

Tab ย่อมาจาก Tabella ยาเม็ด

susp ย่อมาจาก Suspension ยาน้ำ

syr ย่อมาจาก Syrupus ยาน้ำเชื่อม

oint ย่อมาจาก ointment ขี้ผึ้ง

บอกปริมาณยา

mg ย่อมาจาก milligram มิลลิกรัม

ml ย่อมาจาก milliliter มิลลิลิตร

tsp ย่อมาจาก teaspoon ช้อนชา

tbsp ย่อมาจาก tablespoon ช้อนโต๊ะ

บอกความถี่ในการใช้ยา

QD ย่อมาจาก quaque die วันละครั้ง

OD ย่อมาจาก ommi die วันละครั้ง

bid ย่อมาจาก Bis in die วันละ 2 ครั้ง

tid ย่อมาจาก Ter in die วันละ 3 ครั้ง

qid ย่อมาจาก Quater in die วันละ 4 ครั้ง

q ย่อมาจาก quaque ทุกๆ

q2h ย่อมาจาก quaque 2 hora ทุก 2 ชั่วโมง

q3h ย่อมาจาก quaque 3 hora ทุก 3 ชั่วโมง

q4h ย่อมาจาก quaque 4 hora ทุก 4 ชั่วโมง

บอกเกี่ยวกับดวงตา

OD ย่อมาจาก oculo dextro ตาขวา

OS ย่อมาจาก oculo sinistro ตาซ้าย

Apply LE ย่อมาจาก Apply left eye ให้ป้ายตาซ้าย

Apply RE ย่อมาจาก Apply right eye ให้ป้ายตาขวา

แนะนำวิธี กิน–นอน” อย่างไร ให้ห่างไกล โรคอ้วน

ในช่วงที่ต้องทำงานจากที่บ้าน หลายคนไม่ค่อยมีกิจกรรม เพราะไปไหนไม่ค่อยได้แถมยังต้องทำงานติดจอ ไม่ค่อยได้ขยับตัวเคลื่อนไหว ต่อให้ขยับทีก็มีสารพัดขนม เครื่องดื่ม แถมยิ่งดึกยิ่งหิว กลายเป็นคนติดการกินเยอะนอนดึก ส่งผลให้น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นสูงโดยไม่รู้ตัว… ถึงเวลาดูแลสุขภาพและปรับโหมดไลฟ์สไตล์ เพราะภัยเงียบจากโรคอ้วนอาจจะมาเคาะประตูถึงบ้าน อ่านบทความ ” กิน–นอน ให้ห่างไกล โรคอ้วน ” ที่นำเสนอข้อมูลแบบจัดเต็มให้อ่านกันค่ะ

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคอ้วน

นพ.ภัทรเดช เจียมสว่างพร ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ โรงพยาบาลมาสเตอร์พีซ อธิบายว่า “โรคอ้วนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมการกิน การใช้พลังงานระหว่างวัน การออกกำลังกายที่ไม่สมดุล โดยมีการกินมากกว่าการใช้พลังงาน หรือสังเกตได้ง่าย ๆ ว่า เมื่อไรก็ตามที่เรามีสัดส่วนเกิน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง เช่น มีพุงยื่น นั่นหมายความว่าระบบเผาผลาญในร่างกายเริ่มต่ำลง เป็นสัญญาณว่า เรากำลังมีปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วน ซึ่งจะมาพร้อมกับกระบวนการความชราของร่างกาย  (Aging Process) อีกด้วย รวมถึงบางคน

ก็เกิดจากกรรมพันธุ์ คือถ้าพ่อแม่เป็นโรคอ้วน ลูกที่เกิดมาก็มักจะเป็นโรคอ้วนด้วยเช่นกัน ในบางคนอาจจะไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ แต่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ หรือมีระบบการเผาผลาญในร่างกายที่ต่ำ ทำให้ร่างกายอ้วนมากขึ้น”

ทั้งนี้ ภาวะโรคอ้วนสามารถประเมินเบื้องต้นได้จากดัชนีมวลกาย (BMI) โดยคำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร (ยกกำลังสอง) ถ้าดัชนีมวลกายเกิน 23 ขึ้นไปจะถือว่าเริ่มมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน แต่หากตัวเลขถึงระดับ 25 จะถือว่าเป็นโรคอ้วนระดับที่ 1 เข้าให้แล้ว (ตรวจสอบน้ำหนักตัวเบื้องต้นเพื่อคำนวณ BMI ได้ที่ > truthaboutweight)

เมื่อรู้ตัวว่าน้ำหนักเกิน

“แน่นอนว่าหลายคนเมื่อรู้ตัวว่ามีน้ำหนักเกินก็จะเริ่มควบคุมอาหาร นอกจากการกินให้น้อยลงแล้ว ยังต้องเลือกอาหารที่มีคุณภาพอีกด้วย เช่น ทานน้อยแต่ถ้าทานพวกน้ำหวาน เครื่องดื่มหวานมันที่มีน้ำตาลเยอะ ก็ไม่สามารถทำให้กลับมาผอมได้ หรือทานผิดช่วงเวลา เช่น มื้อเย็น แต่ทานอาหารที่มีแป้ง น้ำตาล ที่ให้พลังงานสูง ช่วงหลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ระบบเผาผลาญจะค่อนข้างต่ำ แบบนี้การลดน้ำหนักก็จะไม่เห็นผลเท่าที่ควร”

สิ่งที่ต้องทำก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลดีที่สุด ระหว่างควบคุมการกินและการออกกำลังกาย คือ การกิน  เพราะร่างกายสามารถรับพลังงานทั้งหมด ได้มาจากการกินเท่านั้น ในขณะที่การออกกำลังกาย เช่น วิ่ง เข้าฟิตเนส หรือว่ายน้ำ ถือเป็นการใช้พลังงานอย่างหนึ่ง โดยการออกกำลังกาย มีข้อดีนอกจากจะช่วยลดปริมาณไขมันเลว (LDL) ไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอลแล้ว ยังเพิ่มปริมาณไขมันดี (HDL) ได้อีกด้วย


ซึ่งแท้จริงแล้ว เราสามารถใช้พลังงานออกไปได้หลากหลายวิธี แม้แต่ในช่วงที่เราไม่ได้ออกกำลังกาย เช่น พูดคุย นอนหลับ เพียงแต่ใช้พลังงานที่น้อยกว่า ดังนั้น กุญแจสำคัญในการลดน้ำหนัก คือการที่เราสามารถควบคุมการกินได้ ซึ่งเป็นหนทางเดียวในการรับพลังงาน เราก็จะควบคุม ระบบเผาผลาญพลังงานส่วนใหญ่ในร่างกายของเราได้

แค่กินให้เป็น ก็ไม่ลงพุง

“การปรับพฤติกรรมการกิน คือหัวใจหลัก ที่ช่วยให้ห่างไกลโรคอ้วน ซึ่งรวมถึงการควบคุมอาหาร ควบคุมการทาน คุณภาพอาหาร ปริมาณอาหาร และเวลาในการทานอาหาร อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต คือตัวการสำคัญ ที่ทำให้ร่างกายเข้าสู่กระบวนการความแก่ชราได้เร็วขึ้น สมรรถภาพการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายลดลง รวมถึงยังเสี่ยงเป็นโรคอ้วนด้วย จึงควรทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม การทานในช่วงเช้าจึงดีที่สุด และสามารถทานได้มากสุด เพราะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนไทรอยด์ เพิ่มการเผาผลาญในร่างกายได้” นพ.ภัทรเดช กล่าวเสริม

โดยทั่วไปสัดส่วนการทานอาหารที่ดีที่สุด ใน 1 มื้อ คือ

  • มื้อเช้า ควรมีผักและผลไม้ที่ไม่หวานจนเกินไป ประมาณ 50% มีคาร์โบไฮเดรตจากข้าวหรือแป้งไม่เกิน 25% และที่เหลือมีโปรตีนและไขมันอีก 25%
  • มื้อเที่ยงควรลดสัดส่วนคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง
  • และมื้อเย็นไม่ควรมีคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลเลย เช่น เพิ่มผักผลไม้ โปรตีน และไขมันที่สำคัญคือ ไม่ควรทานหลัง 6 โมงเย็นเป็นต้นไป

ทั้งนี้ สัดส่วนในแต่ละมื้อ ขึ้นอยู่กับการใช้พลังงาน และในมื้อเย็นต้องดูกิจกรรม และช่วงเวลาในการเข้านอน ของแต่ละคน เช่น เดินเล่น อ่านหนังสือ และเข้านอนไม่ดึก สามารถเน้นสัดส่วนผักผลไม้ได้มากขึ้น หรือ ถ้าเป็นคนนอนดึกต้องใช้พลังงานเยอะ การเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจะเหมาะสมกว่า ดังนั้นควรทานอาหารให้เหมาะกับการใช้พลังงาน ถ้าทานเยอะก็ต้องออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานเยอะ ยิ่งถ้าใครที่ไม่มีเวลาก็ต้องยิ่งควบคุมทั้งคุณภาพและปริมาณอาหารให้เหมาะสม

นอนดึกทำให้อ้วน…จริงหรือ ?

เป็นเรื่องจริงที่ว่า การนอนดึกเป็นประจำส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และยังเสี่ยงเป็นโรคอ้วนอีกด้วย เพราะร่างกายของมนุษย์เราจะมีศูนย์หิวและศูนย์อิ่ม (Satiety Center) ทำงานควบคู่กัน เป็นกลไกหนึ่งของสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) เปรียบเสมือนสวิตช์ปิด-เปิดทำหน้าที่ดูแลวงจรหิวและอิ่ม

นพ.ภัทรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า “ถ้าเราเข้านอนในช่วงประมาณ 4 ทุ่ม และสามารถหลับได้ก่อน 5 ทุ่ม ศูนย์หิวและศูนย์อิ่มจะทำงานได้เป็นปกติ ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี นอกจากจะช่วยให้รูปร่างดีแล้ว หากมีการหลับลึกในช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงตีหนึ่งซึ่งโกรทฮอร์โมนหลั่งได้ดี ยังส่งผลให้ผิวพรรณดีและช่วยให้แก่ช้าอีกด้วย แต่ในขณะเดียวกันถ้านอนดึกกว่านั้น เช่น นอนหลับเกิน 5 ทุ่มเป็นต้นไป การหลั่งฮอร์โมนทุกตัวในร่างกายก็จะผิดเพี้ยน ยิ่งถ้าไม่ได้รับโกรทฮอร์โมนในช่วงหลับลึก ร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการความแก่ชรา กระบวนการเผาผลาญลดลง ทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น สัดส่วนผิดปกติ ยิ่งถ้าเป็นเด็กในวัยเจริญเติบโต ร่างกายจะไม่ค่อยสูง เพราะไม่ได้รับโกรทฮอร์โมนที่เพียงพอนั่นเอง”

5 วิธีรับมือ ช่วยให้หยุดกิน – กินเพราะความเครียด เมื่อต้องอยู่บ้านนานๆ

เราต่างกำลังปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบนิวนอร์มอล กฎระเบียบที่ทำให้เราต้องอยู่แต่ในบ้าน ทำให้เราเปลี่ยนวิธีการติดต่อสื่อสาร การออกกำลังกาย การทำงาน และการกิน ความเปลี่ยนแปลงฉับพลันทั้งหมดเหล่านี้ และความจำเป็นในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เรารู้สึกเครียดได้

ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษา และการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จึงคิดว่าเป็นวาระอันดี ที่จะได้พูดถึงความเครียดและวิธีการรับมือ คุณอาจรู้สึกประหลาดใจที่ได้รู้ว่าความวิตกกังวลและความเครียดอาจแสดงให้เห็นผ่านรูปแบบการรับประทานอาหารของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เป็นการรับประทานตามอารมณ์หรือการรับประทานเพราะความเครียด

กินเพราะความเครียด คืออะไร

การรับประทานเพราะความเครียด หรือการรับประทานตามอารมณ์ มีความหมายตามชื่อของมัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคุณรับประทานอาหารเพื่อให้ลืมความรู้สึกเลวร้ายที่คุณกำลังเผชิญ โดยหวังว่าอาหารจะทำให้รู้สึกดีขึ้น

บางครั้งมันคือการตัดสินใจอย่างมีสติ แต่บ่อยครั้งก็เป็นเพียงการตัดสินใจชั่ววูบ เพื่อหวังจะจัดการกับอารมณ์ด้านลบที่คุณเองก็ไม่รู้ว่ามีต้นสายปลายเหตุจากอะไร ความเครียดและความเบื่อหน่าย อาจก่อให้เกิดการกินตามอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องอยู่กับบ้าน และรายล้อมด้วยของกินตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะสั่งอาหารจานโปรดที่มีแคลอรีมากกว่ามื้ออาหารปกติของคุณ หรือทำอาหารเองที่บ้านด้วยเครื่องปรุงและส่วนประกอบที่มีอยู่จำกัด ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่แตกต่างจากที่คุณคุ้นเคย

ความเครียดอาจก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าหรือความเศร้า ดังนั้น อาหารที่มีประโยชน์ จึงน่ารับประทานน้อยกว่าอาหารที่ถูกปาก อาหารถูกปากที่มีแคลอรีสูง จะกระตุ้นการหลั่งสารเคมีบางชนิดในสมอง ที่ทำให้รู้สึกดี แต่ก็ทำให้อยากกินอีก และการกินมากเกินไปก็จะทำให้น้ำหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเกิดความเครียด ก็จะทำให้กินเยอะขึ้นไปอีก เป็นวงจรเลวร้ายที่เราควรหลีกเลี่ยง



วิธีใดที่ดีที่สุด ในการป้องกันการกินเพราะความเครียด

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนควรทำในเวลานี้คือ การดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ และฝึกนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับ วิธีหยุดการรับประทานตามอารมณ์

1. ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง

คุณทราบดีว่า อารมณ์กระตุ้นให้เกิดการรับประทานเพราะความเครียด ดังนั้น ทำไมจึงไม่ยอมรับมัน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง หากเราจะรู้สึกอารมณ์ไม่ดี เหงา หรือเบื่อหน่ายในบางครั้ง ความรู้สึกอาจจะแย่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตราย และคุณไม่จำเป็นต้อง “แก้ไข” มัน ปล่อยให้อารมณ์เกิดขึ้นและผ่านไป โดยไม่ต้องเอาใจไปจมกับมัน

2. หาทางเลือกอื่นๆ นอกจากการรับประทาน

ซูซาน โบเวอร์แมน กล่าวไว้ว่า การเดินเร็วหรือชาสมุนไพรสักแก้ว อาจคลายเครียดได้ดีกว่าการรับประทานอาหาร ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องรับประทานอาหาร ให้ลองรับประทานอาหารกรุบกรอบเนื้อแข็ง เนื่องจากสามารถคลายความเครียดได้ ด้วยการขยับกล้ามเนื้อขากรรไกร ลองรับประทานอาหารว่างเป็นอัลมอนด์ ถั่วเหลืองสักหนึ่งกำมือ หรือเบบี้แครอท

3. รับประทานอาหารตรงเวลา และอย่าข้ามมื้ออาหาร

รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เมื่อเกิดความเครียด คุณอาจจะเลื่อนเวลารับประทานอาหารหรือแม้กระทั่งข้ามมื้อนั้นไปเลย และจะส่งผลให้ระดับพลังงานของคุณลดน้อยลงเกินควร และคุณอาจลงท้ายด้วยการรับประทานอาหารมากเกินไปในมื้อถัดไป ถ้าความเครียดคือตัวทำลายความอยากอาหาร ลองรับประทานอาหารปริมาณน้อยลง แต่บ่อยมากขึ้นในระหว่างวัน

4. ลดคาเฟอีน

ผู้คนมักรู้สึกขาดพลังงานเมื่อเกิดความเครียด และหันไปพึ่งคาเฟอีนในเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งอาจขัดจังหวะการนอนในเวลากลางคืน ถ้าคาเฟอีนทำให้คุณตื่นในเวลากลางคืน ให้ลองดื่มกาแฟและชาที่ไม่มีคาเฟอีนแทน

5. ฝึกรับประทานอาหารอย่างมีสติ

การรับประทานอาหารอย่างมีสติ หมายความว่า คุณต้องพยายามรับรู้ถึงสัญญาณของความหิวและความอิ่มภายในร่างกาย นอกจากนี้ คุณยังต้องตระหนักถึงสิ่งที่ทำให้คุณอยากรับประทานอาหาร การรับประทานอย่างมีสติ จะช่วยให้คุณสามารถเลี่ยงการรับประทานมากเกินไป และทำให้คุณเพลิดเพลินกับอาหารมากยิ่งขึ้น แม้จะรับประทานน้อยลง นอกจากนี้ คุณจะใส่ใจกับสิ่งที่คุณเลือกรับประทานมากยิ่งขึ้น

ซูซาน โบเวอร์แมน สรุปไว้ว่า ในช่วงเวลาเช่นนี้ คุณไม่ควรจำกัดสิ่งที่รับประทาน แต่ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากที่สุด เพื่อรับโภชนาการที่เหมาะสมที่สุด และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดี การระบาดครั้งนี้ ทำให้เราทุกคนเผชิญกับเกิดความเครียดมากยิ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่การเรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดนั้น จะทำให้คุณ ผู้คนที่คุณรัก และคนรอบข้างของคุณ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

5 วิธีทำให้สมองฟิต ไอเดียปิ๊งตลอดเวลา

คุณเคยมีอาการอย่างนี้บ้างมั้ย .. จับจ่ายไม่ได้ เพราะลืมกระดาษโน๊ตจดรายการของที่ต้องซื้อไว้ที่บ้าน พระเอกหนังเรื่องที่ดูเมื่อวานชื่ออะไรน้า จอดรถไว้ชั้นไหนของห้างนะ .. อย่า! อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าคุณเริ่มแก่ สมองเริ่มเสื่อมแล้ว มีวิธีฟิตสมองอย่างง่ายๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวันมาฝากกัน

ก่อนฟิตสมอง คุณรู้มั้ยว่า พฤติกรรมซ้ำๆ ทำให้สมองฝ่อ ในโลกที่เราคาดเดาเกือบทุกอย่างได้ล่วงหน้า กิจวัตรส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมจากจิตใต้สำนึกที่เรากระทำโดยใช้พลังจากสมอง น้อยมาก ทำให้ไม่ค่อยมีการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ประสาทในสมองชั้นนอก สมองจึงไม่ค่อยได้ออกกำลัง

ถ้าคุณขับรถหรือนั่งรถไปทำงานโดยใช้เส้นทางเดิมทุกวัน สมองคุณก็จะใช้ประสาทส่วนเดิมทุกวันเช่นกัน การใช้ประสาทเฉพาะส่วนนั้นๆ เป็นประจำทำให้เซลล์ส่วนนั้นแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันประสาทส่วนอื่นๆ กลับอ่อนแอ เพราะถูกละเลย ผลดีก็คือ คุณเริ่มช่ำชองกับเส้นทางจาก ก ไป ข แต่ผลเสียคือ สุขภาพสมอง เพราะสมองพลาดโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นด้วยทัศนียภาพใหม่ๆ กลิ่นใหม่ๆ หรือเสียงใหม่ๆ ซึ่งเป็นความแปลกและหลากหลายที่จะช่วยให้เซลล์ประสาทหลายส่วนได้มีกิจกรรม ออกกำลัง

ถ้าสมองได้รับสิ่งใหม่ ส่วนของสมองชั้นนอกหลายส่วนจะมีกิจกรรมมากขึ้นและหลากหลายขึ้น และเกิดการเชื่อมโยงเซลล์ประสาทสมองส่วนต่างๆในรูปแบบใหม่ ส่งผลให้มีการหลั่งสาร นิวโรโทรฟินส์ หรืออาหารสมองมากขึ้น เซลล์สมองจึงแข็งแรงขึ้น


5 วิธีฟิตสมองในตอนเช้า

1. หลับตาอาบน้ำ

เปิดก็อกน้ำ ปรับความแรงหรืออุณหภูมิของน้ำโดยใช้ประสาทสัมผัสและความรู้สึก (อย่าลืมฝึกวิธีปรับอุณหภูมิให้แม่นก่อนลงมือเพื่อป้องกันน้ำร้อนลวกตัว) หลับตาใช้มือสัมผัสหาอุปกรณ์อาบน้ำ จากนั้นจึงล้างหน้า อาบน้ำหรือโกนหนวด

2. เกมสลับมือ ขยับสมอง

ฝึกใช้มือข้างที่คุณไม่ถนัดแปลงฟัน หมุนฝาหลอดยาสีฟันและป้ายยาสีฟันบนแปรง อาจใช้วิธีนี้กับกิจกรรมยามเช้าอื่นๆ …การฝึกลักษณะนี้เป็นการกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ให้เริ่มสั่งการเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่สมองซีกนี้ไม่ค่อยมีส่วนร่วม มีการวิจัยพบว่าการฝึกเช่นนี้ส่งผลให้วงจรและเครือข่ายสมองในส่วนเยื่อหุ้ม สมองคอร์แทกซ์ที่ทำหน้าที่ควบคุม และรับส่งคำสั่งจากมือ มีการขยายตัวอย่างมากและในอัตราที่รวดเร็ว หรืออาจลองทำสิ่งต่างๆด้วยมือข้างเดียว ก็ได้

3. อยู่ในโลกไร้เสียง

ปิดหู ด้วยการใส่หูฟังขณะรับประทานอาหารกับครอบครัว เพื่อสัมผัสโลกเงียบ…คน ใกล้ตัวคงเคยบ่นว่าคุณฟังสิ่งที่เขาพูดเพียงครึ่งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นตอนยุ่งอยู่ ลองฝึกตัวเองด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณบังคับตัวเองให้ใช้ตัวช่วยอื่นในการทำ กิจกรรม เช่น รู้ว่าขนมปังปิ้งที่อยู่ในเครื่องปิ้งได้ที่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งเสียง

4. เช้าวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ลองเลือกกิจกรรมต่อไปนี้หนึ่งหรือสองข้อ แต่ไม่ควรทำหมดทุกข้อในเช้าวันเดียวกัน สลับลำดับกิจวัตรตอนเช้า เช่น ถ้าคุณเคยแต่งตัวก่อนกินข้าว ลองเปลี่ยนมากินข้าวก่อนแต่งตัว ถ้าคุณเคยรับประทานกาแฟกับขนมปังทุกเช้า ลองเป็นข้าวโอ๊ตและชาสุขภาพ หรืออาหารอื่นบ้าง เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก เปลี่ยนรายการวิทยุ หรือทีวีไปเป็นรายการที่คุณไม่เคยฟัง รายการเด็กเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นสมองให้สนใจในเรื่องที่คุณเคยมองข้าม

เปลี่ยนเส้นทางที่จะเดินทางไปทำงาน

จากการศึกษาภาพถ่ายของสมอง กิจกรรมใหม่ๆจะกระตุ้นเซลล์ประสาทที่กินพื้นที่สมองชั้นนอกในบริเวณกว้าง วิธีเติมกิจกรรมใหม่นี้จะให้ผลลดลงเมื่อกิจกรรมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำเป็น กิจวัตรหรือเป็นอัตโนมัติ เนื่องจากสมองต้องใช้พลังในการทำสิ่งใหม่ๆ มากกว่าต่อนทำกิจกรรมที่ทำจนชินแล้ว

5. เซ็กส์

สุดยอดกิจกรรมออกกำลังสมอง ความตื่นเต้นระทึกใจจากกิจกรรมแปลกใหม่ เป็นหัวใจหลักของการเร้าอารมณ์รักโดยเฉพาะในคู่สมรสที่แต่งงานมานาน เพราะช่วยให้คู่รักพบกับความท้าทายและตื่นเต้นจากประสบการณ์ทางเพศแบบใหม่ ใช้จินตนาการและดึงอารมณ์ความรู้สึกทุกส่วนออกมาปรับใช้ เช่น สวมชุดนอนผ้าไหมที่ให้ความรู้สึกสัมผัสที่เรียบลื่น โรยกลีบกุหลาบหอมกรุ่นบนเตียง นวดสัมผัสกันและกันด้วยน้ำมันหอมระเหย หรือสร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลงโรแมนติค

เซ็กส์ที่ดีนับเป็นการออกกำลังสมองที่ดี ฟังดูอาจเป็นการสรรเสริญเยินยอกิจกรรมบนเตียง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง เพราะในกิจกรรมร่วมรักมีการใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างที่ก่อให้เกิดการกระตุ้น ในวงจรสมองทุกส่วนรวมทั้งวงจรที่รับรู้เรื่องอารมณ์

เคล็ดลับดีๆ อีกมากกับการบริหารสมอง ติดตามรายละเอียดได้จากหนังสือ สมองฟิต ความคิดปิ๊ง

งีบหลับแบบไหน ให้สมองแล่น – งีบกี่นาที มีผลต่อร่างกายยังไงบ้าง? Sleep

เคยมั้ย คิดงานยังไงก็คิดไม่ออก หัวมันตื้อมันตันไปหมด! ลุกไปข้างนอกก็แล้ว พักเล่นเกมก็แล้ว ก็ยังคิดไม่ได้อยู่ดี ถ้าใครทำทุกวิธีแล้วยังไม่เวิร์ก ลองแอบไปงีบดูสิ แต่ก็ต้องมีศิลปะในการงีบกันหน่อยนะ เพราะถ้างีบผิดเวลาก็อาจจะทำให้ยิ่งพังหนักกว่าเดิมก็ได้ ไปดูิธี งีบแบบไหน ให้สมองแล่น? กันได้เลยจ้า

งีบกี่นาที มีผลต่อร่างกายยังไงบ้าง?

10-20 นาที

งีบเพิ่มพลังงาน และความสดชื่น เพราะระยะเวลา 10-20 นาที จะทำให้การนอนของเราอยู่ในช่วง non-rapid eye movement (NREM) ซึ่งจะทำให้ร่างกายสดชื่น ตื่นมาแล้วจะไม่สะลึมสะลือ เป็นการงีบเพื่อเพิ่มพลังงาน เหมาะกับคนที่ต้องการตวามแอคทีฟ หรือคนที่ต้องการจะใช้แรงกายมากกว่าใช้สมอง หรือลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่ได้อย่างคล่องแคล่ว เรียกการงีบแบบนี้ว่า “power nap”

30 นาที

สำหรับการนอนครึ่งชั่วโมง จะไม่แนะนำเท่าไหร่นัก เพราะไม่เป็นผลดีต่อร่างกายของเรา ไม่ได้ช่วยให้หายง่วง หรือสดชื่นขึ้นแต่อย่างใด จากการวิจัยพบว่า หลังจากตื่นขึ้นมา จะมีอาการอึน ๆ มึนงง และยังง่วง ๆ อยู่ หรือบางทีอาจปวดหัว และกว่าอาการนี้จะหายไปก็ต้องรอไปอีกครึ่งชั่วโมง


60 นาที

การนอนประมาณ 1 ชั่วโมง จะส่งผลดีต่อสมองของเรา ทำให้ความจำดีขึ้น เพราะเป็นการนอนที่ทำให้เราอยู่ในช่วง “slow-wave sleep” เป็นช่วงที่เราจะหลับลึกที่สุด แต่ก็จะตื่นขึ้นมาแบบงง ๆ เบลอ ๆ สักพัก แต่หลังจากนั้น สมองก็จะจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีมากยิ่งขึ้น เหมาะกับคนที่จะโต้รุ่งอ่านหนังสือในคืนก่อนสอบ

90 นาที

ในระยะเวลา 90 นาที จะเป็นการนอนที่ครบ 1 รอบพอดี นั่นหมายถึง ในเวลา 90 นาทีนี้ จะมีทั้ง หลับลึก และหลับแบบสบาย ๆ รวมทั้ง REM stage (Rapid Eye movement) ซึ่งเป็นระยะที่คนเรามักจะฝัน การนอนในระยะเวลานี้ทำให้สมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ทำให้อารมณ์ดีขึ้น หัวแล่น สมองปลอดโปร่ง และที่สำคัญคือช่วยให้ความจำดีขึ้น แถมพอตื่นขึ้นมาก็จะสดชื่น ไม่มีอาการงัวเงียให้เห็นอีกด้วยนะ

6 วิธีดูแลผิวพรรณให้ผิวสุขภาพดี ไม่แตกแห้ง หยาบกร้าน Skin

น้ำ เป็นสิ่งสำคัญของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายเรา โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนัง คุณสมบัติของผิวหนังที่ดี คือ สามารถทำหน้าที่ป้องกันสิ่งแปลกปลอมและอันตรายได้ ผิวมีความแข็งแรง มีความยืดหยุ่นและสามารถป้องกันการสูญเสียน้ำให้แก่สภาวะแวดล้อมได้ แต่เมื่อฤดูหนาวมาเยือนสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป อากาศที่เย็นลงและความชื้นในอากาศที่น้อยลง จะส่งผลให้เซลล์ผิวหนังสูญเสียน้ำได้ง่ายขึ้น จนทำให้เกิดภาวะผิวแห้ง แต่งหน้าแล้วเครื่องสำอางไม่ติด ผิวหมองลง ขาดความเปล่งปลั่ง ผิวหยาบกร้าน ผิวแดง ผิวลอก หรือเกิดขุยสีขาวอาจมีอาการคันร่วมด้วย

6 วิธี ดูแลผิวพรรณ ให้ผิวสุขภาพดี

และถ้าเป็นมากขึ้น ผิวอาจแตกและเกิดแผลเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ในบางคนที่มีโรคประจำตัวเป็นผื่นผิวหนังอักเสบยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาการอาจกำเริบได้ในช่วงหน้าหนาวนะคะ วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ กับ 6 วิธี ผิวดีท้าลมหนาว ฟื้นคืนความชุ่มชื่นด้วยวิธีง่าย ๆ โดย หมอแพร – แพทย์หญิงนภัสนันท์ เทพพรพิทักษ์ จาก รมย์รวินท์ คลินิก

1. ไม่อาบน้ำอุ่นมากเกินไป เพราะจะทำให้ผิวแห้งเสีย แตกลอก เนื่องจากความร้อนจากน้ำอุ่นจะทำลายไขมันที่เคลือบผิวไว้ ซึ่งไขมันนี้ โดยปกติจะแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิวหนังชั้นนอก ทำหน้าที่ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำผ่านออกจากเซลล์ การอาบน้ำอุ่นมากเกินไป จึงทำให้ผิวสูญเสียน้ำได้มากขึ้น

2. เลือกใช้สบู่ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน มี pH ใกล้เคียงกับผิว (ค่า pH ปกติที่ท้องแขน อยู่ที่ 5.4-5.9) ไม่เติมสีและไม่แต่งกลิ่นน้ำหอม เวลาทำความสะอาดผิวควรหลีกเลี่ยงการขัดถูอย่างรุนแรงหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสครับขัดผิวจะได้ไม่เป็นการทำร้ายผิว

3. ทาครีมให้ความชุ่มชื้นบำรุงผิว หน้าหนาวแบบนี้จำเป็นมากที่จะต้องเติมความชุ่มชื้น หลายคนอาจจะชอบใช้เซรั่มในการบำรุงผิว เนื่องจากเนื้อบางเบาซึมง่าย แต่แนะนำว่าหากยังรู้สึกว่าผิวยังแห้งอยู่ สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีมเพิ่มเติมและมีข้อแนะนำพิเศษคือ ควรทาครีมให้ความชุ่มชื้นภายใน 30 นาทีหลังอาบน้ำ เพราะจะช่วยเพิ่มการดูดซึมพร้อมกับกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดียิ่งขึ้น


4. ทาครีมกันแดด ถึงอากาศจะเย็นลง แต่รังสียูวีและแสง ยังคงทำร้ายเราเหมือนเดิม แล้วยิ่งผิวเรามีความแห้งแล้วด้วยละก็ ขอบอกเลยว่าปัญหา ฝ้า กระ จุดด่างดำ ทำร้ายเราหนักแน่นอนค่ะ ควรเลือกใช้ครีมกันแดด ที่มีประสิทธิภาพและใช้ในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งโดยเฉพาะเวลา 10.00-14.00 น. หรือถ้าจำเป็นอย่าลืมทาครีมกันแดดซ้ำ โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเหงื่อออกหรือเมื่อครีมกันแดดโดนชะล้างออกไปค่ะ

5. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง เช่น การเสียดสีของหน้ากากอนามัย ฝุ่น pm2.5 ขุยจากเสื้อผ้า โดยเฉพาะส่วนผสมจากเส้นใยสังเคราะห์ สารเคมีอื่นๆ หรือยาบางประเภท เช่น ยารักษาสิว กรดผลไม้ วิตามินซี หรือสารลอกผิวอื่น ๆ ที่อาจกระตุ้นให้ผิวแห้งเพิ่มขึ้น หากจำเป็นต้องใช้ยาควรใช้อย่างระมัดระวังค่ะ

6. อย่าลืม สุขภาพที่ดีในทุก ๆ ด้าน โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ นอนหลับอย่างมีคุณภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะคะ

5 วิธีรับมือ ช่วยให้หยุดกิน – กินเพราะความเครียด เมื่อต้องอยู่บ้านนานๆ Healthy

เราต่างกำลังปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบนิวนอร์มอล กฎระเบียบที่ทำให้เราต้องอยู่แต่ในบ้าน ทำให้เราเปลี่ยนวิธีการติดต่อสื่อสาร การออกกำลังกาย การทำงาน และการกิน ความเปลี่ยนแปลงฉับพลันทั้งหมดเหล่านี้ และความจำเป็นในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เรารู้สึกเครียดได้

วิธีช่วยให้หยุดกิน กินเพราะความเครียด เมื่อต้องอยู่บ้าน

ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษา และการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลกของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จึงคิดว่าเป็นวาระอันดี ที่จะได้พูดถึงความเครียดและวิธีการรับมือ คุณอาจรู้สึกประหลาดใจที่ได้รู้ว่าความวิตกกังวลและความเครียดอาจแสดงให้เห็นผ่านรูปแบบการรับประทานอาหารของคุณ ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เป็นการรับประทานตามอารมณ์หรือการรับประทานเพราะความเครียด

กินเพราะความเครียด คืออะไร

การรับประทานเพราะความเครียด หรือการรับประทานตามอารมณ์ มีความหมายตามชื่อของมัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคุณรับประทานอาหารเพื่อให้ลืมความรู้สึกเลวร้ายที่คุณกำลังเผชิญ โดยหวังว่าอาหารจะทำให้รู้สึกดีขึ้น

บางครั้งมันคือการตัดสินใจอย่างมีสติ แต่บ่อยครั้งก็เป็นเพียงการตัดสินใจชั่ววูบ เพื่อหวังจะจัดการกับอารมณ์ด้านลบที่คุณเองก็ไม่รู้ว่ามีต้นสายปลายเหตุจากอะไร ความเครียดและความเบื่อหน่าย อาจก่อให้เกิดการกินตามอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องอยู่กับบ้าน และรายล้อมด้วยของกินตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ ไม่ว่าคุณจะสั่งอาหารจานโปรดที่มีแคลอรีมากกว่ามื้ออาหารปกติของคุณ หรือทำอาหารเองที่บ้านด้วยเครื่องปรุงและส่วนประกอบที่มีอยู่จำกัด ก็เป็นไปได้ว่าคุณอาจมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่แตกต่างจากที่คุณคุ้นเคย

ความเครียดอาจก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าหรือความเศร้า ดังนั้น อาหารที่มีประโยชน์ จึงน่ารับประทานน้อยกว่าอาหารที่ถูกปาก อาหารถูกปากที่มีแคลอรีสูง จะกระตุ้นการหลั่งสารเคมีบางชนิดในสมอง ที่ทำให้รู้สึกดี แต่ก็ทำให้อยากกินอีก และการกินมากเกินไปก็จะทำให้น้ำหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้น และเมื่อเกิดความเครียด ก็จะทำให้กินเยอะขึ้นไปอีก เป็นวงจรเลวร้ายที่เราควรหลีกเลี่ยง



วิธีใดที่ดีที่สุด ในการป้องกันการกินเพราะความเครียด

สิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกคนควรทำในเวลานี้คือ การดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ และฝึกนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับ วิธีหยุดการรับประทานตามอารมณ์

1. ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง

คุณทราบดีว่า อารมณ์กระตุ้นให้เกิดการรับประทานเพราะความเครียด ดังนั้น ทำไมจึงไม่ยอมรับมัน ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง หากเราจะรู้สึกอารมณ์ไม่ดี เหงา หรือเบื่อหน่ายในบางครั้ง ความรู้สึกอาจจะแย่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตราย และคุณไม่จำเป็นต้อง “แก้ไข” มัน ปล่อยให้อารมณ์เกิดขึ้นและผ่านไป โดยไม่ต้องเอาใจไปจมกับมัน

2. หาทางเลือกอื่นๆ นอกจากการรับประทาน

ซูซาน โบเวอร์แมน กล่าวไว้ว่า การเดินเร็วหรือชาสมุนไพรสักแก้ว อาจคลายเครียดได้ดีกว่าการรับประทานอาหาร ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องรับประทานอาหาร ให้ลองรับประทานอาหารกรุบกรอบเนื้อแข็ง เนื่องจากสามารถคลายความเครียดได้ ด้วยการขยับกล้ามเนื้อขากรรไกร ลองรับประทานอาหารว่างเป็นอัลมอนด์ ถั่วเหลืองสักหนึ่งกำมือ หรือเบบี้แครอท

3. รับประทานอาหารตรงเวลา และอย่าข้ามมื้ออาหาร

รับประทานอาหารให้ตรงเวลา เมื่อเกิดความเครียด คุณอาจจะเลื่อนเวลารับประทานอาหารหรือแม้กระทั่งข้ามมื้อนั้นไปเลย และจะส่งผลให้ระดับพลังงานของคุณลดน้อยลงเกินควร และคุณอาจลงท้ายด้วยการรับประทานอาหารมากเกินไปในมื้อถัดไป ถ้าความเครียดคือตัวทำลายความอยากอาหาร ลองรับประทานอาหารปริมาณน้อยลง แต่บ่อยมากขึ้นในระหว่างวัน

4. ลดคาเฟอีน

ผู้คนมักรู้สึกขาดพลังงานเมื่อเกิดความเครียด และหันไปพึ่งคาเฟอีนในเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งอาจขัดจังหวะการนอนในเวลากลางคืน ถ้าคาเฟอีนทำให้คุณตื่นในเวลากลางคืน ให้ลองดื่มกาแฟและชาที่ไม่มีคาเฟอีนแทน

5. ฝึกรับประทานอาหารอย่างมีสติ

การรับประทานอาหารอย่างมีสติ หมายความว่า คุณต้องพยายามรับรู้ถึงสัญญาณของความหิวและความอิ่มภายในร่างกาย นอกจากนี้ คุณยังต้องตระหนักถึงสิ่งที่ทำให้คุณอยากรับประทานอาหาร การรับประทานอย่างมีสติ จะช่วยให้คุณสามารถเลี่ยงการรับประทานมากเกินไป และทำให้คุณเพลิดเพลินกับอาหารมากยิ่งขึ้น แม้จะรับประทานน้อยลง นอกจากนี้ คุณจะใส่ใจกับสิ่งที่คุณเลือกรับประทานมากยิ่งขึ้น

ซูซาน โบเวอร์แมน สรุปไว้ว่า ในช่วงเวลาเช่นนี้ คุณไม่ควรจำกัดสิ่งที่รับประทาน แต่ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากที่สุด เพื่อรับโภชนาการที่เหมาะสมที่สุด และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดี การระบาดครั้งนี้ ทำให้เราทุกคนเผชิญกับเกิดความเครียดมากยิ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่การเรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดนั้น จะทำให้คุณ ผู้คนที่คุณรัก และคนรอบข้างของคุณ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

5 เคล็ดลับ รักษาหัวใจให้แข็งแรง – ออกกำลังกาย เข้าใจ ไม่เครียด Healthy

หัวใจ แม้จะเปรียบดูเหมือนเป็นอวัยวะขนาดเล็กเท่ากำปั้น แต่รู้หรือไม่ว่า หัวใจเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายเรา ทำหน้าที่สำคัญในการทำให้เรามีทั้งชีวิตชีวาในทุกวัน ทุกนาที และทุกวินาที แม้ว่าหน้าที่หลักของหัวใจในการสูบฉีดเลือดและออกซิเจนไปยังปอดและส่วนต่างๆของร่างกาย รวมถึงการขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากกระแสเลือด จะเป็นหัวใจหลักของการมีสุขภาวะที่ดีโดยรวม

5 เคล็ดลับ รักษาหัวใจให้แข็งแรง

แต่หัวใจกลับเป็นอวัยวะที่อ่อนไหวบอบบาง ต่อสภาวการณ์หัวใจและหลอดเลือด อย่างโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ที่รู้กันดีว่าเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมากที่สุด ถึงกว่าประมาณ 17.9 ล้านคนต่อปี ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น จำนวนกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ในเอเชีย โดยปัจจัยเรื่องอายุ เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของการนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด

โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่บ่งชี้ว่า อัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น ตามอายุที่มากขึ้น ภาวะหัวใจล้มเหลวในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ของประเทศที่พัฒนาแล้ว เพิ่มสูงขึ้นจาก 1 เป็น 2 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้นเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มผู้มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป โดยอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคหัวใจ ที่อายุเกิน 65 ปีนั้น สูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

จากการวิจัยของ ศูนย์หัวใจมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUHCS) ร่วมกับศูนย์หัวใจแห่งชาติประเทศสิงคโปร์ (NHCS) พบว่า คนเอเชียมีภาวะหัวใจล้มเหลวเร็วกว่าชาวตะวันตกถึงหนึ่งศตวรรษ โดยพบว่า ค่าเฉลี่ยของอายุผู้ป่วยโรคหัวใจน้อยที่สุดในประเทศฟิลิปปินส์ อยู่ที่ 54 ปี ซึ่งนับว่าน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในแถบเอเชียด้ว

เคล็ดลับเสริมสร้างหัวใจแข็งแรง

จากสถิติที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเริ่มต้น หันมาดูแลสุขภาพหัวใจกันอย่างจริงจังโดยไม่รีรอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และนี่คือ 5 เคล็ดลับง่ายๆ จาก นายแพทย์เคนท์ แอล แบรดลีย์* ที่มาบอกเล่าทิปส์ของการเริ่มต้นเดินทางไปสู่ชีวิตที่อยู่ดีมีสุข ทั้งในวันนี้และอนาคตข้างหน้าให้กับคุณโดยเฉพาะ



1. เข้าใจปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพ

กุญแจสำคัญในการรักษาสุขภาพหัวใจ คือ การรู้จักและทำความเข้าใจกับค่าตัวเลขต่างๆ ที่เกี่ยวกับหัวใจ โดยควรให้ความใส่ใจในการไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำ และอย่างน้อยต้องมีการตรวจสุขภาพแบบครอบคลุมปีละครั้ง หรือ แวะไปคลินิกสุขภาพเพื่อตรวจประเมินคัดกรองเป็นระยะ

ต้องย้ำกันตรงนี้ว่า ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่ง ของการนำไปสู่โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยต้องระวังเรื่องนี้ให้มากเนื่องจาก ภาวะความดันโลหิตสูง ได้สมญานามว่า “เพชฌฆาตเงียบ” ที่ไม่มีแม้แต่สัญญาณหรืออาการเตือนให้รู้ล่วงหน้า ดังนั้นการตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นเรื่องที่ต้องควรกระทำ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษา จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองให้สูงขึ้น

2. ลด ละ เลิกพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

การลดการสูบบุหรี่ลง เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการปกป้องหัวใจ ข่าวดี คือ ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจจะลดลงอย่างมีนัยยะ หากสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างถาวร การสูบบุหรี่ทำอันตราย ต่อเยื่อบุผนังหลอดเลือดแดง โดยทำให้เกิดการเกาะกลุ่มกันของไขมัน (Atheroma) ทำให้หลอดเลือดแดงตีบลง ในบางรายอาจเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก ที่เรียกกันว่า Angina เป็นสัญญาณเตือน แต่หลายรายกลับเพิ่งพบภาวะเส้นเลือดตีบหลังจากเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ หลังจากเส้นเลือดในสมองแตกไปแล้ว

ดังนั้น ขอให้คุณสร้างความมุ่งมั่นที่จะเลิกสูบบุหรี่ และทำให้สำเร็จจงได้! โยนบุหรี่ ไฟแช็ค และที่เขี่ยบุหรี่ทิ้งไป แล้วลองมองหาผลิตภัณฑ์ทดแทนนิโคตินดู การเลิกพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพลงได้จะให้ประโยชน์กับร่างกายของเรามากกว่าที่เราคิด

3. การรับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ

ตามปรัชญาโภชนาการ Global Nutrition ของ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น การได้รับแคลอรีที่เหมาะสมนั้น ต้องประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 40 โปรตีนร้อยละ 30 ไขมันดีร้อยละ 30 ร่วมกับการบริโภคใยอาหาร 25 กรัม และการดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 8 แก้วต่อวัน และเพื่อเสริมสร้างสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้น ให้ทานอาหารตามแบบแผนการรับประทานที่เน้นการทาน ผลไม้สด ผักสด ผลไม้แห้ง อาหารจำพวกถั่วและธัญพืช เพื่อให้ได้วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นเพียงพอในแต่ละวัน

นอกจากนี้ อาหารจำพวกปลาที่มีไขมัน (แซลมอล , แมกเคอเรล และทูน่า) เมล็ดแฟลกซ์ วอลนัท เมล็ดฟักทอง และถั่วเหลือง ยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า – 3 ที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ อาหารประเภทปลาไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกทดแทนที่ดีเยี่ยม แทนการบริโภคอาหารจำพวกเนื้อวัวซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง แต่ในปลายังมีโอเมก้า-3 ที่มีส่วนช่วยบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยทำหน้าที่ลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ลงด้วย

4. ออกกำลังกายให้หัวใจสูบฉีด

การออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ให้ประโยชน์มากกว่าแค่การช่วยลดน้ำหนักหรือทำให้บุคลิกภาพดูดี แต่ยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงแบบครอบคลุม การออกกำลังกายช่วยให้หลอดเลือดขยายและคลายตัว ส่งผลให้การลำเลียงเลือดมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น หัวใจแข็งแรงขึ้น เมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายจะเพิ่มการผลิต “ไนตริกออกไซด์” ที่มีส่วนสำคัญในการควบคุม ป้องกัน รวมถึงทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ตามปกติ เป็นการสร้างความมั่นใจถึงการมีหัวใจที่แข็งแรงขึ้น

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้แอคทีฟขึ้นนั้น ให้เริ่มต้นตั้งเป้าที่การออกกำลังกายระดับปานกลาง 30 นาทีต่อวันเป็นอย่างต่ำ หากลองทำแล้วยากเกินไป ให้เปลี่ยนมาเป็นการเดินเล็กๆน้อยๆ แต่ทั้งวันแทน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ในสวนสาธารณะที่ไกลออกไปจากออฟฟิศ หรือหันมาใช้โต๊ะทำงานแบบยืนเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ในท่านั่งตลอดวัน

5. ลดระดับความเครียดลง

แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานประจักษ์ชัดถึงความเชื่อมโยงระหว่างระดับความเครียดที่สูงกั บเหตุการณ์ที่เกี่ยวพันกับโรคหัวใจ แต่ความเครียดเองนั้น เป็นอันตรายต่อสุขภาพของหัวใจเราแน่นอน ความเครียดส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูง ทำให้กินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้ออกกำลังกายน้อยลง หรือไม่ก็ทำให้สูบบุหรี่มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การมีความเครียดระยะยาว ทำให้ร่างกายมีระดับฮอร์โมนความเครียด เช่น อะดรีนาลีน และ คอร์ทิโซลในระดับที่สูงมากเกินไป ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

นายแพทย์เคนท์ แอล แบรดลีย์ สรุปได้อย่างน่าสนใจว่า ข้อมูลทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อการมีชีวิตที่ดี เราต้องตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะหาเวลาเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และทำกิจกรรมที่เราชื่นชอบ ผู้ที่มีระดับความเครียดต่ำนั้น มีแนวโน้มที่จะออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งเป็นสองปัจจัยสำคัญ ต่อการรักษาสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้แอคทีฟและมีสุขภาพดีนั้น สามารถใช้เป็นแนวทางระยะยาวในการป้องกันภัยจากโรคหัวใจให้ไกลตัวได้ ถ้ายังไม่ได้เริ่มต้น ตอนนี้คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ที่จะนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ในชีวิต ประจำวันเพื่อให้หัวใจสูบฉีดได้เต็มสูบ เพื่อวันนี้และเพื่ออีกหลายสิบปีที่รออยู่ข้างหน้า และที่แน่นอนเลย คือ หัวใจของคุณจะขอบคุณคุณ ที่ดูแลหัวใจเป็นอย่างดี แม้วัยที่เพิ่มมากขึ้น!

เรื่องโดย : นายแพทย์เคนท์ แอล แบรดลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสุขภาพและโภชนาการ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

เรื่องเล็กๆ 10 เรื่อง ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ – การดูแลสุขภาพกายและใจ

ใกล้จะเข้าปีใหม่กันอีกแล้ว หลายคนเริ่มอ่านบทความเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง สิ่งที่ตั้งใจจะทำ หรือเป้าหมายต่างๆ ในปีหน้า ในวันนี้มีคลิปที่น่าสนใจ 10 เรื่องเล็กๆ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ จาก หมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ที่แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลจิตใจและพัฒนาตน

10 เรื่องเล็กๆ ที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ

เรื่องเล็กๆ ก้าวเล็กๆ ที่จะทำให้เราได้เปลี่ยนชีวิต สรุปเนื้อหาคร่าวๆ 5 เรื่องแรกเป็นเรื่องร่างกาย 5 เรื่องหลังเป็นเรื่องของจิตใจ ผสมกับสิ่งแวดล้อม

1. เรื่องอาหารการกิน – ไม่อดอาหาร ทานอาหารที่มีประโยชน์

2. น้ำดื่ม – ดื่มน้ำให้เพียงพอ ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด รวมถึงใส่ใจเรื่องภาชนะบรรจุน้ำ อย่าดื่มน้ำเวลาทานอาหารเยอะ ไม่ดื่มน้ำเย็นมากเกินไป

3. นอนให้พอ – นอนวันละ 7-8 ชั่วโมง, งีบประมาณ 15-20 นาที , ไม่งีบหลังบ่าย 3

4. การจัดการความเครียด – การฝึกนิสัยการหายใจ

5. การออกกำลังกาย – หากิจกรรมที่ทำแล้วชอบและสนุก ไม่หักโหมทำจนเกินตัว


6. การได้รับแสงแดดในแต่ละวัน – รับวิตามินดีอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที

7. ฝึกปล่อยวาง – การพักความคิด รู้ว่าสิ่งนั้นทำให้เราเป็นทุกข์ ยอมรับความจริงให้ได้ ตระหนักว่า อะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิต ตระหนักในเรื่องของความตาย

8. จัดเวลาไปอยู่กับธรรมชาติ – ธรรมชาติช่วยทำให้จิตใจให้สงบลง ฝึกเปิดหน้าต่างนอน จัดเวลาเดินเท้าเปล่าบ้าง

9. การฝึกเมตตาให้กับตัวเอง – คาดหวังตัวเองให้เหมาะสม ไม่ต้องสมบูรณ์แบบมากนัก เรียนรู้การให้กำลังใจตัวเอง ใส่ใจดูแลร่างกาย

10. การฝึกสำนึกขอบคุณตนเอง – ฝึกที่จะชื่นชมสิ่งที่ดี สิ่งที่มีในตัวเรา ขอบคุณสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ให้ทุกเรื่องได้เป็นบทเรียน

..

อ่านบทความอื่นๆ

..

3 อาการสังเกต ก่อนหัวใจวาย – หัวใจล้มเหลว

ภาวะหัวใจวาย หรือหัวใจล้มเหลว เกิดจากการทำงานผิดปกติของหัวใจ ทำให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงได้เพียงพอ ความรุนแรงมีทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ดังนั้นการสังเกตอาการจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่รีรอไม่ได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น การรู้เร็วย่อมดูแลตัวเองได้ถูกวิธี และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากหัวใจวายได้

นพ.วิชัย จิรโรจน์อังกูร อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า หัวใจวายสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ หรืออุดตันเฉียบพลัน จึงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลให้การบีบตัวของหัวใจลดลง ลิ้นหัวใจผิดปกติ เช่น ลิ้นหัวใจตีบรุนแรง ทำให้การสูบฉีดเลือดลดลง หรือลิ้นหัวใจรั่วเฉียบพลัน ทำให้ปริมาณเลือดออกจากหัวใจลดลง กลุ่มของโรคต่อมไร้ท่อ เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ และผู้หญิงที่มีอาการของครรภ์เป็นพิษ ซึ่ง 3 อาการต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณเตือนที่บอกว่า หัวใจกำลังจะวายหรือล้มเหลว ได้แก่


3 อาการสังเกตก่อนหัวใจวาย

1) เหนื่อยง่าย อาการเหนื่อยอาจบ่งบอกว่าหัวใจมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง ความรุนแรงของโรคมักจะสัมพันธ์กับกิจกรรมที่ทำ หากมีอาการเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาจะสื่อถึงความผิดปกติที่รุนแรง

2) แสบแน่นหน้าอก จุกแน่นลิ้นปี่ อาการแสบแน่นหน้าอกบ่งบอกว่าหัวใจเกิดการขาดเลือด ส่วนใหญ่แล้วจะรู้สึกแน่นบริเวณกลางหน้าอก อาจมีปวดร้าวจากคอขึ้นไปกราม มีอาการตึง ๆ ชาๆ ที่หัวไหล่ไปถึงช่วงแขน รู้สึกเหมือนมีของหนักทับ หากมีอาการเหล่านี้นานเกิน 20 นาที อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจลดลง

3) อึดอัดเวลานอนราบ จะรู้สึกอึดอัดเวลานอนราบ อาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าปริมาณน้ำในหัวใจเพิ่มขึ้นจากการทำงานของหัวใจที่ผิดปกติค่อนข้างรุนแรง

สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป มีแนวโน้มที่เส้นเลือดหัวใจจะเกิดการเปลี่ยนแปลง จนส่งผลกระทบกับสุขภาพในอนาคตได้ จึงควรตรวจสุขภาพหัวใจ เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงการตรวจหาคราบหินปูนที่หลอดเลือดแดงของหัวใจ (Coronary Artery Calcium Score หรือ CAC) เป็นการหาคราบหินปูนที่เกาะตามผนังหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่ต้องฉีดสี ใช้เวลาตรวจเพียง 10 – 15 นาที คะแนนที่ตรวจได้ไม่ควรเกิน 400 คะแนน เพราะอาจหมายถึงความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันรุนแรง จนนำไปสู่ภาวะหัวใจวายได้

โดยแพทย์จะทำการประเมินอาการและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด หากรู้ถึงความเสี่ยงได้โดยเร็ว จะสามารถปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม การพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กหัวใจเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้หัวใจแข็งแรงได้ในระยะยาว และป้องกันการเสียชีวิตจากโรคหัวใจก่อนวัยอันควรได้ รวมถึงการการไม่ประมาท เลือกรับประทานอาหารและเลี่ยงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจ ที่สำคัญผู้ป่วยโรคหัวใจต้องพกยาติดตัวไว้เสมอและรับประทานยาตามคำสั่งของแพทย์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพมีแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่เป็นมาตรฐานระดับสากล โดยแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจและบุคลากรที่มีความชำนาญพร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยพร้อมทำหัตถการหรือผ่าตัดฉุกเฉินได้ทันที เพื่อลดความรุนแรงของโรคและให้ผู้ป่วยกลับไปดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ รพ.หัวใจกรุงเทพ โทร. 02-310-3000 โทร.1719 หรือ Heart Care LINE Official : @hearthospital

การนอนหลับในแต่ละวัน กับช่วงอายุคน

เคยได้ยินแต่ว่าคนเราควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง แต่รู้บ้างไหมว่า ช่วงอายุที่ต่างกัน จำนวนชั่วโมงการนอนที่ร่างกายต้องการก็ต่างกันออกไปด้วย แต่ล่าสุดได้มีคำแนะนำใหม่จาก Loyola University Chicago Stritch School of Medicine โดยเขาได้แบ่งช่วงวัยและความเหมาะสมออกเป็นแบบนี้

งานวิจัยบอกเลยอายุเท่านี้ นอนได้เท่าไหน ?


1.เด็กแรกเกิด เวลาที่เหมาะในการนอนคือ วันละ 14-17 ชั่วโมง

2.เด็กทารก อายุ 4-11 เดือน ควรนอนหลับให้ได้ 12-15 ชั่วโมง

3.เด็กวัยคลาน/เตาะแตะ อายุ 1-2 ปี ควรนอน 11-14 ชั่วโมง

4.วัยอนุบาล (3-5 ปี) แนะนำให้นอนหลับให้ได้ 10-13 ชั่วโมง

5.เด็กวัยเรียน อายุ 6-13 ปี ควรนอนให้ได้ 9-11 ชั่วโมง

6.วัยรุ่น 14-17 ปี ควรนอน 8-10 ชั่วโมง

7.วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 18-25 ปี ควรนอนให้ได้ 7-9 ชั่วโมง

8.วัยผู้ใหญ่ อายุ 26-64 ปี ระยะเวลาการนอนไคือ 7-9 ชั่วโมง

9.ผู้สูงอายุ อายุ 65 ปี ขึ้นไป ช่วงอายุนี้ควรนอนพักผ่อนที่ 7-8 ชั่วโมง

เห็นไหมว่า แต่ละช่วงอายุต้องได้รับการนอนที่แตกต่างกันออกไปจริงๆ แต่ถ้าเป็นวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์แบบนี้ ยอมให้นอนเกินเวลาหน่อยก็ไม่เป็นไรค่ะ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ยืดหยุ่นให้กับชีวิตกันบ้างนะคะ

10 ยาสามัญสำหรับนักท่องเที่ยว ข้อควรระวัง Medicine

เภสัชกรหญิงนันทพร เล็กพิทยา หัวหน้างานเภสัชกรรมคลินิก ฝ่ายเภสัชกรรม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำแนะนำถึงหลักง่ายๆ ของการเลือกพกยาติดตัวไปเที่ยว รวมทั้งการใช้ยาแต่ละชนิด ซึ่งมีข้อควรระวังดังต่อไปนี้

10 ยาสามัญสำหรับนักท่องเที่ยว หลักการเลือกพกยาติดตัวไปเที่ยว การใช้ยา และข้อควรระวัง Medicine

1.ยาโรคประจำตัว เป็นยาสำคัญอันดับแรกที่จะลืมไม่ได้ เพราะต้องกินต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ จึงต้องพกติดตัวและเตรียมให้มีจำนวนที่เพียงพอตลอดการท่องเที่ยว

2.พาราเซตามอล (Paracetamol) เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีไข้ ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัวเมื่อไหร่ แต่การกินพาราเซตามอลมีข้อควรระวัง ไม่กินเกินขนาดที่เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปการกินแต่ละครั้งต้องไม่เกิน 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ยกตัวอย่างเช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ควรกินพาราเซตามอลครั้งละไม่เกิน 500 มิลลิกรัม และกินแต่ละครั้งต้องห่างกันไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง

ทั้งนี้ การกินพาราเซตามอลเกินพอดี (150 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว ภายในครั้งเดียว หรือกินต่อเนื่องภายใน 1-2 วัน หรือ เกิน 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำหนักตัว ภายใน 3 วัน ไม่เพียงไม่ช่วยให้ผลการรักษาที่มากขึ้น อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึมลง ความดันลดลง หรือในบางรายที่กินเกินมากๆ อาจทำให้การทำงานของตับและไตเสียได้)


3.ยาแก้แพ้ สำหรับกรณีที่ร่างกายปรับตัวไม่ทันหรือไปสัมผัสบางสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการน้ำมูกไหล คันหรือผื่นขึ้นตามตัว โดยยาแก้แพ้มีทั้งชนิดกินแล้วง่วงนอนและกินแล้วไม่ง่วง จึงต้องเลือกดูให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ที่สำคัญคือ ห้ามกินยาแก้แพ้ร่วมกันกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือกลุ่มยาระงับประสาทโดยเด็ดขาด

4.ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ กรณีการใช้ยารักษาอาการท้องเสียแบบไม่ติดเชื้อ มีตัวเลือกเช่น ยาผงถ่าน คือถ่านกัมมันต์หรือถ่านชาร์โคล (Activated Charcoal) ซึ่งมีข้อควรระวัง ต้องกินห่างจากยาชนิดอื่นอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เพราะจะทำให้การดูดซึมของยาชนิดอื่นลดลง หรือ ผงโออาร์เอส (ผงเกลือแร่ชดเชยปริมาณน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป)สำหรับรายที่อาการรุนแรง มีไข้ ติดเชื้อ อาจต้องรีบไปพบแพทย์

ขณะที่การใช้ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ มักใช้ตามอาการ และต้องดูคำแนะนำที่ข้างซอง บางชนิดต้องเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน

5.ยาแก้ปวดต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาคลายกล้ามเนื้อ สำหรับขาลุย บ่อยครั้งที่การเดินตะลุยเที่ยวนำมาซึ่งการอ่อนล้าส่งผลให้เกิดการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างไม่สะดุด สามารถยืนหยัดเที่ยวกับเพื่อนคนอื่นๆ ได้ตลอดทริปในทุกเส้นทาง ยาแก้ปวดต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์และยาคลายกล้ามเนื้อจึงเป็นตัวช่วยบรรเทาอาการได้ดี

สำหรับยาแก้ปวดต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์มีข้อควรระวัง คืออาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ฉะนั้นจึงต้องกินหลังอาหารทันทีและดื่มน้ำตามมากๆ ยกเว้นในคนไข้ที่มีข้อห้ามจำกัดการดื่มน้ำต่อวัน

6.ยาแก้เมารถ เมาเรือ เมาเครื่องบิน เป็นยาในกลุ่มเดียวกัน แล้วแต่การเลือกใช้ในแต่ละบุคคล ยากลุ่มนี้กินแล้วมักมีผลทำให้ง่วงนอน วัตถุประสงค์เพื่อลดอาการมึนศีรษะ

โดยต้องกินก่อนเริ่มกิจกรรม/การเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง อย่างไรก็ตามเพื่อความไม่ประมาท ควรพกถุงก็อบแก๊บติดตัวไว้สำรองเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้ไม่รบกวนคนข้างๆ ด้วยนะคะ

7.โลชั่นกันยุง จะเป็นกิจกรรมกลางแจ้งหรือในร่ม ย่อมหมดสนุกถ้ามีแขกไม่ได้รับเชิญตัวน้อยคอยป่วนให้กวนใจ โลชั่นกันยุงและแมลงช่วยได้ ปัจจุบันนอกจากมีชนิดสเปรย์ โลชั่น ผ้าเปียก ยังมีชนิดที่เป็นแผ่นแปะหรือแบบสติกเกอร์ที่ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เช่น ตะไคร้หอม ยูคาลิปตัส เปลือกส้ม ฯลฯ สามารถเลือกใช้ตามความชอบ ทั้งสะดวกและปลอดภัยอีกด้วย

8.ชุดยาทำแผลสด เช่น เบตาดีน น้ำเกลือ แอลกอฮอล์ล้างแผล (หรือจะพกแค่เบตาดีนอย่างเดียวก็ได้ เพราะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ด้วย) และพลาสเตอร์ยาปิดแผลควรมีติดกระเป๋าไว้เป็นดีที่สุด รวมทั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น ลำลี ผ้าก็อตเพื่อการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

9.ยาแต้มสิว เมื่อต้องอยู่ในสถานที่แปลกที่แปลกถิ่น การต้องนอนดึกตื่นแต่เช้า ปัญหาฝุ่นควันและมลภาวะ หรือแม้แต่น้ำที่ใช้ทำความสะอาดร่างกายอาจทำให้ผิวระคายเคือง ส่งผลทำให้สิวขึ้นได้ ยาแต้มสิวจึงควรมีไว้เพื่อความมั่นใจในทุกครั้งที่เสียงชัตเตอร์ลั่น

10.เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ และหน้ากากอนามัย ถือเป็นของสำคัญประจำตัวที่จะขาดไม่ได้เลยในยุคนี้ เป็นสิ่งที่ต้องนึกถึงและมีสำรองไว้ทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน

12 สุขลักษณะการนอนที่ดี - Sleep well

1. จัดห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนหลับ อาทิ ไม่ร้อนหรือหนาวเย็นจนเกินไป ไม่ควรมีเสียงดังอึกทึก ควรมีบรรยากาศเงียบสงบ หรืออาจมีเสียงเพลงเพราะๆ คลอเบาๆ

2. ใช้ห้องนอนสำหรับการนอนเท่านั้น งดเว้นกิจกรรมอื่นในห้องนอน เช่น ทานอาหาร หรือเล่นเกมต่างๆ

3. การดื่มนมอุ่นๆ สักแก้ว หรือกล้วยสักผลช่วยให้หลับได้ดีขึ้น



4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นสมองทุกชนิด เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ในตอนบ่าย ตอนเย็น หรือช่วงก่อนนอน

5. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ทุกชนิด เพราะจะมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อสมองทำให้นอนไม่หลับ แม้ว่าเราจะเคยได้ยินมาว่า แอลกอฮอล์ช่วยให้หลับง่าย แต่ถ้าดื่มอย่างต่อเนื่องก็เป็นผลร้ายต่อการนอนเหมือ นกัน ดังนั้นไม่ดื่มดีที่สุด

6. การออกกำลังกายในช่วงเช้าอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วันจะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ไม่ควรออกกำลังกายหนักในช่วงเย็นหรือก่อนนอน

7. พยายามตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน รวมไปถึงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดพิเศษอื่นๆ ด้วย เพราะวิธีนี้จะทำให้วงจรการหลับ-ตื่นของเราทำงานได้ดี

8. หลีกเลี่ยงการดูภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หรือเล่มเกมคอมพิวเตอร์ ที่มีความตื่นเต้นในช่วงก่อนเข้านอน

9. พยายามไม่ดื่มน้ำมากในตอนเย็น เพื่อกลางดึกจะได้ไม่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ

10. คนที่โกรธหรือหงุดหงิดเพราะตัวเองนอนไม่หลับนั้น ไม่ควรที่จะข่มตาบังคับให้หลับอีกต่อไป ควรลุกขึ้นออกจากห้องนอนมาหากิจกรรมอย่างอื่นทำ อาทิ อ่านหนังสือธรรมะสักเล่ม (ไม่ควรทำอะไรที่ตาสว่าง) เมื่อรู้สึกง่วงจึงกลับไปนอน

11. ถ้ารู้สึกว่าตัวเองตื่นมากลางดึกแล้วคอยดูเวลาอยู่เร ื่อยๆ ก็ให้เก็บนาฬิกานั้นไปไว้ที่อื่น

12. ไม่ควรทานยานอนหลับ เพราะอาจส่งผลไปถึงการเป็นโรคสมองเสื่อม

7 เคล็ดลับสำหรับห้องนอนชั้นเยี่ยม

1. ห้องนอนควรอยู่ในที่อากาศโปร่ง มีลมเข้าออก และถ้ามีอากาศที่เย็นสบายอยู่แล้วในช่วงกลางคืน ก็ไม่จำเป็นต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้สิ้นเปลือ ง

2. ควรเปิดหน้าต่างห้องนอนทุกวันเพื่อให้อากาศถ่ายเท ไม่อับชื้น โดยเฉพาะในหน้าฝน

3. ผึ่งผ้าคลุมเตียงทุกเช้า รวมไปถึงชุดเครื่องนอนต่างๆ เพื่อไล่กลิ่นตัว เหงื่อ และไรฝุ่นที่ติดอยู่ให้สลายไป

4. ลดเครื่องใช้ไฟฟ้าให้น้อยชิ้น และตั้งเตียงให้ห่างจากปลั๊กไฟ เพื่อเป็นการลดสัมผัสกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ที่อาจทำให้คุณเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือโรคมะเร็ง

5. ควรเลือกเครื่องนอนที่ทำจากไม้ธรรมชาติและปราศจากสาร พิษ

6. เวลาเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ให้นำที่นอนออกไปผึ่งแดดสักครู่ อาจจะดูดฝุ่น หรือฉีดพ่นด้วยน้ำเปล่าผสมน้ำมันยูคาลิปตัสเพื่อไล่ไ รฝุ่น

7. ห้องนอนควรมีข้าวของเครื่องใช้ เครื่องตกแต่งน้อยชิ้น เพื่อสะดวกแก่การทำความสะอาด

พอกันที!! อาการกรน
อาการกรน แม้จะเป็นอาการที่ไม่ร้ายแรงต่อสุขภาพเท่าไรนัก แต่ก็เป็นพฤติกรรมอันดับหนึ่งในการทำลายความสุขในการ นอนของคนที่อยู่ร่วม เรียงเคียงหมอนกับคุณ คงไม่มีใครอยากฟังเสียงกรน คร๊อกๆ แล้วนอนอย่างมีความสุขกันหรอก สาเหตุของการกรนนั้น มีหลายสาเหตุใหญ่ๆ ด้วยกัน ดังนี้

- เกิดจากจมูกตัน เนื่องจากอาการคัดจมูก ทำให้หายใจไม่ออก
- เกิดจากการแพ้ แพ้อากาศ แพ้ขนสัตว์ หรือแพ้ไรฝุ่น
- เกิดจากการหลับในท่านอนหงาย
- เกิดจากการดื่มแอลกอฮอลล์มากเกินไป
- เกิดจากการทำงานหนักและเหนื่อยมาก
- เกิดจากการที่เรามีน้ำหนักตัวมากจนเกินไป

สำหรับการแก้ไขอาการกรนนั้น เราจำเป็นต้องรู้ถึงสาเหตุก่อนว่า อาการกรนเกิดมาจากอะไร เมื่อทราบแล้วก็แก้ไขตามสาเหตุ อาทิ

- ถ้าคุณแพ้อากาศ ก็หาเครื่องกรองอากาศมาติดตั้ง ถ้าคุณแพ้สัตว์เลี้ยงก็ย้ายไปนอกบ้าน
- ถ้านอนหงายแล้วกรน ก็หาหมอนข้างสักอันมากอด แล้วเอาอีกอันดันหลังคุณไว้
- ถ้าเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอลล์ ก็งดดื่มซะ
- ถ้ารู้สึกคัดจมูก หรือหายใจติดขัด ก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหายาทาหรือสูดดมที่เหมาะสม

วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น ของมะเร็งชนิดต่างๆ

อาการของการเกิดมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
1. มะเร็งปากมดลูก 
อาการ มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณอาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้

2. มะเร็งในมดลูก อาการ มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อ
หรือมีอาการบวมในช่องท้อง




3. มะเร็งรังไข่
อาการประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออนหรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย)
อาการเหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติมักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุและมักจะเกิดร่วมกับอาหารปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย บางครั้งจะท้องอืดและเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง 

5. มะเร็งปอด
อาการ มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บ หน้าอกและหายใจลำบากหรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ
อาการ ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดตา และผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัด จนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง 
อาการ ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่นอาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็น ตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะอ่อนเพลียไม่มีแรง หรือการเป็นลมโดยกะทันหันอวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่นมีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษหากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก 
อาการ มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับ
การรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำหรือเป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลำคอ
อาการ เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับและรู้สึกได้

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร
อาการน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืดหรือ อาหารไม่ย่อยบ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องหรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ ไม่กี่คำ

12. มะเร็งทรวงอก
อาการมีเลือดหรือของเหลวบางอย่าง ไหลออกมาจากหัวนมบวมหรือผิวเนื้อทรวง อกหนาขึ้นมีก้อนบวมจนจับได้เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่มหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลา นานควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คน จะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าคืออะไรกันแน่

13. มะเร็งลำไส้
อาการ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิด ปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ ** ซึ่งมีวิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้ว คือถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสี แดงสดนั่นคืออาการของริดสีดวงทวารแต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
อาการมีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้ เกิดอาการติดเชื้อในบาง ส่วนของร่างกายมะเร็งผิวหนัง อาการมีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับ การรักษาอยู่เป็นเวลานานตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้นและมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้ อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่าเมลาโนมา (Melanoma)คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระจุดด่างหรือไฝถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกายหรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อนคุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ 

ส่วนอันนี้เค้าฟอเวิร์ดติดมาด้วย –
ถึงท่านผู้โชคดี ขอให้ท่านนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเป็นวิทยาทาน ท่านจะโชคดีมีความสุขตลอดกาล ตำรานี้ใช้
แก้โรคมะเร็งผู้เป็นมะเร็งจะหายโดยไม่คาดคิดสำหรับมะเร็งจะหายภายใน 6 วัน

วิธีรักษา - ไปที่ร้านยาจีน ซื้อหัวเตย 1 ตำลึง หัวขิง 1 ตำลึงก้อนเกลือ 3 ก้อน นำมารวมกันแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ในน้ำ 1 ชาม ให้ดื่มจนหมดชาม

สรรพคุณในการรักษา - หลังจากดื่มยานี้แล้ว ควรดื่มน้ำตามมาก ๆ นำส่วนที่เหลือมารับประทาน
ยานี้จะขับเอาของเสียออกทางอุจจาระหรือปัสสาวะไม่ต้องตกใจ เป็นการขับของเสียออกหมดแล้วจะปกติ

***ตำรานี้ห้ามซื้อขาย หรือคิดเป็นเงินค่ารักษา และขออย่าได้เก็บไว้เป็นส่วนตัวโดยเด็ดขาด หากท่านผู้อื่นรับทราบด้วยใจศรัทธาและกุศลจิตของท่าน

สัญญาณที่บอกว่า คุณกินอาหารไม่เหมาะสม

ตรวจสอบสุขภาพตัวเองดูสักนิด สัญญาณที่บอกว่า คุณกินอาหารไม่เหมาะสม

1.ผมไม่เงางาม 

ถ้าถึงขนาดที่คุณจัดทรงไม่ได้เลยต้องถือว่ารุนแรงแล้วค่ะ ทั้งนี้เป็นผลจากการขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก จะเห็นชัดเจนในกลุ่มคนที่เป็นมังสวิรัติหรือคนที่จำกัดอาหารอย่างมาก ลองกินอาหารให้มีส่วนผสมของธาตุอาหารอย่างเหมาะสม เน้นอาหารที่มีกากใย พร้อมไปกับการออกกำลังกาย

สำหรับคนที่เป็นมังสวิรัติต้องได้สารอาหารจากพืชผัก ข้าวและถั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้โปรตีนทดแทนจากโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ขาดไปและเพิ่มเติมด้วยกะหล่ำดอกและผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขกและถั่วเหลือง ซึ่งดุดมไปด้วยไบโอติน สำหรับคนที่จำกัดอาหาร แม้ว่าจะอยากผอมแค่ไหนก็ไม่ควรอดอาหารจนเกินไปค่ะ ลองใช้วิธีฉลาดๆจำกัดอาหารแต่พอเพียง เพิ่มการออกกำลังกายอีกหน่อย


2.ผิวหนังส่ออาการ

คุณเริ่มมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือลอกเป็นขุย แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาวบ้างไหมคะ อาการอย่างนี้อาจเป็นลักษณะของการขาดวิตามิน A ซึ่งผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้มหรือสีเขียวเข้ม ล้วนแต่อุดมไปด้วยวิตามิน A เพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณเป็นปกติ แต่ไม่แนะนำให้กินวิตามิน A เสริมที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เพราะการได้รับวิตามิน A โดยตรงมากเกินไปจะเป็นอันตรายได้ค่ะ

3.ข้อต่อมีเสียงดังหรือปวดบริเวณข้อต่อ 

อาการอย่างนี้อย่าเพิ่งไปโทษโรงข้ออักเสบ เพราะอาจเป็นไปได้ว่าคุณกินปลาน้อยเกินไป กระไขมันประเภทโอเมก้า-3 ที่พบมากในปลา อย่างปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อของคุณเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กระแสโลหิตไหวเลียนดีขึ้น ลดอาการบวมและปวดบริเวณข้อต่อ

4.ผายลมบ่อย 

เป็นเรื่องจริงที่ไฟเบอร์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้ากินมากเกินไปหรือได้รับสารอาหารประเภทนี้เร็วเกินไป เช่น กินถั่วหรือไม้จำพวกที่มีฝัก เช่น กระถิน ทองหลาง ร่างกายของคุณก็จะผลิตแก๊สตามออกมามากกว่าอาหารที่ย่อยง่ายตามปกติ

5.ท้องผูก 

เป็นอีกอาการหนึ่งที่บอกถึงการรับประมาณอาหารอย่างไม่เหมาะสม คุณต้องได้สารอาหารพวกไฟเบอร์หรือกาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่างๆ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วยวิธีแก้ปัญหานี้ง่ายๆ คือ ค่อยๆเพิ่มสารอาหารพวกไฟเบอร์อย่างช้าๆ ถ้าคุณเคยกินแค่เพียงวันละ 10 กรัม อย่าเพิ่มเป็น 25 กรัมในวันรุ่งขึ้น ในสัปดาห์แรกเพิ่มแค่เพียง 5 กรัม แล้วสัปดาห์ต่อมาค่อยเพิ่มอีก 5 กรัม

6.หัวใจเต้นผิดปกติ

 หัวใจของคนเราเป็นกล้ามเนื้อที่มีการบีบตัวมากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน แต่คงไม่สามารถทำงานอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา ซึ่งถ้าอยู่ๆคุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติหรือเต้นๆหยุดๆโดนไม่มีเหตุผล ถ้ามีอาการเจ็บปวดหรือหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

แต่ถ้าแพทย์พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่คุณก็ยังรู้สึกว่ามีอาการหัวใจเต้นผิดปกติในบางครั้ง คุณอาจจะขาดสารอาหารพวกแมกนีเซียม หรือ โปแตสเซียมสำหรับโปแตสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าให้เพิ่มกล้วยเข้าไปในส่วนหนึ่งของเมนู สำหรับแมกนีเซียมให้ทานอาหารว่างที่เป็นพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน หรือเมล็ดฟักทองและผักโขม เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีแร่ธาตุช่วยในการทำงานของหัวใจ

7.ขี้ลืม 

อาจเป็นได้ว่าคุณขาดวิตามิน B ในการศึกษาที่ USDA Human Nutrition Research Center in Boston นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีระดับของวิตามิน B6 B12 และ B9(โฟเลต)สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดีกว่า จากการทดสอบพบว่าสารอาหารพวกนี้ช่วยให้สมองทำงานได้เต็มที่ และยังช่วยควบคุม homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมองถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B6 และโฟเลตมากที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการขาดวิตามิน B12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล

8.Sperm น้อยลงไปมาก

 ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะมีลูก และมีปัญหาเรื่องระดับของสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไปได้ว่าคุณขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย จากการศึกษาพบว่าวิตามิน C ยังช่วยในการรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของตัวสเปิร์มด้วย Earl Dawson, Ph.D., ที่ University of Texas Medical Branch ที่ Galveston แนะนำว่าให้ผู้ชายดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน โดยบอกว่าวิตามิน C มีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มจากอันตรายและความเสียหายในทุกๆด้าน

9.ปวดเหงือก

 ถ้าการเจ็บปวดเกิดจากการอักเสบ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและปัญหาของเหงือก แสดงว่าปากของคุณกำลังต้องการแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ให้มาช่วยจัดการกับแบคทีเรียในปากที่มีอันตราย ให้กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่เราต้องการเป็นอาหารว่างในช่วงเช้าของทุกวัน

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ "ประจำเดือน" ของผู้หญิง

รู้จัก "วันนั้นของเดือน"

ประจำเดือนเป็นสัญญาณเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือวัยที่สามารถมีลูกได้ รอบเดือนตามปกติจะกินเวลา 21-35 วัน (โดยเฉลี่ย 28 วัน) แต่ละครั้งใช้เวลา 2-8 วัน (ตามปกติ 4-6 วัน) รอบเดือนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามวัย และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความเครียด อายุ น้ำหนักลดหรือเพิ่ม การมีบุตร

ผู้หญิงสมัยนี้มีประจำเดือนยาวนานกว่าผู้หญิงสมัยก่อน (400-500 ครั้งตลอดชีวิต) เนื่องจากเริ่มมีเร็วกว่า อายุยืนขึ้น และตั้งท้องน้อยลง

คำถามที่ต้องการคำตอบ

การนับรอบประจำเดือนทำยังไง? 

ต้องนับวันแรกของการมีประจำเดือนหรือนับวันสุดท้าย? แล้วจำเป็นต้องมีประจำเดือนตรงกันทุกเดือนมั้ย?

การที่ประจำเดือนมาตรงกันทุกเดือน เป็นเรื่องที่ดีด้วยเหตุผลหลายอย่าง ประการแรก สะดวกต่อการเตรียมผ้าอนามัยพกพาติดตัวไปด้วยเวลาประจำเดือนใกล้มา จะได้ไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนให้เสียอารมณ์ และสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์ เพราะจะได้ช่วยในการคำนวณเวลาไข่ตก (ซึ่งจะทำให้ตั้งครรภ์ได้ง่าย) และรู้ว่าเมื่อไหร่ประจำเดือนครั้งต่อไปจะมา ทางที่ดีลองทำเครื่องหมาย "วันนั้นของเดือน" ไว้บนปฎิทินกันลืมไว้ด้วย

การนับรอบเดือน ให้เริ่มนับตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งนี้ ไปจนถึงวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งถัดไป จะกินเวลาอย่างเร็วก็ 25 วัน ส่วนอย่างช้าก็ 30 วัน รอบประจำเดือนนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งความเครียด น้ำหนักขึ้นลง แม้แต่การใช้ยาคุมกำเนิด

ส่วนระยะเวลาไข่ตก 

หมายถึงช่วงเวลาที่มดลูกจะผลิตไข่ออกมาทุกเดือน และมักเกิดขึ้นกลางรอบเดือน คนส่วนมากไม่รู้เวลาไข่ตกของตัวเอง เลยไม่นิยมการคุมกำเนิดแบบนับวันปลอดภัย ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อรู้กำหนดประจำเดือนที่แน่นอน

จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?

สัปดาห์ที่ 1 ในแต่ละเดือนต่อพิทูอินารี่ในสมองจะส่งสัญญาณไปยังรังไข่ให้ผลิตฮอร์โมน follicle stimulating hormone (FSH) และ luteinzing hormone (LH) ซึ่งกระตุ้นให้ไข่ตกอย่างน้อยหนึ่งใบ เพื่อเติบโตเป็นไข่สุกต่อไป เมื่อไข่สุก มันจะปล่อยฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมา ทำให้ผนังของมดลูกหนาขึ้น

สัปดาห์ที่ 2 การตกไข่

เมื่อไข่สุกเต็มที่จะถูกปล่อยออกมาจากช่องว่างในรังไข่ไปยังปลายท่อรังไข่ข้างหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายท่อ และเริ่มเคลื่อนตัวไปยังมดลูก โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเมื่อไข่ตก แต่บางคนจะรู้สึกปวดท้องน้อยแปลบๆ ระยะนี้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงขึ้น ทำให้เกิดของเหลวออกมาทางช่องคลอด ฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนจะถูกปล่อยออกมา เพื่อช่วยหล่อเลี้ยงผนังมดลูก

สัปดาห์ที่ 3 หลังไข่ตก

ระดับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนจะสูงขึ้น ของเหลวที่ปล่อยออกมาทางช่องคลอดจะข้นขึ้นและน้อยลง (เกือบไม่มี) เมื่อสเปิร์มผสมกับไข่ระหว่างเคลื่อนไปที่ท่อรังไข่การตั้งครรภ์จะเกิดขึ้น จากนั้นผนังมดลูกจะเตรียมพร้อมรองรับและบำรุงไข่ที่ได้รับการผสมนั้น ถ้าไข่ไม่ได้รับการผสมจากสเปิร์ม มันจะสลายและไหลออกมาทางช่องคลอด (ปกติจะเกิดก่อนการมีประจำเดือน) และช่องว่างในรังไข่จะเริ่มผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรนน้อยลง ใช้เวลาประมาณ 12 วัน

สัปดาห์ที่ 4 (การเกิดประจำเดือน) 

เมื่อระดับฮอร์โมนลดลง ผนังในมดลูกจะหยุดการหล่อเลี้ยงและลอกตัวออกมากลายเป็นประจำเดือนในที่สุด เมื่อเกิดประจำเดือนครั้งใหม่ วงจรทั้งหมดก็จะเริ่มต้นขึ้น

ทำไมต้องหงุดหงิด หรือสิวขึ้นมากทุกครั้งที่มีประจำเดือน

เราเรียกอาการเหล่านี้ว่า "อาการก่อนมีประจำเดือน" ซึ่งมีมากมายหลายแบบ บางคนไม่เป็นอะไรเลย ขณะที่บางคนปวดท้อง บางคนรู้สึกระคายเคืองช่องคลอด การเกิดอาการเหล่านี้ไม่มีสาเหตุทางชีวภาพที่แน่นอนแต่ที่แน่ๆคือ ช่วงนี้ระดับฮอร์โมนจะลดลงต่ำสุด จำกัดการบริโภคเกลือ น้ำตาล คาเฟอีนและแอลกอฮอล์ กินอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่เน้นผักและคาร์โบไฮเดรต อาการก่อนมีประจำเดือนนี้อาจเกิดต่อเนื่องในขณะมีประจำเดือนด้วย

อาการก่อนมีประจำเดือน

หดหู่ เครียด อารมณ์เสีย อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ วิตามินบีและแคลเซียมช่วยลดอาการเหล่านี้ได้

บวม โซเดียมในเกลือทำให้เกิดน้ำขัง โดยเฉพาะที่ท้องและหน้าอก ทำให้บวมได้

อ่อนเพลียและปวดหัว พักผ่อนและกินยาบรรเทาปวดเพื่อลดอาการดังกล่าว

เป็นสิว ใช้วิธีการรักษาสิวตามปกติ

เจ็บหน้าอก หน้าอกจะเต่งขึ้นและรู้สึกเจ็บ (คัดหน้าอก)

ปวดหัว ปวดหลัง - โพรสทาแกลนดีส (เป็นชื่อของสารชนิดหนึ่งในร่างกายซึ่งคล้ายฮอร์โมน) คือ ต้นเหตุที่ทำให้ปวดท้องขณะมีประจำเดือน (เป็นสารชนิดเดียวกับที่ทำให้ผู้หญิงเราเกิดอาการปวดท้องตอนจะคลอดลูกด้วย) สารนี้จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกหดตัว เพื่อช่วยให้ร่างกายขับประจำเดือนออกมา

การหดตัวนี้มีตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง บางครั้งอาจปวดเลยไปถึงบริเวณหลัง เป็นสาเหตุให้ปวดหลังด้วย ความเครียดจะกระตุ้นให้เกิดการผลิตสารโพรสทาแกลนดีสได้ ดังนั้นจึงควรออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินออกมา เป็นการระงับการปวดตามธรรมชาติ ทำใจให้สบาย และหายใจลึกๆ

ยังมีวิธีธรรมชาติอื่นๆ ที่ช่วยลดอาการก่อนมีประจำเดือน แต่ได้ผลเฉพาะบางคนเท่านั้น คือ จิบชาสมุนไพรร้อนๆ กินวิตามินซี แคลเซียม และน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส การอาบน้ำอุ่นหรือใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางบริเวณท้องน้อยก็ช่วยลดอาการปวดได้เช่นกัน

เวลาเกิดอาการต่างๆ ก่อนมีประจำเดือน ต้องรู้จักดูแลตัวเอง ลองใช้วิธีรักษาหลายๆวิธี สังเกตดูว่าวิธีไหนใช้ได้ผล ถ้าหลังมีประจำเดือนแล้วอาการต่างๆ ยังไม่ทุเลาลง แต่กลับเป็นหนักขึ้น ก็ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

สัญญาณว่า คุณกำลังเป็นโรคความเครียด

จากสภาวะปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในขั้นตกต่ำ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเกิดความเครียดตามไปด้วย จะเห็นได้จากข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน หรือโทรทัศน์มีข่าวการฆ่าตัวตายกันเป็นรายวัน สาเหตุหนึ่งเกิดจากความเครียด อันเนื่องจากเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น การสุญเสียกิจการ ผู้คนตกงานหางานใหม่ทำไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่เคยได้ประจำก็ขาดหายไป เช่น ค่านม ค่าเทอมลูก ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ปากท้องตัวเอง

บางครั้งนักเรียนนักศึกษาผิดหวังจากการสอบได้คะแนนไม่ดี หนุ่มสาวผิดหวังจากความรัก และจากสาเหตุอื่น ล้วนแต่ทำให้เกิดความเครียดได้ทั้งสิ้น บางคนเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ก็สายเสียแล้ว ผู้เขียนได้รวบรวมอาการต่างๆ ที่เป็นสัญญาณว่ากำลังเป็นโรคความเครียดไว้ดังนี้



1. มีเหงื่อออกมาก มือและเท้าเย็นผิดปกติ
2. ปัสสาวะบ่อย
3. มีความกังวล ขาดสมาธิ
4. เสียงเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เสียงสั่นเครือ หรือบางคนเริ่มพูดติดอ่าง
5. มีการตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบด้วยอารมณ์ที่รุนแรง

6. ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
7. นอนไม่หลับ (ตาค้าง) ขณะหลับไปจะฝันร้าย
8. อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย เมื่อผิดหวังมีอาการซึมเศร้า
9. ขณะบรรยายหรือถูกเชิญให้พูดในพิธีต่างๆ จะประหม่าอย่างรุนแรง เช่น มือสั่น ตัวสั่น หน้าผากย่น และเริ่มมีสิวขึ้นทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในวัยที่จะมีสิว ขึ้น
10. ขาดความมั่นใจในการตัดสินใจ

11. เบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารมากขึ้น บางรายรับประทานอาหารแล้วอาหารไม่ย่อย
12. มีลมหรือแก๊สในกระเพาะ ลำไส้มาก บางรายท้องผูก หรือท้องเดิน บางรายจะหายใจเร็วและถี่ขึ้น กระสับกระส่าย
13. โรคบางโรคเกิดขึ้นมาใหม่ เช่น คนที่เคยเป็นไวรัส " เริม" ซึ่งหายไปแล้วก็จะกลับมาเป็นอีก
14. คลื่นไส้บ่อย แต่ไม่อาเจียน
15. ขณะนอนหลับจะกัดฟังเสียงดัง (Bruxism)

16. กล้ามเนื้อต้นคอเกร็ง ปวดต้นคอและปวดหลัง
17. ร่างกายมีความรู้สึก ร้อน หรือหนาว แม้อุณหภูมิปกติ
18. ความรู้สึกทางเพศลดน้อยลง
19. ปวดศรีษะ (ไมเกรน) ถึงแม้จะหายไปแล้วก็กลับมาเป็นอีก และจะเป็นถี่ขึ้นกว่าเดิม
20. ความจำเลอะเลือน สับสน ชีพจรเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก ความดันโลหิต ที่ปกติเริ่มสูงขึ้น ปวดศรีษะ วิงเวียน หน้ามืด คอแห้ง ปากแห้ง และดื่มน้ำบ่อยขึ้น
21. มองอะไรในแง่ลบตลอดเวลา

22. ไม่ชอบอยู่นิ่งๆเมื่อคนไข้มาพบแพทย์ แพทย์จะตรวจพบว่าน้ำหนักตัวลดหรือ อาจเพิ่มขึ้น แล้วแต่อาการที่บอก แพทย์ที่มีประสบการณ์จะใช้คำถามยั่วยุให้คนไข้ตอบสนองเพื่อดูว่าควบคุมอารมณ์ได้หรือไม่ เวลาตอบคำถามจะขาดความมั่นใจ หน้าตาไม่สดใส มีอาการซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราก็จะสูบและดื่มมากขึ้นแพทย์ตรวจหน้าท้องจะพบว่าท้องโตกว่าปกติ เคาะดูจะมีแก๊สในท้องมาก คลำกล้ามเนื้อ คอหลัง จะเกร็ง เอาหูฟังหน้าอกจะหายใจเร็วตื้นๆสังเกตขอบตาจะเขียวและดำ มือจะมีเหงื่อออกและเย็นตลอดเวลา ทั้งหมดเป็นอาการที่คนไข้บอก และแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคเครียด

ทำไมคนไข้จึงมีอาการเช่นที่กล่าวมาแล้ว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเวลาคนไข้มีความเครียด ร่างกายจะมีการหลั่งสารสเตียรอยด์ (steroid) เพิ่มขึ้น ซึ่งสารตัวนี้จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นแต่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่อโรคลดลง มีการหลั่งของกรดน้ำย่อยในกระเพาะสูงขึ้น จึงมีอาการท้องอืดและแน่นท้อง การที่มีสเตียรอยด์สูงนานๆ จะทำให้กระดูกบางและผุกร่อนได้ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ใกล้หมดประจำเดือน เครียดมากจะมีการหลั่งอดรีนาลิน (adrenalin) เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้ชีพจรหัวใจเต้นเร็วหลอดเลือดแดงบีบตัวแคบลง มือเท้าจึงเย็นดังกล่าว เลือดจะไปเลี้ยงหัวใจไม่พอทำให้เจ็บหน้าอกได้ การเผาผลาญหรือการสันดาปของร่างกายจะเพิ่มขึ้น การใช้อินซูลิน (insulin) มากจนไม่มีจะใช้ จนกระทั่งเป็นโรคเบาหวานตามมา

 นอกจากเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอแล้ว เลือดยังไปเลี้ยงสมองน้อยลงด้วย จึงทำให้มึนศรีษะ พร้อมกับเสียความทรงจำเมื่อเครียดไปได้ระยะหนึ่ง การหลั่งของฮอร์โมนทางเพศลดลง ความรู้สึกทางเพศจะต่ำลง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากับครอบครัวทำให้เกิดการหย่าร้างตามมา ตรงกันข้ามกับคนที่ออกกำลังกาย และนั่งสมาธิได้ถึงระดับหนึ่ง ร่างกายจะสร้างสารปิติ (endophine) ซึ่งจะใช้ในการรักษาบำบัดโรคเครียดต่อไป

อาหารสำหรับแต่ละกรุ๊ปเลือด - Blood Group

เป็นผลมาจากงานวิจัยของนายแพทย์ชาวอเมริกัน ซึ่งพบว่า การรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือด จะช่วยสร้างสมดุลที่ดีที่สุดให้แก่ร่างกาย ภูมิต้านทาน ระบบย่อย รวมถึงการลดน้ำหนักและเพิ่มพละกำลัง ที่สำคัญช่วยทำให้ไม่แก่เร็วอีกด้วย เราจึงควรมารู้จักที่มาที่ไปของกรุ๊ปเลือดต่างๆ กันก่อน



ตามทฤษฎีนี้ มนุษย์กลุ่มแรกดำรงชีวิตเป็นนักล่า เป็นพวกกินเนื้อสัตว์ จะมีเลือดกรุ๊ป O ซึ่งมีกรดในกระเพาะอาหารสูงสามารถย่อยเนื้อสัตว์ได้ดี แต่เมื่อมนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานและรู้จักเพาะปลูกมากขึ้น วิวัฒนาการของมนุษย์ก็แปรเปลี่ยนเป็นกรุ๊ป A เพราะร่างกายไม่ต้องการ Protein มากเหมือนเมื่อก่อน ส่วนกรุ๊ป B เกิดขึ้นในภายหลังเมื่อร่างกายได้พัฒนาในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันและระบบการย่อย เพราะนอกจากผักแล้วยังต้องกินเนื้อสัตว์และนมเนยที่ได้จากฝูงสัตว์เลี้ยง ส่วนกรุ๊ป AB นั้นเกิดหลังสุด ซึ่งค้นพบเมื่อ 1,000-1,500 ปีก่อน เป็นกรุ๊ปเลือดกลุ่มน้อย ระบบภูมิคุ้มกันและระบบการย่อยซับซ้อนขึ้น มีส่วนคล้ายกับเลือกกรุ๊ป A และ B

กรุ๊ป A 


เหมาะกับอาหารแบบมังสวิรัติ จึงควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและมะเร็ง ระวังอาหารสำเร็จรูปเช่น ไส้กรอกและแฮม เพราะมีไนไตรท์ซึ่งกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในกระเพาะ อาหารประเภทนม ถั่วแดง และอาหารที่มีแป้งสาลีมากเกินไปไม่เหมาะกับชาวกรุ๊ป A เพราะมีผลต่อระบบเผาผลาญ ระบบย่อยอาหารและชะลอการทำงานของอินซูลิน

การไม่กินเนื้อสัตว์ของชาวกรุ๊ป A จะทำให้ขาดธาตุเหล็ก จึงควรกินข้าวกล้อง ถั่วมะเดื่อ และน้ำตาลโมแลสซิส( สีดำที่เอามาทำซีอิ๊วหวาน) ควรเสริมอาหารที่มีวิตามินบีและซีมากๆ เพราะจะช่วยปัญหากรดในกระเพาะต่ำ เช่น บร็อกคอรี่ ส้มโอ สับปะรด เชอรี่และมะนาว รวมถึงผักใบเขียว

ผู้หญิงเลือดกรุ๊ป A ถ้ามีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ควรรับประทานหอยทาก เพราะ Protein ในหอยจะช่วยกำจัดเซลล์มะเร็ง แต่ถ้าอยู่ในวัยกลางคน ควรเสริมด้วยโยเกิร์ตไขมันต่ำ นมถั่วเหลือง ปลาแซลมอน

สิ่งสำคัญ คนเลือดกรุ๊ป A ไม่เหมาะกับการออกกำลังกายหนักๆ เพราะจะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า หมดแรง และส่งผลโดยตรงให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอลง เจ็บป่วยได้ง่าย

กรุ๊ป AB 


เป็นส่วนผสมของกรุ๊ป A และ B อาหารมังสวิรัติจะให้ผลดีต่อร่างกาย ผลิตภัณฑ์จากนมและไข่รับประทานได้ แต่ไม่มาก หากมีปัญหาไซนัสอักเสบและหูอื้อ ควรงดอาหารจากผลิตภัณฑ์นม เนย ไข่แดง

Protein ที่เหมาะสมจะได้จากอาหารทะเล เต้าหู้ แกะ กวางและกระต่าย แต่ควรรับประทานครั้งละน้อยๆเพราะกระเพาะของคนกรุ๊ปนี้ ไม่ผลิตน้ำย่อยเพียงพอที่จะย่อย Protein มากเกินไป

ไม่ควรรับประทานปลาเนื้อขาว และแซลมอนรมควัน ถั่วแดงหลวง โดยเฉพาะถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี ไม่ควรรับประทานถั่วเม็ด รวมทั้งน้ำมันชนิดต่างๆ ยกเว้นน้ำมันมะกอกเพราะจะส่งผลร้ายต่อร่างกาย

อาหารประเภทข้าวและแป้ง ก็มีประโยชน์กับคนเลือดกรุ๊ปนี้ แต่ให้ระวังแป้งข้าวโพด เพราะเป็นตัวการสำคัญทำให้น้ำหนักเพิ่มง่าย เกิดเสมหะ ซึ่งชาวกรุ๊ป AB มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ จึงควรรับประทานผักสดมากๆ ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ ซึ่งเกิดได้ง่ายกับกรุ๊ป AB แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เมืองร้อนบางอย่างเช่น กล้วย มะม่วง ฝรั่ง รวมทั้ง ส้ม ซึ่งไม่ดีต่อกระเพาะ ยกเว้นสับปะรดและส้มโอ ที่ช่วยย่อยได้ดีมาก

กาแฟ ชาเขียว และไวน์แดง ดีต่อเลือดกรุ๊ป AB ส่วน เบียร์ ให้ผลเป็นกลาง แต่ถ้าต้องการลดน้ำหนัก ก็ไม่ควรดื่ม



กรุ๊ป B 


ร่างกายของคนเลือดกรุ๊ปนี้เหมาะจะรับประทานอาหารเนื้อสัตว์พวกกระต่าย กวาง แกะ ควรเลี่ยงเนื้ออกไก่ เพราะจะนำไปสู่อาการเส้นเลือดแตกหรือตีบในสมอง และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงควรทานไก่งวง แทน

ชาวกรุ๊ป B เป็นเพียงกรุ๊ปเดียวที่ทานอาหารนมเนยได้เต็มที่ ข้าวโอ๊ดและข้าวกล้อง ก็มีประโยชน์มาก แต่ควรเลี่ยงแป้งสาลี ถั่วบางชนิดเพราะไม่ดีต่อเลือด เกี่ยวข้องโดยตรงกับโรคเครียดและโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผักส่วนใหญ่ดีต่อสุขภาพของคนกรุ๊ปนี้ ยกเว้นมะเขือเทศ ที่ต้องห้ามกินโดดเด็ดขาดเพราะมีสารก่อกวนผนังกระเพาะ และข้าวโพด ซึ่งมีผลต่อระบบเผาผลาญ แต่ควรทานผักใบเขียวมากๆ โดยเฉพาะเด็กกรุ๊ปB เพราะช่วยป้องกันโรคผื่นคัน

ผลไม้เหมาะกับคนกรุ๊ปนี้มาก ถ้าทานผลไม้วันละ 2-3 ครั้ง จะมีผลดีต่อการรักษาโรคและลดความเจ็บปวด ซึ่งชาวกรุ๊ป B จะตอบสนองกับความเครียดได้ดี เนื่องจากมีบุคลิกภาพยืดหยุ่น ประนีประนอมสูง ไม่ชอบการเผชิญหน้าโดยตรงอย่างคนกรุ๊ป O ขณะเดียวกันร่างกายมีพลังมากกว่ากรุ๊ป A

กรุ๊ป O 


มีระบบที่ย่อยเนื้อแดงดีมาก จึงเหมาะจะรับประทานเนื้อสัตว์ สัตว์ปีก ปลา รวมทั้งผักและผลไม้ และควรรับประทานอาหารทะเลเป็นประจำ เพราะชาวเลือดกรุ๊ปนี้มักมีปัญหาโรคเลือดไม่แข็งตัวและไทรอยด์ รวมทั้งโรคลำไส้อักเสบที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่าเลือดกรุ๊ปอื่นๆ

หญิงสาวกรุ๊ป O ไม่ควรรับประทานแป้งสาลี ข้าวโอ๊ค เพราะมีผลต่อระบบการย่อย ทำให้เกิดการสะสมไขมัน ทำให้เพิ่มน้ำหนักตัว เห็ดหอมและมะกอกดองอาจทำให้เกิดอาการแพ้ มะเขือยาวและมันฝรั่ง ถือเป็นต้นตอให้ปวดข้อ และควรเลี่ยง แคนตาลูป ส้ม สตรอว์เบอรี่เพราะมีกรดสูงเกินไปสำหรับคนเลือดกรุ๊ปนี้

ผักใบเขียวจะให้วิตามินเค สูง ซึ่งจะช่วยให้เลือดแข็งตัว

กรุ๊ป O ควรออกเล่นกีฬาและออกกำลังกายหนักๆ ออกแรงมาก ความเร็วการเต้นของหัวใจสูง จะเป็นประโยชน์มาก

ชาวกรุ๊ปO ดื่มไวน์ได้บ้าง แต่ไม่ควรดื่มเบียร์ ชา กาแฟ เพราะจะไปเพิ่มกรดในกระเพาะ ซึ่งคนกรุ๊ป O มีมากพออยู่แล้ว

กรุ๊ปเลือดแต่ละกรุ๊ปแตกต่างกัน การกินอาหารหรือควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือด นั่นคือข้อสรุปของทฤษฎีนี้

เป็นอีกแนวคิดที่อาจจะนำมาปรับใช้ ในยุคที่ความก้าวหน้าในการค้นคว้า ทำให้คนเรามี"ทางเลือก"มากขึ้น

ฝึกการใช้สมอง แนวทางง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถฝึกที่บ้านได้

การฝึกสมองใช้หลักการของการทบทวน ทำให้สมองได้มีการกระตุ้น มีการทำงานตลอดเวลา และสามารถที่จะทำให้มีความรวดเร็วขึ้นได้ ต่อไปนี้เป็นแนวทางง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถฝึกที่บ้านได้

1.ให้คิดเลขหรือแก้ปัญหาที่ไม่ซับซ้อน ต้องฝึกทุกวัน เช่น อาจมีโจทย์เลขวันละ 10 หน้า บวก ลบ คูณ หารง่ายๆ

2.อ่านหนังสือออกเสียงดังๆ วิธีนี้ช่วยให้สมองมีการกระตุ้นมากกว่า 1 ทาง




3.นิวโรบิกเอกเซอร์ไซส์ คือการกระตุ้นสมองในลักษณะที่แตกต่างจากเดิม ที่เคยอยู่เคยเป็น ซึ่งจะช่วยเพิ่มเครือข่ายสาขาของการติดต่อสื่อสารในสมอง และแตกแขนงเซลล์ประสาทมากขึ้น ต่อไปนี้เป็นนิวโรบิกฯ ง่ายๆ และสนุกด้วย

3.1 ตื่นนอนแล้วอย่าเพิ่งลุก ลองดมกลิ่นดูดีๆ ซิว่ามีกลิ่นอะไรบ้าง (กระตุ้นสมองผ่านจมูก)

3.2 อาบน้ำวันนี้ให้ลองหลับตาอาบน้ำดูมั่ง ลองกะระยะต่างๆ เช่น จากมือจับลูกบิดฝักบัว เอื้อมมือออกไปควานหาสบู่ ถูสบู่ (อย่าลืมตานะ) ลองหัดรับสัมผัสอื่นๆ ที่ไม่ใช้สายตาดู วิธีนี้สมองจะเพ่งสนใจกับประสาทสัมผัสอื่น เช่น ครีมนุ่มๆ หอมๆ ที่ไล้ไปตามผิวกาย หรือสายน้ำที่ตกกระทบผิว...อุ๊ย...ตื่นเต้ลลลล (ช่วยสร้างส่วนติดต่อในสมองให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น)

3.3 หัดแปรงฟันด้วยมือซ้าย จับแปรงอย่างไร บิดข้อมืออย่างไร รับสัมผัสที่แปรงไปสัมผัส เช่น กระพุ้งแก้ม หรือเหงือก (ฝึกควบคุมการทำงานของมือซ้าย สร้างเครือข่ายใหม่ๆ ในสมอง) วิธีนี้ใช้ได้กับอีกหลายอย่าง เช่น หวีผม กินข้าว และเขียนหนังสือด้วยมือซ้าย

3.4 แนะนำให้เลือกเสื้อผ้าโดยการหลับตาแล้วเอามือคลำ คลำแล้วเนื้อผ้าเป็นยังไง มี-ไม่มีปก เอ...น่าจะเป็นเสื้อตัวนี้ของเรา เส้นใยสัมผัสเป็นอย่างไร ยู่ยับตรงไหน (ดูให้ดีก่อน อย่าคว้าผ้าขี้ริ้วมาคลำนะ)

3.5 เปลี่ยนเส้นทางไปทำงาน เส้นทางเปลี่ยน ไฟแดงไฟเขียวเปลี่ยนไป สมองจะถูกกระตุ้นมากขึ้น จดจ่อมากขึ้น แนะนำอย่าเปลี่ยนวันทำงานที่มีหมายเร่งด่วน ลองวันหยุดสุดสัปดาห์ดีกว่านะ มองไปสองข้างทางด้วยดูว่าเห็นอะไรแปลกใหม่จากที่เคยบ้าง

นอกจากนี้ มีอีกหลายคำแนะนำ เช่น เดินถอยหลัง เดินไขว้เป็นสูตรต่างๆ วาดเลข 8 ในอากาศ รวมทั้งเกม เช่น เกมต่อคำ เกมนำตัวเลข 1-0 ใส่ช่องสี่เหลี่ยม 9 ช่อง (Sudoku) โดยหลักการแล้วก็คือการทำให้สมองได้รับการกระตุ้นใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ได้มองเห็นสิ่งต่างๆ มากขึ้น อย่าใช้ชีวิตซ้ำซาก