แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด

เตรียมตัวให้พร้อม / จงพร้อม Be ready. Stay open...

Stay ready for whatever comes next. You never know what beautiful opportunities are waiting for you. เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนะ เราไม่มีทางรู้เลยว่าโอกาสดี ๆ อะไรกำลังรอเราอยู่

ภาษาอังกฤษ การเตรียมตัวให้พร้อม

“Prepare, so you can respond.” = เตรียมตัวไว้ เพื่อที่เมื่อถึงเวลา คุณจะสามารถรับมือได้

“Be prepared for the possibilities.” = เตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ต่าง ๆ

“Prepare for the future, live in the present.” = เตรียมตัวสำหรับอนาคต แต่อยู่กับปัจจุบัน



“พร้อมออกเดินทาง / พร้อมใช้ชีวิต”

“Stay ready for the next adventure.” = พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งต่อไปเสมอ

“Keep your bags ready.” = เตรียมกระเป๋าไว้ให้พร้อม

ฟังแล้วมีความรู้สึกเหมือน “ชีวิตอาจเรียกเราออกไปเมื่อไรก็ได้”

แนวคิดสั้น ๆ

Be ready. Stay open. Go when the moment comes. พร้อมไว้ เปิดใจไว้ และเมื่อจังหวะมาถึงก็ออกไปใช้ชีวิต

มันให้ความรู้สึกไม่ใช่ “เตรียมพร้อมเพราะกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้น” แต่เป็น “เตรียมพร้อมเพราะเราอยากมีอิสระที่จะคว้าโอกาสเมื่อมันมาถึง” ซึ่งเป็นคนละพลังกันเลย

Be prepared, but don’t be afraid of what’s ahead.

Sometimes, being ready simply means trusting yourself enough to handle whatever comes your way. “เตรียมตัวให้พร้อม แต่อย่าไปกลัวสิ่งที่อยู่ข้างหน้า บางครั้งการพร้อมก็แค่การเชื่อมั่นในตัวเองมากพอว่า ไม่ว่าจะมีอะไรเข้ามา เราก็จะรับมือกับมันได้”

20 แนวคิดสั้นๆ ที่เอาไปเปลี่ยนชีวิตได้จริง

  1. อย่ารอให้พร้อม จึงค่อยเริ่ม - เริ่มเล็ก ๆ ก่อน แล้วความพร้อมจะตามมา
  2. สิ่งที่ทำซ้ำ สำคัญกว่าสิ่งที่ทำได้สมบูรณ์แบบ
  3. รักษาพลังงานของตัวเองให้ดี - ไม่ใช่ทุกคนและทุกเรื่องที่เราต้องเข้าไปจัดการ
  4. อย่าใช้ชีวิตเพื่อแก้ไขอดีต - ใช้วันนี้สร้างสิ่งที่อยากให้อนาคตเป็น
  5. เงินซื้อความสุขไม่ได้ทั้งหมด แต่เงินสำรองซื้อความสบายใจได้มาก
  6. ถ้าไม่รู้จะทำอะไร ให้ทำสิ่งที่ทำให้ชีวิตข้างหน้าของเราง่ายขึ้น
  7. เปรียบเทียบตัวเองกับตัวเองในอดีต มากกว่ากับชีวิตคนอื่น
  8. บางครั้งการหยุด ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้า
  9. ดูแลร่างกายก่อนที่ร่างกายจะบังคับให้เราหันมาดูแลมัน
  10. อย่าเก็บของ ความสัมพันธ์ หรือความคิดที่หมดหน้าที่ไว้เพียงเพราะเสียดาย
  11. ทำให้บ้านเป็นสถานที่ที่เราอยากกลับมาอยู่
  12. ออกไปเจอโลกจริงบ้าง - เดินทาง เดินเล่น เข้าพิพิธภัณฑ์ นั่งรถไปสุดสาย
  13. ชีวิตไม่จำเป็นต้องมีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ถึงจะมีความหมาย
  14. เลือกความสงบมากกว่าการเอาชนะในเรื่องที่ไม่สำคัญ
  15. อย่าปล่อยให้ “วันหนึ่ง” กลายเป็นคำที่ใช้แทน “วันนี้”
  16. ถ้าอะไรทำให้เราทุกข์ซ้ำ ๆ ให้กล้าตั้งคำถามว่า “ฉันยังจำเป็นต้องอยู่ตรงนี้ไหม?”
  17. เก็บความอยากรู้อยากเห็นไว้ - มันทำให้ชีวิตยังรู้สึกสดใหม่
  18. มีบางวันที่ไม่ productive ก็ได้ ชีวิตไม่ใช่เครื่องจักร
  19. ทำสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่า “ฉันกำลังมีชีวิตอยู่” ทุกวัน
  20. ชีวิตไม่ได้มีไว้แค่จัดการปัญหา แต่มีไว้ใช้ชีวิตด้วย

..

อ่านบทความอื่นๆ

.. 

5 แนวคิดเกี่ยวกับการเตรียมพร้อม - Concepts for Being Prepared

แนวคิด “การเตรียมตัวให้พร้อม” Concepts for Being Prepared มันไม่ได้หมายถึงการเตรียมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ แต่คือการทำให้ตัวเรา พร้อมพอที่จะรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง โดยไม่ต้องวิ่งวุ่นในนาทีสุดท้าย

  • Be prepared. — เตรียมตัวให้พร้อม / จงพร้อม
  • Stay prepared. — รักษาความพร้อมไว้เสมอ
  • Always be ready. — พร้อมเสมอ
  • Be ready for what comes. — พร้อมรับสิ่งที่จะเข้ามา
  • Prepare for what’s ahead. — เตรียมตัวสำหรับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า

1. พร้อม ไม่ได้แปลว่า “รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

2. เตรียมตัวก่อนที่ “ความจำเป็น” จะมาถึง

3. อย่าเตรียมเฉพาะของ — เตรียม “ตัวเรา”

4. เตรียมตัวให้พร้อม แต่ไม่ต้องเตรียมชีวิตจนเหนื่อย

5. ความพร้อมที่ดีที่สุด คือการมี “ทางเลือก”

แนวคิดเกี่ยวกับการเตรียมพร้อม

1. พร้อม ไม่ได้แปลว่า “รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

เราไม่มีทางรู้อนาคตทั้งหมด การเตรียมตัวที่ดีจึงไม่ใช่ “ฉันต้องเตรียมทุกอย่างให้ถูกต้อง”

แต่เป็น “ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ฉันจะมีทรัพยากรพอที่จะรับมือ”

เช่น มีเงินสำรอง มีสุขภาพที่พอใช้ มีข้อมูล มีเวลาว่าง มีของจำเป็น หรือมีสติพอที่จะตัดสินใจ



2. เตรียมตัวก่อนที่ “ความจำเป็น” จะมาถึง

สิ่งที่เตรียมไว้ล่วงหน้าจะมีคุณค่ามากที่สุดตอนที่เรา ยังไม่ต้องใช้มัน เหมือนกระเป๋าเดินทางที่จัดไว้เรียบร้อย

  • พาสปอร์ตพร้อม
  • เสื้อผ้าพร้อม
  • เงินพร้อม
  • โทรศัพท์ชาร์จแล้ว

เราอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเดินทางวันไหน แต่ความรู้สึกที่ว่า “ถ้าอยากไป ฉันไปได้”

มันให้ความเป็นอิสระอย่างหนึ่ง

และบางที “การเตรียมพร้อม” ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อป้องกันเรื่องร้ายเท่านั้น 

มันมีไว้เพื่อ เปิดประตูให้เรื่องดี ๆ เข้ามาได้ทันทีด้วย

3. อย่าเตรียมเฉพาะของ — เตรียม “ตัวเรา”

มีการเตรียมพร้อม 4 อย่างที่ฉันคิดว่าสำคัญมาก

ร่างกาย : นอนให้พอ กินให้พอ ขยับร่างกาย ดูแลสุขภาพ

การเงิน : มีเงินสำรอง ไม่ใช้จนตัวเองไม่มีทางเลือก

ความรู้ : เรียนรู้สิ่งที่อาจจำเป็นในอนาคต ก่อนที่จะถึงเวลาต้องใช้

จิตใจ : ฝึกยอมรับว่าอะไรบางอย่างอาจไม่เป็นไปตามแผน และเรายังสามารถปรับตัวได้

ข้อสุดท้ายนี่สำคัญมาก ... เพราะคนที่พร้อมจริง ๆ ไม่ใช่คนที่ควบคุมทุกอย่างได้ แต่คือคนที่พูดกับตัวเองได้ว่า

“ถ้าไม่เป็นอย่างที่คิด ฉันก็ยังหาทางไปต่อได้”

4. เตรียมตัวให้พร้อม แต่ไม่ต้องเตรียมชีวิตจนเหนื่อย

บางครั้งการ “เตรียมพร้อม” ก็กลายเป็นการคิดล่วงหน้ามากเกินไป

  • คิดว่าจะเกิดอะไร
  • ต้องเตรียมอะไร
  • ถ้าเกิดแบบนั้นต้องทำอย่างไร
  • แล้วถ้าเกิดอีกแบบหนึ่งล่ะ?

สุดท้ายยังไม่ได้ใช้ชีวิตในวันนี้เลย

หลักง่าย ๆ : 

  • เตรียมสิ่งที่ควบคุมได้
  • ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
  • แล้วกลับมาใช้ชีวิตในวันนี้

5. ความพร้อมที่ดีที่สุด คือการมี “ทางเลือก”

  • เงินสำรอง = มีทางเลือก
  • สุขภาพดี = มีทางเลือก
  • มีเวลาว่าง = มีทางเลือก
  • มีทักษะหลายอย่าง = มีทางเลือก
  • ไม่ผูกชีวิตไว้กับสิ่งเดียว = มีทางเลือก
  • มีจิตใจที่ยืดหยุ่น = มีทางเลือก

ดังนั้นบางทีเป้าหมายของการเตรียมตัวไม่ใช่

“ทำให้ชีวิตปลอดภัย 100%” แต่คือ “ทำให้ตัวเองมีทางเลือกมากพอ เมื่อชีวิตเปลี่ยนแปลง”

โอกาสที่ดีๆ

และในอีกมุม... การเตรียมพร้อมไม่ได้มีไว้สำหรับวันที่เกิดเรื่องร้ายเท่านั้น

มันมีไว้สำหรับวันที่โอกาสดี ๆ เดินเข้ามาด้วย

  • จู่ ๆ มีทริปที่อยากไป
  • มีโอกาสใหม่
  • มีคนชวนไปสถานที่ที่อยากเห็น
  • มีไอเดียใหม่
  • มีช่วงเวลาที่รู้สึกว่า “ฉันอยากออกไปใช้ชีวิต”

ถ้าเรามีความพร้อมบางอย่างอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อจัดการชีวิตก่อนจะออกไป

เราอาจแค่... หยิบกระเป๋า แล้วไปได้เลย

และนั่นอาจเป็นความหมายที่น่ารักที่สุดของคำว่า “พร้อม”

เตรียมตัวให้พร้อม ไม่ใช่เพื่อรอวันที่ชีวิตจะเกิดอะไรขึ้น

แต่เพื่อให้วันที่ชีวิตเรียกหาเรา เราสามารถตอบได้ว่า

“ได้เลย ฉันพร้อมแล้ว” “Okay, I’m ready.”

..

อ่านบทความอื่นๆ

.. 

6 แนวคิดเรื่อง “การอยู่กับปัจจุบัน” - Living in the present moment

แนวคิดเรื่อง “การอยู่กับปัจจุบัน” (The concept of living in the present moment) จริง ๆ แล้วไม่ใช่การบังคับตัวเองว่า “ห้ามคิดถึงอดีต ห้ามกังวลอนาคต” เพราะสมองมนุษย์ทำแบบนั้นไม่ได้ และยิ่งห้าม บางทีก็ยิ่งคิด ลองมองมันแบบนี้...

อยู่กับปัจจุบัน = รู้ว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ตรงไหน กำลังทำอะไร และกำลังรู้สึกอะไร โดยไม่รีบพาตัวเองกลับไปแก้สิ่งที่จบแล้ว หรือวิ่งไปใช้ชีวิตในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

6 แนวคิดเรื่อง “การอยู่กับปัจจุบัน” 

1. อดีตมีไว้ “เรียนรู้” ไม่ใช่ “กลับไปอยู่”

2. อนาคตมีไว้ “เตรียมตัว” ไม่ใช่ “กังวลล่วงหน้า”

3. ปัจจุบันไม่ได้แปลว่า “ต้องมีความสุข”

4. กลับมาที่ “สิ่งที่อยู่ตรงหน้า”

5. อย่าใช้ชีวิตโดยรอ “ช่วงที่ชีวิตจะดีขึ้น”

6. “วันนี้ไม่จำเป็นต้องมีความหมายยิ่งใหญ่ แค่ได้ใช้ชีวิตจริง ๆ ก็พอ”

...

1. อดีตมีไว้ “เรียนรู้” ไม่ใช่ “กลับไปอยู่”

เราย้อนกลับไปแก้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ แต่เราสามารถหยิบสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นข้อมูลได้ เช่น

  • “ครั้งนั้นฉันทำพลาดตรงไหน”
  • “ครั้งนั้นฉันได้เรียนรู้อะไร”
  • “ครั้งต่อไปฉันจะทำต่างจากเดิมอย่างไร”

แล้วจบตรงนั้น ... ไม่จำเป็นต้องถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “ถ้าวันนั้นฉันทำอีกแบบจะเป็นอย่างไรนะ?”

เพราะคำถามนี้ไม่มีปลายทาง

2. อนาคตมีไว้ “เตรียมตัว” ไม่ใช่ “กังวลล่วงหน้า”

การคิดถึงอนาคตเป็นเรื่องดี เช่น วางแผนเงิน วางแผนเที่ยว วางแผนงาน ดูแลสุขภาพ คิดว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไร ... ทั้งหมดนี้คือ การเตรียมตัว

แต่เมื่อเราคิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่มีอะไรให้ทำเพิ่มแล้ว มันจะเปลี่ยนจาก “การวางแผน” เป็น “การกังวล”

ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า “เรื่องนี้มีอะไรที่ฉันทำได้ในวันนี้ไหม?”

ถ้ามี → ทำสิ่งนั้น ถ้าไม่มี → วางมันไว้ก่อน

3. ปัจจุบันไม่ได้แปลว่า “ต้องมีความสุข”

อันนี้สำคัญมาก .. บางวันปัจจุบันของเราอาจเป็น

  • “วันนี้ฉันเบื่อ” ก็ได้
  • “วันนี้ฉันเหงา” ก็ได้
  • “วันนี้ฉันไม่มีแรง” ก็ได้

การอยู่กับปัจจุบันไม่ใช่การทำให้ตัวเองรู้สึกดีตลอดเวลา แต่คือการสามารถพูดกับตัวเองว่า

“โอเค ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกแบบนี้” โดยไม่ต้องรีบผลักมันออกไป

4. กลับมาที่ “สิ่งที่อยู่ตรงหน้า”

เวลารู้ตัวว่าสมองกำลังวิ่งไปไกล ลองไม่ต้องใช้วิธีซับซ้อนเลย ... ให้ถามว่า

  • ตอนนี้ฉันเห็นอะไร?
  • ได้ยินอะไร?
  • กำลังสัมผัสอะไร?
  • กำลังทำอะไรอยู่?

เช่น ตอนนี้คุณกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์

  • คุณอาจรู้สึกถึงเท้าที่แตะพื้น
  • เห็นแสงจากหน้าต่าง
  • ได้ยินเสียงรอบตัว
  • รู้สึกถึงอากาศบนผิว
  • และรู้ว่า “ตอนนี้ฉันกำลังนั่งอ่านสิ่งนี้อยู่”

แค่นี้ก็เป็นการกลับมาปัจจุบันแล้ว

5. อย่าใช้ชีวิตโดยรอ “ช่วงที่ชีวิตจะดีขึ้น”

นี่เป็นกับดักที่ละเอียดมาก ... เรามักคิดว่า

  • ถ้าขายของได้ดีขึ้น...
  • ถ้ามีเงินมากขึ้น...
  • ถ้าได้ไปเที่ยว...
  • ถ้ามีคนรัก...
  • ถ้าหุ่นดีขึ้น...
  • ถ้าชีวิตเป็นระเบียบกว่านี้...

แล้วฉันจะมีความสุข

แต่ระหว่างที่รอ เราก็ใช้ชีวิตจริง ๆ ของเราไปแล้ว

การอยู่กับปัจจุบันจึงอาจหมายถึง “ฉันไม่จำเป็นต้องรอให้ชีวิตสมบูรณ์ก่อน จึงจะอนุญาตให้ตัวเองมีวันที่ดีได้”

  • วันนี้กินของอร่อย
  • เดินเล่น
  • อ่านนิยาย
  • นั่งริมแม่น้ำ
  • จัดห้องหนึ่งมุม
  • ออกไปดูผู้คน
  • นอนโรงแรมหนึ่งคืน

สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็น “รางวัลหลังจากชีวิตประสบความสำเร็จ”

มันสามารถเป็น ชีวิตของเราเลย

6. “วันนี้ไม่จำเป็นต้องมีความหมายยิ่งใหญ่ แค่ได้ใช้ชีวิตจริง ๆ ก็พอ”

บางวันเราอาจเดินทางไปสถานที่สวย ๆ บางวันขายของได้เยอะ บางวันได้อ่านหนังสือทั้งวัน

แต่บางวันก็อาจแค่

  • ตื่น
  • กินข้าว
  • อาบน้ำ
  • ทำงานนิดหน่อย
  • ออกไปซื้ออาหาร
  • กลับบ้าน
  • อ่านนิยาย
  • นอน

วันธรรมดาแบบนี้ก็ไม่ได้สูญเปล่า

เพราะ ชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่มีเรื่องสำคัญ

ชีวิตเกิดขึ้นในช่วงเวลาธรรมดา ๆ ระหว่างเรื่องสำคัญทั้งหมดด้วย

“อดีตให้ฉันเรียนรู้ อนาคตให้ฉันวางแผน แต่วันนี้คือวันที่ฉันกำลังมีชีวิตอยู่”

และเวลารู้สึกว่าความคิดกำลังพาตัวเองออกไปไกล ให้กลับมาถามเพียงว่า

“แล้วตอนนี้ล่ะ… ฉันอยากใช้ 1 ชั่วโมงข้างหน้านี้อย่างไร?”

ไม่ต้องจัดการทั้งชีวิต

จัดการแค่ชั่วโมงตรงหน้า ก็พอแล้วจริง ๆ

..

อ่านบทความอื่นๆ

..

10 แนวคิด การมองโลกตามความเป็นจริง - Viewing the world realistically

“การมองโลกตามความเป็นจริง” ไม่ได้แปลว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แต่คือการมองให้เห็นทั้งสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดี และสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ โดยไม่หลอกตัวเองไปด้านใดด้านหนึ่ง

ถ้าจะทำให้เป็นแนวคิดที่เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ จะสรุปเป็นแบบนี้

  1. สิ่งที่เกิดขึ้น ≠ ความหมายที่เราตีความ
  2. อย่าเอา “วันนี้” ไปตัดสิน “ทั้งชีวิต”
  3. ยอมรับว่าชีวิตมีเรื่องที่เราไม่ชอบ
  4. แยก “สิ่งที่ควบคุมได้” กับ “สิ่งที่ควบคุมไม่ได้”
  5. อย่าเรียกร้องความแน่นอนจากสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน
  6. อย่าคิดว่าความรู้สึกคือข้อเท็จจริง
  7. คนอื่นไม่ได้คิดถึงเราเยอะเท่าที่เราคิด
  8. ความสุขไม่ใช่การไม่มีปัญหา
  9. อย่าตีความทุกอย่างว่า “ต้องมีความหมาย”
  10. ยอมรับว่าตัวเราเองก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ


10 Concepts for Viewing the World Realistically

1. สิ่งที่เกิดขึ้น ≠ ความหมายที่เราตีความ

เหตุการณ์หนึ่งเรื่องมี “ข้อเท็จจริง” กับ “เรื่องราวในหัวเรา” อยู่คนละส่วนกัน

เช่น

  • ข้อเท็จจริง: วันนี้ไม่มีลูกค้าสั่งของ
  • ความคิด: ร้านฉันคงขายไม่ได้แล้ว
  • ความจริงที่กว้างกว่า: วันนี้ยังไม่มีลูกค้าสั่ง แต่ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

ลองถามตัวเองว่า “ฉันกำลังเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือกำลังเติมเรื่องราวลงไปเอง?” คำถามนี้ช่วยได้มากเวลาจิตใจกำลังฟุ้ง

2. อย่าเอา “วันนี้” ไปตัดสิน “ทั้งชีวิต”

  • วันที่เหงา ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะเหงาตลอดไป
  • ช่วงที่ไม่มีแรง ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีแรงตลอดชีวิต
  • ช่วงที่เงินน้อย ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่มีเงินในอนาคต
  • การผิดหวังกับคนหนึ่งคน ไม่ได้แปลว่าคนทั้งโลกจะทำกับเราแบบเดียวกัน

เหตุการณ์หนึ่งเป็นเพียงข้อมูลหนึ่งจุด ไม่ใช่บทสรุปของชีวิต

3. ยอมรับว่าชีวิตมีเรื่องที่เราไม่ชอบ

นี่อาจเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการมองโลกตามจริง ชีวิตมีทั้ง.....

  • คนที่รักเรา และคนที่ไม่เข้าใจเรา
  • วันที่มีพลัง และวันที่หมดแรง
  • เงินเข้า และเงินออก
  • ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้น และความสัมพันธ์ที่จบลง
  • สุขภาพที่ดี และร่างกายที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
  • วันที่น่าตื่นเต้น และวันที่ธรรมดาจนน่าเบื่อ

เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกอย่าง “ดี” ถึงจะยอมรับชีวิตได้

บางครั้งความสงบเกิดจากการพูดกับตัวเองว่า “ใช่ เรื่องนี้ไม่ดีเลย แต่ตอนนี้มันคือความจริง และฉันจะจัดการกับมันจากจุดนี้”

4. แยก “สิ่งที่ควบคุมได้” กับ “สิ่งที่ควบคุมไม่ได้”

ลองแบ่งโลกออกเป็น 3 วง

  • วงที่ 1 — ควบคุมได้ : การกระทำ คำพูด การใช้เงิน การดูแลบ้าน การพักผ่อน การเลือกว่าจะตอบใครหรือไม่
  • วงที่ 2 — มีอิทธิพลได้บางส่วน : ความสัมพันธ์ ยอดขาย สุขภาพบางด้าน ความคิดเห็นของคนอื่น
  • วงที่ 3 — ควบคุมไม่ได้ : อดีต อากาศ อายุ ความคิดของคนอื่น การตัดสินใจของคนอื่น เหตุการณ์บางอย่างในโลก

พลังชีวิตของเรามักสูญเสียไปกับวงที่ 3 มากเกินไป

5. อย่าเรียกร้องความแน่นอนจากสิ่งที่ไม่มีความแน่นอน

เราอยากรู้ว่า

  • “เขาจะกลับมาไหม?”
  • “ธุรกิจจะดีขึ้นไหม?”
  • “ปีหน้าจะเป็นอย่างไร?”
  • “ฉันจะมีความสุขไปตลอดไหม?”

แต่ชีวิตไม่สามารถให้คำตอบล่วงหน้าได้ทั้งหมด

การมองโลกตามจริงจึงอาจเปลี่ยนจาก “มันจะต้องเป็นอย่างไร?”

เป็น “ตอนนี้ฉันมีข้อมูลอะไร และฉันทำอะไรได้บ้าง?”

นี่ทำให้จิตใจกลับมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

6. อย่าคิดว่าความรู้สึกคือข้อเท็จจริง

เราสามารถรู้สึกว่า “ไม่มีใครสนใจฉันเลย”

โดยที่ข้อเท็จจริงอาจเป็นเพียง “วันนี้ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวมาก”

สองประโยคนี้ต่างกันมาก

ความรู้สึก จริง ในฐานะความรู้สึก แต่ไม่ได้แปลว่าข้อสรุปที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกนั้นจะเป็นจริงเสมอไป

7. คนอื่นไม่ได้คิดถึงเราเยอะเท่าที่เราคิด

ข้อนี้น่าสนใจมาก...

เราอาจกังวลว่า “เขาจะคิดยังไงกับฉัน?” ... แต่คนอื่นเองก็ยุ่งอยู่กับชีวิตของเขา - เงิน งาน ความรัก ครอบครัว สุขภาพ และเรื่องในหัวของเขา

หลายครั้งสิ่งที่เราคิดว่า “ทุกคนกำลังมองเรา” ... จริง ๆ แล้วแทบไม่มีใครสนใจนานเกินไม่กี่นาที

และนี่เป็น อิสรภาพอย่างหนึ่ง เลย

8. ความสุขไม่ใช่การไม่มีปัญหา

มุมมองที่ค่อนข้างสมจริงคือ ชีวิตที่ดีไม่ได้แปลว่าไม่มีปัญหา แต่หมายถึงเราสามารถมีชีวิตที่ดีได้แม้จะมีปัญหาอยู่

  • วันนี้ร้านอาจมีเรื่องให้จัดการ
  • บ้านอาจมีของที่ต้องซ่อม
  • ร่างกายอาจไม่เหมือนตอนอายุ 25
  • บางวันอาจเหงา

แต่ระหว่างนั้นเรายังสามารถกินอาหารอร่อย ๆ อ่านนิยาย เดินเล่น นั่งมองฝน หรือหัวเราะกับอะไรสักอย่างได้

ชีวิตไม่จำเป็นต้อง “สมบูรณ์” ก่อนที่เราจะอนุญาตให้ตัวเองมีความสุข

9. อย่าตีความทุกอย่างว่า “ต้องมีความหมาย”

บางเรื่องก็แค่เกิดขึ้น

  • ฝนตกก็คือฝนตก
  • ลูกค้าไม่ซื้อก็คือลูกค้าไม่ซื้อ
  • ใครบางคนเดินออกจากชีวิตก็คือเขาเดินออกไป
  • วันนี้เบื่อก็คือวันนี้เบื่อ

เราไม่จำเป็นต้องสร้างปรัชญาจากทุกเหตุการณ์

บางครั้ง “มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ” ... เป็นคำตอบที่สมจริงและสงบมาก

10. ยอมรับว่าตัวเราเองก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดิมตลอดชีวิต

  • สิ่งที่เราเคยต้องการตอน 25
  • อาจไม่ใช่สิ่งที่ต้องการตอน 45
  • สิ่งที่เคยทำให้มีความสุขอาจไม่ทำให้มีความสุขแล้ว
  • บางคนที่เคยสำคัญอาจไม่สำคัญอีกแล้ว
  • ความฝันบางอย่างอาจหมดอายุ

การเปลี่ยนใจไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว

บางทีมันแปลว่าเราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น

แต่ถ้าจะย่อทั้งหมดให้เหลือ 7 ประโยค ฉันอยากให้เป็นเหมือน “แว่นตา” สำหรับมองชีวิต

  1. สิ่งที่เกิดขึ้น คือสิ่งที่เกิดขึ้น
  2. สิ่งที่ฉันคิดเกี่ยวกับมัน อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
  3. ฉันไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้
  4. คนอื่นมีสิทธิ์คิดและเลือกในแบบของเขา
  5. สิ่งดี ๆ และสิ่งไม่ดีสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
  6. ฉันไม่จำเป็นต้องรู้อนาคตทั้งหมดเพื่อใช้ชีวิตวันนี้
  7. และชีวิตไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ จึงจะเป็นชีวิตที่ดีได้

ฉันว่ามุมมองนี้เหมาะกับช่วงชีวิตของคนเรามากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออายุมากขึ้นนะคะ เพราะตอนเด็กเรามักถามว่า “ฉันจะทำอย่างไรให้ได้สิ่งที่ต้องการ?” แต่เมื่อโตขึ้น คำถามที่ลึกกว่าอาจกลายเป็น

“เมื่อโลกไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันต้องการ ฉันจะอยู่กับมันอย่างไร โดยไม่ต้องหลอกตัวเอง และไม่ต้องทำร้ายตัวเอง?”

นี่แหละค่ะ สำหรับฉันคือหัวใจของ การมองโลกตามความเป็นจริง

..

อ่านบทความอื่นๆ

..

แผนการลดน้ำหนักแบบ RTS

RTS : Reset – Transform – Sustain (หรือ Sustainable) ซึ่งเน้นการปรับพฤติกรรมและการกินอย่างเป็นขั้นตอนโดยไม่ต้องอดอาหารหนัก

3 ขั้นตอนหลักของ RTS

R (Reset - รีเซ็ตร่างกาย)

  • - ขับของเสียและน้ำส่วนเกินในช่วงแรก
  • - ปลุกระบบเผาผลาญ
  • - ควบคุมฮอร์โมนความเครียดและอินซูลิน (เช่น การนอนหลับพักผ่อน ดื่มน้ำ และเลี่ยงของหวาน)

T (Transform - เปลี่ยนแปลงหุ่น)

  • - ปรับจังหวะการกินให้เหมาะสม
  • - ไม่ต้องกินคลีน 100% หรือต้องทรมานกินแต่อกไก่จืดชืด
  • - เน้นสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะโปรตีนและผักเพื่อควบคุมความหิว

S (Sustain / Sustainable - ความยั่งยืน)

  • - สร้างนิสัยการกินและการใช้ชีวิตที่ทำได้จริงในระยะยาว
  • - ป้องกันปัญหาการกลับมาอ้วนซ้ำหรือ โยโย่ (Yoyo Effect) โดยไม่ต้องออกกำลังกายหักโหม


ตาราง RTS

สรุปตารางอาหาร หรือแนวทางการปฏิบัติเบื้องต้น ของแต่ละขั้นตอนในวิธี RTS

1. ขั้นตอน R : Reset (สัปดาห์ที่ 1 - 3) – "กู้ระบบเผาผลาญ ลดบวมน้ำ"

ช่วงนี้เน้นไปที่การหยุดพฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกาย ปรับสมดุลฮอร์โมน และลดอาการบวมน้ำจากการกินโซเดียมหรือแป้งแปรรูปเยอะเกินไป

แนวทางปฏิบัติ

  • - ลด ไม่งด: ลดของทอด น้ำหวาน ขนมกรุบกรอบลง (ยังไม่ต้องหักดิบตัดเหลือศูนย์ แต่ลดปริมาณลงครึ่งหนึ่งก่อน)
  • - ห้ามอดมื้อกินมื้อ: กินอาหารให้ครบ 3 มื้อตามเวลา ไม่ข้ามมื้อ เพื่อให้ร่างกายรู้ว่าไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลน พลังงานจะได้กลับมาเผาผลาญปกติ
  • - เติมน้ำสะอาด: ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2–3 ลิตร (ประมาณ 8-12 แก้ว) เพื่อช่วยขับโซเดียมส่วนเกินและกระตุ้นการเผาผลาญ
  • - ปรับแป้ง: เปลี่ยนจากคาร์โบไฮเดรตขัดสี (ข้าวขาว, ขนมปังขาว) เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง, มันเทศ, ฟักทอง

ตัวอย่างตารางอาหารมื้อหลัก

  • - มื้อเช้า: ข้าวกล้อง 1-2 ทัพพี + อกไก่หรือหมูเนื้อแดงผัดกะเพรา (ใช้น้ำมันน้อยหรือน้ำเปล่าผัด) + ไข่ต้ม 1 ฟอง
  • - มื้อกลางวัน: ก๋วยเตี๋ยวน้ำใส (เส้นหมี่หรือเส้นเล็ก) เน้นใส่เนื้อสัตว์ล้วนและผักเยอะ ๆ (เลิกใส่กระเทียมเจียว และไม่ซดน้ำซุปจนหมดเพื่อลดโซเดียม)
  • - มื้อเย็น: ปลานึ่งหรือไก่ย่าง + ผักต้มหรือน้ำพริกผักสด + มันนึ่ง/ฟักทองนึ่งเล็กน้อย (ควรกินให้เสร็จก่อน 1 ทุ่ม)

2. ขั้นตอน T : Transform (สัปดาห์ที่ 4 - 8) – "ปรับสัดส่วนอาหาร เร่งลดไขมัน"

เมื่อร่างกายปรับตัวและอาการบวมลดลงแล้ว ช่วงนี้จะโฟกัสที่การปรับคุณภาพและสัดส่วนอาหารเพื่อดึงไขมันสะสมออกมาใช้ โดยอิงพลังงานตามค่า BMR ของตัวเอง

แนวทางปฏิบัติ

  • - เพิ่มโปรตีนและผัก: ใน 1 จาน ให้มีโปรตีนคุณภาพดี (เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน, ไข่, เต้าหู้) และผักใยอาหารสูงรวมกันให้ได้ประมาณ 70% ของจาน เพื่อให้อิ่มนานและรักษาฮอร์โมนความอิ่ม
  • - คุมสัดส่วนแป้งและไขมันดี: กินแป้งในปริมาณพอเหมาะ และเลือกไขมันดี (เช่น อะโวคาโด, ถั่วเปลือกแข็ง, น้ำมันมะกอก) เลี่ยงของทอดของมัน
  • - ขยับร่างกายเบา ๆ: เริ่มเพิ่มการออกกำลังกายหรือขยับร่างกายวันละ 10–20 นาที (เช่น เดินเร็ว, บอร์ดี้เวทง่าย ๆ) ไม่ต้องหักโหม

ตัวอย่างตารางอาหารมื้อหลัก

  • - มื้อเช้า: ไข่ต้ม 2 ฟอง + กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล + ขนมปังโฮลวีต 1 แผ่นทาอะโวคาโดบด
  • - มื้อกลางวัน: สเต็กอกไก่หรือปลาย่าง + สลัดผักราดน้ำใส + มันเทศนึ่ง 1 หัวเล็ก
  • - มื้อเย็น: แกงจืดเต้าหู้หมูสับใส่ผักกาดขาวเยอะ ๆ (กินสัดส่วนโปรตีนและผักเป็นหลัก เลี่ยงการอัดแป้งในมื้อเย็น)

3. ขั้นตอน S : Sustain (ระยะยาว) – "สร้างนิสัย รักษาหุ่น ไม่โยโย่"

เป้าหมายคือการใช้ชีวิตให้มีความสุข ลีนได้ตลอดไปโดยไม่ต้องเครียด

แนวทางปฏิบัติ

  • - สูตรความยืดหยุ่น (80/20): กินอาหารดีมีประโยชน์ 80% ส่วนอีก 20% สามารถยืดหยุ่นกินของที่ชอบได้ (เช่น ชาบู, ขนมหวาน, ปาร์ตี้กับเพื่อน) แต่ต้องรู้วิธีบาลานซ์มื้อถัดไป
  • - ทำ IF (Time-Restricted Eating) เบา ๆ: ปรับเวลาการกินให้มีช่วงหยุดกินที่ชัดเจน เช่น กินภายใน 8-10 ชั่วโมง และฟาสติ้ง 14-16 ชั่วโมง (เช่น สูตร 16/8) เพื่อคุมอินซูลิน
  • - สร้างกล้ามเนื้อ: หันมาเน้นการออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Weight Training / Resistance Training) สัปดาห์ละ 2-3 วัน เพื่อเพิ่มเตาเผาพลังงานในร่างกายในระยะยาว

ตัวอย่างตารางอาหารมื้อหลัก

สามารถกินคล้ายช่วง Transform ได้ แต่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้น เช่น วันไหนมื้อกลางวันไปกินบุฟเฟต์ปิ้งย่าง มื้อเย็นก็เลือกกินเพียงน้ำเต้าหู้หวานน้อยกับไข่ต้ม เพื่อบาลานซ์แคลอรีรวมของวัน ไม่ให้ตึงหรือหย่อนเกินไป

แนวทาง RTS สายเน้นสุขภาพ (เป้าหมาย 4 กิโลกรัม)

R - Reset (ลดบวมน้ำ & เติมพลังชีวิต)

- เน้นลดเค็มและลดน้ำหวาน: ลดอาหารแปรรูป (เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมถุง) และเครื่องดื่มหวาน ๆ เพราะการลดน้ำหนัก 1-2 กิโลกรัมแรก จะมาจากน้ำส่วนเกินที่ค้างในร่างกาย ร่างกายจะรู้สึกตัวเบาและสดชื่นขึ้นทันที

- นอนให้พอ: การนอนวันละ 7-8 ชั่วโมงสำคัญมากต่อการรีเซ็ตระบบเผาผลาญและความดันเลือด


T - Transform (ปรับอาหารแบบอิ่มสบาย ร่างกายแข็งแรง)

- กินอิ่มแบบสารอาหารครบ: ไม่ต้องชั่งน้ำหนักอาหาร ไม่ต้องกินแต่อกไก่จืด ๆ แค่เลือกทานอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย (Whole Foods) เช่น เปลี่ยนจากข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ทานปลา ไก่ หมูเนื้อแดง และไข่ ให้พอดีในแต่ละมื้อ

- เน้นผักและผลไม้หลากสี: สารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินจากผักผลไม้จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ร่างกายแข็งแรงจากภายใน


S - Sustain (สร้างกิจกรรมที่ทำได้ตลอดไป)

- ขยับเพื่อสุขภาพ: เนื่องจากไม่เน้นกล้ามฟิต คุณไม่จำเป็นต้องเข้ายิมเล่นเวทหนัก ๆ แค่เน้นการขยับร่างกายในชีวิตประจำวัน เช่น เดินให้ได้วันละ 6,000–8,000 ก้าว, เดินขึ้นบันไดแทนลิฟต์ หรือทำงานบ้าน

- ออกกำลังกายหัวใจ (Cardio) เบา ๆ: เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ สัปดาห์ละ 150 นาที (แบ่งเป็นวันละ 30 นาที 5 วัน) เพื่อให้หัวใจและปอดแข็งแรง

ตารางอาหารและกิจกรรมตัวอย่าง (ทำตามได้ง่าย ๆ)

มื้อ / กิจกรรมสิ่งที่แนะนำ (เน้นอิ่ม อร่อย และได้สารอาหาร)

มื้อเช้า: ข้าวกล้อง/ข้าวไรซ์เบอร์รี่ + ไข่ต้มหรือไข่เจียวน้ำมันน้อย 2 ฟอง + ผักเคียง หรือ ต้มเลือดหมูใส่ตำลึง (ไม่ใส่กระเทียมเจียวเยอะ) + ข้าวเปล่า

มื้อกลางวัน: อาหารตามสั่งทั่วไป เช่น ข้าวกะเพราไก่/หมูชิ้น (บอกร้านค้าน้ำมันน้อย) หรือ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อล้วน/ลูกชิ้นปลา (เน้นผัก ไม่ซดน้ำซุปหมด)

มื้อว่าง (ถ้าหิว): ผลไม้หวานน้อย 1 จานเล็ก (เช่น ฝรั่ง, แอปเปิ้ล, ชมพู่) หรือ ถั่วอัลมอนด์อบธรรมชาติ 1 กำมือเล็ก

มื้อเย็น: เน้นเมนูย่อยง่ายและสบายท้อง เช่น ปลานึ่งผักต้ม, แกงจืดเต้าหู้หมูสับ, หรือสุกี้น้ำ (เน้นใส่ผักเยอะ ๆ และใส่น้ำจิ้มพอประมาณ)

การขยับร่างกาย: เดินเล่นรับแดดตอนเช้าหรือเย็น 20-30 นาที หรือยืดเหยียดร่างกาย (Stretching) ก่อนนอน

บทความแนะนำ

..

อนุญาตให้ตัวเองเปลี่ยนใจได้ - SelfCare

1. “ฉันไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดิมตลอดเวลา”

คุณยังเป็นคุณอยู่ แต่เวอร์ชันอัปเดตได้



2. “การเปลี่ยนใจ คือการเรียนรู้ ไม่ใช่ความโลเล”

คนที่ไม่เปลี่ยนเลย มักไม่ได้เติบโตอะไรใหม่

3. “คำพูดของฉันในอดีต ไม่ใช่สัญญาตลอดชีวิต”

มันคือข้อมูล ณ เวลานั้น ไม่ใช่กฎถาวร

4. “ฉันเลือกสิ่งที่เหมาะกับฉันตอนนี้ได้”

ไม่ต้องฝืนตัวเองให้สอดคล้องกับเมื่อวาน

5. “ความสบายใจสำคัญกว่าการรักษาภาพลักษณ์”

บางครั้งเราไม่ได้ยึดคำพูด แต่ยึดภาพว่า ‘ฉันต้องเป็นคนแบบนี้’

6. “ฉันเปลี่ยนได้ โดยไม่ต้องอธิบายกับทุกคน”

คุณไม่จำเป็นต้อง justify ทุกการเปลี่ยนแปลง

7. “ความยืดหยุ่น คือความฉลาดรูปแบบหนึ่ง”

ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการปรับตัวได้ดี

8. “ฉันให้สิทธิ์ตัวเองลอง แล้วค่อยตัดสินใหม่”

ไม่ต้อง commit ตั้งแต่แรก

9. “ฉันไม่ติดหนี้คำพูดตัวเอง”

คุณไม่ได้ต้องใช้ชีวิตเพื่อรักษาคำพูดเก่า

10. “วันนี้ฉันเข้าใจตัวเองมากกว่าเมื่อวาน”

ดังนั้นการเปลี่ยนแปลง = ความแม่นยำมากขึ้น ไม่ใช่สับสน

..

อ่านบทความอื่นๆ

..

5 ขั้นตอนฝึกจิต Auto suggestion

Auto suggestion คือ การส่งผลต่อร่างกาย หรือสมอง จากความคิด หรือแนวคิดของตัวคุณเอง ไม่ใช่จากคนอื่น หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การที่ร่างกาย หรือจิตใจของคุณจะเป็นไปตามสิ่งที่คุณคิด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะเป็นเรื่องที่ทุกๆ คนทำเป็นประจำ แต่เพียงไม่ได้สังเกต หรือไม่รู้ตัวนั่นเอง แต่ปกติแล้ว เรามักจะคิดแต่ด้านลบ เช่น บ่นว่าเหนื่อย หรือเพลีย ซึ่งเมื่อคุณบ่นเป็นประจำ สมองก็จะสั่งการให้ร่างกายของคุณเกิดอาการเหนื่อยล้า ลองมาเปลี่ยนวิธีคิด คิดแต่สิ่งที่ดีๆ กับ 5 ขั้นตอนฝึกจิต เปลี่ยนชีวิตได้ด้วยตัวเอง

5 ขั้นตอนฝึกจิต

วิธี Auto suggestion นี้สามารถใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดความประหม่าระหว่างขับรถ เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา นั่งสมาธิ นอน และยังช่วยเพิ่มความมั่นใจ ช่วยผ่อนคลาย ช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น


1. ตั้งเป้าหมาย
ก่อนที่คุณจะเปลี่ยน คุณจะต้องตั้งเป้าหมายเสียก่อน เพราะถ้าคุณไม่ตั้งเป้าหมาย สมองของคุณมักจะทำตามจิตใต้สำนึกของคุณ ซึ่งบางทีก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ต้องการ หรือเป็นความคิดด้านลบ เป้าหมายของคุณอาจจะเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก่อน

2. ขจัดความคิดด้านลบ
ลองหันมาใส่ใจตัวเอง อยู่กับตัวเองบ้าง ลองสังเกตตัวเอง เมื่อไหร่ที่สมองของคุณเริ่มคิดด้านลบ หรือพูดถึงเรื่องแย่ๆ โดยเฉพาะการพูดในใจ ไม่ว่าจะเป็น การดูถูกตัวเอง ไม่มั่นใจในตัวเอง หรือกลัว ให้ลบความคิดแย่ๆ นั้นด้วยคำพูดที่ให้พลังด้านบวก

3. อยู่กับปัจจุบัน
อยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่อนาคต หรืออดีต ดังนั้นการลบความคิดแย่ๆ ด้วยคำพูดด้านบวกนั้น คุณควรใช้ประโยคบอกเล่าที่บ่งบอกถึงปัจจุบัน ไม่ใช่ ฉันเคย….. หรือ ฉันจะ…… เพราะถ้าคุณมัวแต่คิดถึงอนาคต หรืออดีต คุณก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงปัจจุบันของคุณได้เลย จากเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ ลองคิดออกมาเป็นประโยคด้านบวก เช่น ฉันมีความสุข ฉันมีเงิน ฉันมีร่างกายที่แข็งแรง ฉันสวย ฉันเป็นที่รัก ฉันเก่ง เป็นต้น

4. ทำซ้ำๆ
แค่คิดในใจอาจจะไม่ได้ผลเท่าไหร่ ลองเขียนประโยคข้างต้นที่คุณคิดไว้ลงบนกระดาษทุกๆ วัน หรือพูดประโยคเหล่านั้นทุกๆ วัน

5. เชื่อ
สิ่งที่คุณทำจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณไม่เชื่อ ดังนั้นคุณต้องเชื่อคนๆ หนึ่ง คนที่คุณควรที่จะเชื่อที่สุดก่อน ซึ่งก็คือตัวคุณเอง เชื่อในสิ่งที่คุณคิด เขียน หรือพูดออกมา

แนวทางเคลียร์จิตใจ รับปีใหม่ - ทิ้งของหรือเก็บไว้ ?

 การตัดสินใจว่าจะทิ้งสิ่งของที่ไม่สำคัญหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ ความสมดุลระหว่าง การเคลียร์พื้นที่จิตใจกับการเผื่อใช้ในอนาคต โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้หลักการ 3 กอง คือ "เก็บไว้", "บริจาค" และ "ทิ้งขยะ" หากพบว่าของชิ้นนั้น "อาจได้ใช้ในอนาคต" คุณอาจจะลองถามตัวเองว่า

  • เคยได้ใช้มันจริง ๆ ไหม ในช่วง 6 เดือน หรือ 1 ปีที่ผ่านมา
  • คุณมีความสุขกับการเก็บมันไว้หรือไม่ หรือแค่เก็บไว้เพราะกลัวว่าจะต้องเสียใจภายหลัง
  • มีสิ่งอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่ ที่จะนำมาใช้แทนได้
  • ถ้าทิ้งไป คุณจะยังใช้ชีวิตต่อไปได้หรือไม่ หากคำตอบคือยังใช้ชีวิตต่อไปได้ คุณก็อาจจะทิ้งมันได้


อีกทางหนึ่ง คือการใช้เทคนิค “การจัดระเบียบ” ซึ่งมีประโยชน์ทั้งทางกายและจิตใจ

  • จัดระเบียบสิ่งของออกเป็น 3 กอง: เก็บไว้, บริจาค, ทิ้งขยะ
  • ทิ้งของที่เคยเป็นของรัก ที่ถูกทิ้งไว้ในอดีต แล้วคุณไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกต่อไป
  • ลองถามตัวเองว่าทำไมถึงเก็บสิ่งของชิ้นนั้นไว้ หากคุณคิดว่าคุณจะใช้มันในอนาคตแต่ก็อาจไม่ได้ใช้จริง ๆ นั่นคือการยึดติดกับอดีตหรือความกลัวอนาคต 

หากคุณรู้สึกว่าการทิ้งของแต่ละครั้ง ทำให้คุณรู้สึกกังวลมากเกินไป หรือสิ่งของบางอย่างดูไม่สำคัญแต่กลับไม่สามารถทิ้งได้ ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาหรือผู้จัดระเบียบมืออาชีพ เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม 

การพัฒนาตนเอง Up Skill Your Life

ภาพประกอบเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง


Best times to buy


6-Month Level Up


2024 BEST AI Tools


ที่มา UpSkillYourLife 

13 เรื่องที่คนเข้มแข็งเลือกที่จะ “ไม่ทำ” - 5 Minutes Podcas

ข้อคิดดีๆ : 13 เรื่องที่คนเข้มแข็งเลือกที่จะ “ไม่ทำ” 5 Minutes Podcas

1. ไม่เสียเวลามาเสียใจกับเรื่องของตนเอง เดินหน้าต่อไป
2. ไม่ยอมให้คนอื่นมาจัดการชีวิตของเรา
3. ไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง
4. ไม่โฟกัสกับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
5. ไม่พยายามเอาใจทุกคน
6. ไม่กลัวความเสี่ยงที่ประเมินได้ ความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้ 

7. ไม่ครุ่นคิดเรื่องอดีต
8. ไม่ทำผิดซ้ำในเรื่องเดิม
9. ไม่อิจฉาความสำเร็จของคนอื่น
10. ไม่ยอมแพ้ต่อความล้มเหลวแบบง่ายๆ พยายามต่อไป
11. ไม่กลัวการอยู่คนเดียว
12. ไม่คิดว่าโลกใบนี้ติดหนี้เรา อยากได้อะไรต้องทำเอง
13. ไม่เร่งรัดเวลา ทุกอย่างต้องใช้เวลาแต่ยังมุ่งมั่นกับเป้าหมาย

สรุปโดยคุณ Gib Narkveg 

https://www.youtube.com/watch?v=CkiQA7fMhME

5 วิธี ที่จะทำให้ตัวเองไม่ทุกข์ เพราะคำพูดของคนอื่น

น.พ.วิทยา นาควัชระ (จิตแพทย์) กล่าวว่า การที่คนมีความทุกข์มากเพราะมาจากความอีโก้ของตัวเองที่สูง คนที่มีอีโก้สูงมักจะนึกถึงแต่ตัวเอง ทั้งในแง่อยากให้คนอื่นคิด หรือกล่าวถึงตัวเขาในแง่ดี และไม่อยากให้คนอื่นคิดหรือว่าถึงเขาในแง่ไม่ดี ตัวเขาก็จะประเมินตัวเองว่ามีคุณค่าตัวเองสูงกว่าความเป็นจริง แล้วจะเกิดความผิดหวัง โกรธ สะเทือนใจ น้อยใจได้บ่อยมาก


5 วิธี ที่จะทำให้ตัวเองไม่ทุกข์ เพราะคำพูดของคนอื่น

ได้แก่

1. ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นกันได้ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามากเพราะขนาดตัวเราเองยังเข้าใจคนอื่นผิดเลย นับประสาอะไรกับคนอื่นที่จะเข้าใจเราผิด คนที่จะเข้าใจเพื่อนมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้นั้นมีน้อยมาก ต้องเป็นคนมีสติ ปัญญา เข้าใจโลกและชีวิตกว้างขวางลึกซึ้งมาก ดังนั่นไม่ต้องคิดมากอะไรกับเรื่องพวกนี้ค่ะ

2. พูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ให้บ่อยมากขึ้น แต่อย่าพูดว่า “จะเอายังไง” ในเวลาที่โกรธ คิดซะไว้ว่าโกรธ 1 นาทีเท่ากับทุกข์ 5 ชั่วโมง (หรือมากว่า) ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ที่ไม่ได้เป็นตามที่คาดหวังไว้ มันเกิดจากปัจจัยหลายๆ อย่างที่แตกต่างกัน เข้าใจและเคารพในการตัดสินใจของคนอื่นแล้ว ก็อย่าไปใส่ใจมันมาก เพราะสิ่งๆนั้นที่ชอบและไม่ชอบมันไม่อยู่นานหรอค่ะ

นับ 1 ถึง 100 ก่อนที่จะด่าว่าโต้ตอบกับใคร  บางที่นับไปยังไม่ถึง 10 ก็ลืมด่าว่าไปแล้ว

3. ลดความเป็นตัวตนลง ลองให้อะไรกับคนที่ไม่อยากให้ดูบ้าง อย่าคิดแก้แค้น เพราะการแก้แค้นใช้เวลาและต้องลงทุนมาก

4. ไม่ควรพูดถึงความไม่ดีของคนอื่น เพราะนั่นคือความไม่ดีของเราที่ไม่มีสติปัญญาในการเลือกพูด ลองพูดชมเชยและมีเมตตาให้กับให้กับคนอื่น นั่นแหละคือความดีของเรา

5. ทำตัวให้สดใสมอบสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองและผู้อื่น หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ว่างๆ ก็ทำสมาธิให้มากขึ้นเพื่อเป็นการพักใจ ลดความคาดหวังในตัวเองและคนอื่นลง เตือนสติตัวเองให้บ่อยๆ และลดความอิจฉาคนอื่นลงด้วย เท่ากับเริ่มลดอีโก้ตัวเองได้มากขึ้น นอกจากที่เราจะไม่ทุกข์เพราะคำพูดคนอื่นแล้ว ที่สำคัญเราจะไม่กลับไปทุกข์เพราะคำพูดเชิงลบ ที่ชอบว่าตัวเองอีกด้วย

รักตัวเอง 10 Ways to Love Yourself

อ่านบทความ 44 Ways to Love Yourself แล้วได้ข้อคิดหลายอย่างที่น่าสนใจ เลือกมาแค่ 10 อย่าง พอเป็นน้ำจิ้ม


1. ) ยอมรับความจริงที่ว่า คุณไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ มักจะมีคนที่จะตัดสินคุณแม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าคุณผ่านอะไรมาก็ตาม

2. ) อวดข้อบกพร่องของคุณ ! ไม่มีใครในโลกนี้สมบูรณ์แบบรักความไม่สมบูรณ์แบบของคุณ เราทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างน่าเกรงขามและน่าอัศจรรย์โดยพระเจ้า

3. ) หยุดเปรียบเทียบความสำเร็จของคุณเองกับความสำเร็จของคนอื่น เรามีเส้นทางของตัวเองในชีวิตที่จะดำเนินไป ดังที่ศิษยาภิบาลของเรากล่าวว่า“ ความสำเร็จอยู่ที่คุณควรจะอยู่ทำในสิ่งที่คุณควรจะทำ”

4. ) ออกกำลังกายเป็นประจำ! วิธีนี้สามารถช่วยให้คุณคลายความเครียด และยังช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

5. ) เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ขยายความสนใจของตัวเองออกไปเรื่อยๆ 

6. ) เดินช้าๆ มองดูผู้คน สถานที่ สำรวจสถานที่อยู่อาศัย ให้เห็นมุมที่แตกต่าง และลึกซึ้งมากขึ้นกว่าเดิม

7. ) ฟังเพลงใหม่ๆ ดูบ้าง อาจจะเจอเพลงโปรดที่ไม่คาดคิด (หรือไม่เจอเลย) ให้เราได้รับรู้สิ่งใหม่ๆ

8. ) ออกไปพักผ่อนที่ไหนสักแห่งที่คุณสามารถพบปะผู้คนใหม่ ๆ และทำความรู้จักกับเพื่อน

9. ) ไปเที่ยวทะเล! คลื่นทะเลและสายลมที่เงียบสงบจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย

10. ) ยิ้มบ่อยๆ คุณจะรู้สึกมีความสุขถ้าคุณยิ้มมากขึ้น มันจะทำให้คนอื่นมีความสุขด้วย

อีกอันก็น่าสนใจ

อย่าปล่อยให้คนที่เป็นพิษเข้ามาในชีวิตของคุณ พวกเขามี แต่จะทำให้คุณรู้สึกท้อแท้ตลอดเวลา

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://asia.inspiringtips.com/ways-to-love-yourself

10 Ways To Be Alive 10 วิธีในการมีชีวิตอยู่ - ปีใหม่คนใหม่

10 easy ways to help refresh your life. วิธีง่ายๆ ที่ช่วยเติมความสดชื่นให้ชีวิต

1. Simplify your life plan. Begin with an one-day plan. ทำให้แผนชีวิตของคุณง่ายขึ้น เริ่มต้นด้วยแผนหนึ่งวัน

2. Set your priorities, what to do first. กำหนดลำดับความสำคัญของคุณ สิ่งที่ต้องทำก่อน

3. Stick with something getting your mind washed.

4. Value every minute of your life. ให้คุณค่าทุกนาทีในชีวิต

5. Make connections. 

6. Learn how to have fun in your work. เรียนรู้วิธีการทำงานของคุณอย่างสนุกสนาน

7. Focus on present day. มุ่งเน้นไปที่ปัจจุบัน

8. Believe in your power. เชื่อในพลังของคุณ

9. Search for the real YOU. ค้นหาตัวจริงของคุณ

10. Stay unique. Just the way you are. ไม่ซ้ำใคร ในแบบที่คุณเป็น

ประโยคดีๆ ที่ควรพูดบ่อยๆ พูดแล้วดี เพิ่มพลัง

I can do it. - “ฉัน/ผม (ทำ) ไหว” –  (ไอ คาน ดูว อิท)

I’m fine, I’m okay. - “ยังไหว” –  (อัม ฟายน์ หรือ อัม โมเค)

“Nothing is impossible.” - “อะไรก็เป็นไปได้” –  (น็ทธิง อิส ซิมพอสสะเบิล)

“I’ve got no chance, it’s okay, I’m making my own way.” - “ถ้าวันนี้ยังไม่มีหนทาง ไม่เป็นไร ฉันจะสร้างทางของฉันขึ้นมาเอง” –  (ไอฟ ก็อต โน ชานสฺ อิส โซเค อัม เมคคิง มาย โอน เวย์)

“I’m gonna own it soon.” - “เดี๋ยวก่อนเถอะ ฉันจะต้องมี (สิ่งนั้น) ให้ได้” – (อัม กอนนา โอน นิท ซูน) 

“I’m not gonna give up.” - “ฉันไม่ยอมแพ้หรอก” –  (อัม น็ท กอนนา กิฟ ฝัป)

9 พฤติกรรมที่จะช่วยให้มีชีวิตที่ดีขึ้น Better Life

ลองมาสำรวจตัวเองกันหน่อยค่ะชาวแคมปัสฯ ว่ากำลังมีพฤติกรรม 9 ข้อต่อไปนี้หรือไม่ เป็นพฤติกรรมที่ทำแล้วไม่ส่งผลดีต่อชีวิต ถ้าสำรวจแล้วมี ก็ค่อยๆ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันได้เลยค่ะ

ถ้าอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ลองหยุด 9 พฤติกรรมต่อไปนี้

1.หยุดกลัวในสิ่งที่คิดจะทำ
บางครั้งเราหลายๆ คนอาจจะนั่งคิดถึงสิ่งที่อยากจะทำ แต่ก็กลัวทำไม่ได้ กลัวไม่ประสบผลสำเร็จ ถ้ามั่วแต่นั่งคิดจมจ่อมกับความกลัว ไม่เริ่มลงมือทำสักที ความฝันก็ยังคงเป็นความฝันลมๆ แล้งๆ ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้แน่นอน



2.หยุดอยู่ในสังคมแย่ๆ
เคยได้ยินสุภาษิตโบราณนี้กันมั้ย คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล การอยู่ในสังคมดีๆ ก็มีส่วนช่วยให้เราไปในทิศทางที่ดีได้นะคะ หากต้องอยู่ในสังคมที่มีคนไม่ดี คิดแต่เรื่องแย่ๆ อาจจะทำให้ชีวิตของเราอยู่แต่กับเรื่องไม่ดี ทำให้ชีวิตไม่ไปไหนสักที ไม่ว่าจะเป็นทั้งสังคมเพื่อน หรือคนรัก หากอยู่แล้วรู้สึกไม่แฮปปี้ ไม่มีอะไรดี โบกมือบ๊ายบาย เซย์กู๊ดบายเลยค่ะ

3. หยุดหลอกตัวเอง
สำรวจตัวเอง รับฟังความคิดเห็นของคนรอบข้างบ้าง หากมีข้อเสีย หรือสิ่งไหนต้องพัฒนา ก็ควรยอมรับความจริง และค่อยๆ ปรับปรุง หากยังทำเป็นมองไม่เห็นข้อเสียของตัวเอง มั่นใจอะไรผิดๆ ชีวิตก็ไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นหรอกค่ะ

4. หยุดผลัดวันประกันพรุ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน หรือการทำงาน หากได้รับมอบหมาย และตกปากรับคำมาแล้ว ต้องรู้จักบริหารเวลา และจัดการให้สิ่งที่เรารับผิดชอบนั้นสำเร็จลุล่วงทันเวลาส่งนะคะ และก็ตั้งใจทำออกมาให้มีประสิทธิภาพผล ไม่ใช่ทำแบบลวกๆ แล้วนำมาส่ง การส่งงานที่ไม่มีประสิทธิภาพก็สื่อให้เห็นได้ว่า เราไม่ตั้งใจในการทำงาน และไม่เห็นคุณค่าของโอกาสที่ได้รับ

5. หยุดโทษตัวเอง
คนเรามีความผิดพลาดกันได้ แต่หากผิดแล้วต้องยอมรับ และนำมาปรับปรุงค่ะ เสียใจได้แต่ต้องมีสติ ไม่ใช่เสียใจแล้วนั่งโทษตัวเองไม่มีประโยชน์อะไรหรอกค่ะ ลุกขึ้นมาปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนมีคุณภาพ และหาข้อผิดพลาดว่าเรามีข้อบกพร่องตรงไหนบ้าง?

6.หยุดคาดหวังจะพึ่งคนอื่น
ปัญหาทุกอย่างลองค่อยๆ คิด ค่อยๆ แก้ หรือปรึกษาคนที่เราสามารถปรึกษาได้ จำไว้ว่าเวลาเกิดปัญหาอย่าหวังจะพึ่งพาให้คนนั้นคนนี้มาช่วยเรา การแก้ปัญหาด้วยตัวเองทำให้เราได้เรียนรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น สร้างเสริมประสบการณ์ให้ตัวเอง ตนที่เป็นที่พึ่งแห่งตน ท่องไว้ค่ะ

7.หยุดยึดติดกับอดีต หรือสิ่งเดิมๆ
ชีวิตคนเราไม่ได้มีความสุขได้ทุกวันหรอกค่ะ บางวันเราอาจจะแฮปปี้มีความสุขมาก บางวันเราอาจจะเจอปัญหาจนท้อ เมื่อถึงช่วงเวลายากลำบาก อย่าไปคิดเปรียบเทียบว่าเมื่อวาน หรือเมื่อก่อนชีวิตชั้นยังดีอยู่เลย ทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้นะ ชีวิตมันก็เรื่องธรรมดาที่บางวันดี บางวันไม่ดี มีสติค่ะ แก้ปัญหาไปทีละเสต็ป

8.หยุดไม่เป็นตัวของตัวเอง
อย่าพยายามเป็นคนอื่น จนเสียความเป็นตัวตน อย่าพยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาใจใครด้วยการเปลี่ยนตัวเอง นอกจากจะทำให้ไม่มีความสุขแล้ว คุณอาจเสียเวลาไปเปล่าๆ ด้วย!

9. หยุดฟุ่มเฟือย
เงินอาจไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตก็จริงค่ะ แต่เงินก็เป็นปัจจัยหลักของชีวิตที่จะสามารถอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ชีวิตมีความสุขได้นะคะ ดังนั้นแล้ว ควรจะรู้จักวางแผนการใช้จ่ายด้วย ไม่ควรใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เวลาเกิดปัญหาฉุกเฉินจะได้มีเงินสำรอง

วิธีรับมือความนอยด์ หลังจากวันหยุดยาว

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บ ๆ วันหยุดก็หมดลงไปแล้ว ขอต้อนรับทุกคนกลับสู่โลกแห่งความจริงนะคะ วันหยุดยาวที่ผ่านมาบางคนอาจจะได้ไปเที่ยวพักผ่อนจนลืมวันลืมคืน รู้ตัวอีกทีก็ต้องกลับมาเรียน กลับมาทำงานกันอีกแล้ว เอาหน่า! ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหละ มาดูวิธีที่จะช่วยบรรเทาความนอยด์ที่จะเกิดขึ้นกันดีกว่า

เตรียมพร้อมกับการกลับมา
อาจจะฟังดูโหดร้ายไปหน่อยกับการที่จะต้องมานั่งนึกถึงวันที่กลับมาถึงบ้านหลังจากทริปแสนสุขของคุณ แต่เชื่อเถอะว่าการแพลนสิ่งที่ต้องทำล่วงหน้าไว้จะช่วยแบ่งเบาความทุกข์ของคุณได้

กลับมาจากทริปเที่ยวยาว ๆ ก็ว่าแย่แล้ว แล้วถ้ากลับมาแล้วต้องมานั่งทำนู่นทำนี่ ชีวิตของคุณจะไม่ยิ่งแย่ขึ้นไปอีกหรอ? ทางที่ดีลุกขึ้นมาทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า จดลิสต์สิ่งที่ต้องทำหลังกลับมาจากทริปก่อนที่คุณจะมุ่งหน้าไปสนามบินดีกว่านะ กลับมาแล้วจะได้ไม่ต้องนอยด์เป็นสองเท่ายังไงล่ะ


เลี่ยงแอลกอฮอล์
เราเข้าใจดีว่าการกลับมาจากเที่ยววันหยุดยาวนั้นเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสพอสมควร แต่การกินอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยเยียวยาอารมณ์สีเทาของคุณได้ หลายคนอาจจะคิดว่าการดื่มเหล้าดื่มเบียร์นั้นจะช่วยให้หลับสบาย แต่จริง ๆ แล้วแอลกอฮอล์จะทำให้คุณนอนหลับได้ง่ายก็จริง แต่จะหลับไม่สนิท ทำให้นอนไม่พอ และจะทำให้คุณยิ่งง่วงยิ่งนอยด์เข้าไปอีกนะ

ให้ทริปที่ผ่านมาช่วยเยียวยาหัวใจ
การนึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขจะช่วยให้หายนอยด์ได้ จากการวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์พบว่า การนึกถึงภาพตัวเองตอนที่กำลังมีความสุขจะมีผลดีต่อสุขภาพ ระหว่างทางนั่งรถไปเรียน ไปทำงาน ลองหลับตา หายใจเข้าออกลึก ๆ นึกถึงตอนที่คุณกำลังเดินช้อปปิ้งอยู่ในย่านชินจูกุ หรือตอนที่กำลังนั่งย่างเนื้ออยู่ที่โซล การได้นึกย้อนไปตอนที่คุณกำลังแฮปปี้สุด ๆ เอนโดรฟีนที่ร่างกายหลั่งออกมาจะทำให้คุณมีความสุขราวกับว่าได้กลับไปอยู่ในช่วงเวลาดี ๆ เหล่านั้นอีกครั้ง หรือถ้ามีเวลาก็อาจจะเขียนบันทึก เขียนรีวิว เขียนบล็อกแบ่งปันประสบการณ์ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยได้เหมือนกันนะ

ใช้พลังที่ได้มาเป็นแรงกระตุ้นในการใช้ชีวิต
ไปเที่ยวมาแล้ว ได้พักผ่อนแล้ว มีแรงแล้ว มีพลังแล้ว ใครที่อยากเปลี่ยนแปลง อยากจัดระเบียบชีวิตให้ดีขึ้น ไม่มีช่วงเวลาไหนจะดีไปกว่านี้แล้วล่ะ! การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจะส่งผลให้จิตใจของเราเปิดกว้างมากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงาน ความสัมพันธ์กับคนนู้นคนนี้ ใครอยากลงมือทำอะไรก็ใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นประโยชน์ซะสิ!

แพลนทริปต่อไป
ไปเที่ยวแล้วแฮปปี้ใช่มั้ยคะ ถ้างั้นก็แพลนทริปต่อไปซะเลยสิ รู้มัยว่าการไปเที่ยวแต่ละครั้งจะช่วยให้ช่วยให้เราใความสุขได้นานถึง 8 สัปดาห์โดยเฉลี่ย และจากการวิจัยเรื่องคุณภาพชีวิตพบว่า การแพลนทริปเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่สุด ไม่สำคัญว่าจะไปเที่ยวนานกี่วัน แต่ยิ่งเที่ยวบ่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้เรามีเป้าหมาย ใช้ชีวิตเพื่อเฝ้ารอให้ถึงวันที่จะได้ไปเที่ยว รู้แบบนี้แล้วก็รีบหาวัน รีบชวนเพื่อน แล้วลุยเลย!

ขอบคุณที่มาจาก: entrepreneur , psychologytoday

6 วิธีช่วยคนขี้หลงขี้ลืม

ใครที่รู้สึกว่าตัวเองเริ่มหลงๆ ลืมๆ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้

1. ทบทวนก่อนนอน
ก่อนเข้านอนใช้เวลาทบทวนสิ่งที่ทำมาทั้งวัน และสิ่งที่ต้องทำให้วันพรุ่งนี้ด้วย นอกจากจะฝึกสมองช่วยในเรื่องความจำแล้ว ยังเป็นการใช้เวลาทบทวนการกระทำของคุณในแต่ละวันอีกด้วย



2. วางข้าวของให้เป็นระเบียบ
วางของให้เป็นระเบียบก็ช่วยได้นะ บางครั้งลืมว่าจะหยิบอะไร ลองมองไปรอบๆ ห้องดู ถ้าเห็นแล้วอาจจะนึกออกว่าจะหยิบอะไร ส่วนของที่จะต้องนำไปในวันพรุ่งนี้ก็เตรียมแล้ววางไว้ในบริเวณที่เห็นได้ง่าย จะได้ไม่ลืม หรือบางทีหาของไม่เจอ ลืมว่าวางไว้ที่ไหน อาจเป็นเพราะห้องที่รกจนเกินไป หรือตัวคุณเองที่วางของไม่เป็นระเบียบ กุญแจรถวางไว้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง กุญแจบ้านวางไว้ที่โต๊ะทานอาหาร แล้วอย่างนี้ใครจะไปจำได้

3. จำไม่ได้ก็ต้องจด
ถ้ากลัวจำไม่ได้ลองจดดู ซื้อสมุดน่ารักๆ ไว้สักเล่ม เอาไว้จดวันที่ต้องส่งงาน วันนัด หรือสิ่งของที่ต้องหยิบไปพรุ่งนี้ ถ้าขี้เกียจลองหาสติ๊กเกอร์น่ารักๆ มาติดดู หรือใช้ปากกาสีสวยๆ จะช่วยให้อยากจดต่อไปเรื่อยๆ ถ้าฝึกนิสัยให้เป็นคนชอบจดบันทึกได้ ถึงจะลืมวันที่ต้องส่งงาน ลืมวันนัด แต่หยิบสมุดขึ้นมาดูเมื่อไหร่ก็จำได้ตลอด ส่วนสิ่งของที่ต้องหยิบไปวันพรุ่งนี้ ก่อนออกจากบ้านลองหยิบสมุดออกมาเช็คดูว่าเราลืมอะไรไหม ถ้าลืมก็สามารถหยิบได้ทันเวลา ไม่ต้องหัวร้อนทีหลัง หรือถ้าใครถนัดใช้เทคโนโลยี จะพิมพ์ไว้ในบันทึกช่วยจำในโทรศัพท์ก็ได้ไม่ว่ากันจ้า

4. แปะโพสอิทช่วย
ซื้อโพสอิทมาลองใช้ดู เขียนสิ่งที่ต้องทำ นัดสำคัญ สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับวันพรุ่งนี้ แล้วติดในที่ที่เห็นได้ง่าย เช่น ตู้เย็น, ประตู, โต๊ะทำงาน หรือกระจก จะช่วยเตือนความจำได้

5. เช็คกระเป๋าทุกวัน
ก่อนออกจากบ้านทุกวัน ลองเช็คกระเป๋าดู เพราะบางทีหยิบพาวเวอร์แบงค์ออกมาชาร์จแต่ลืมหยิบใส่กระเป๋า เผลอหยิบแว่นตาออกจากกระเป๋าแล้วลืมใส่คืน หรือลืมหยิบของที่ต้องใช้ใส่กระเป๋า ถ้าหากไม่เช็คกระเป๋าก่อนออกจากบ้าน นึกออกอีกทีก็กลับไปหยิบไม่ทันแล้ว  เสียเวลาก่อนออกจากบ้านนิดหน่อย ดีกว่าต้องเสียเวลาวนรถกลับไปหยิบ หรือให้คนอื่นหยิบมาให้ เสียทั้งเวลาและเงินด้วย ไม่คุ้มเลย

6. ตื่นแต่เช้าหน่อย
ควรนอนให้เพียงพอ สมองจะได้สดชื่น สามารถตื่นเช้าเผื่อเวลาเตรียมตัวไปเรียนหรือไปทำงานแบบไม่ต้องเร่งรีบ เพราะคนส่วนใหญ่จะลืมของเพราะรีบ ไม่มีเวลาเช็คกระเป๋า หรือนั่งคิดว่าลืมอะไรหรือเปล่า

หลักการทำงานของ นาฬิกาชีวิต

นาฬิกาชีวิต

01.00-03.00 น. ช่วงเวลาทำงานของตับ
เป็นช่วงเวลาที่ควรนอนหลับ ให้ตับได้ทำงานอย่างเต็มที่ กำจัดของเสียออกจากร่างกาย ผลิตอินซูลิน และผลิตน้ำดีไว้ย่อยไขมัน และเป็นเวลาที่ควรงดอาหาร

03.00-05.00 น. ช่วงเวลาทำงานของปอด
เป็นเวลาที่ปอดฟอกเลือดได้อย่างเต็มที่ เป็นเหตุผลที่ตื่นเช้าจะรู้สึกสดชื่น เพราะได้ตื่นมาสูดอากาศยามเช้า



05.00-07.00 น. ช่วงเวลาทำงานของลำไส้ใหญ่
ลำไส้ใหญ่จะทำงานได้ดี เป็นช่วงเวลาที่ควรขับถ่าย

07.00-09.00 น. ช่วงเวลาทำงานของกระเพาะอาหาร
เป็นเวลาที่กระเพาะจะดูดซึมและย่อยสารอาหารต่าง ๆ ได้ดีที่สุด จึงเป็นสาเหตุที่เราไม่ควรอดมื้อเช้า

09.00-11.00 น. ช่วงเวลาทำงานของม้าม
การกินอาหารในเวลานี้ทำให้อ้วนง่าย การนอนในเวลานี้จะทำให้ม้ามทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร

11.00-13.00 น. ช่วงเวลาทำงานของหัวใจ
หัวใจจะทำงานหนักช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่ห้ามเครียด พักเที่ยงชิล ๆ ไปเลย

13.00-15.00 น. ช่วงเวลาทำงานของลำไส้เล็ก งดกินช่วงนี้ สมองแล่น
ช่วงเวลานี้ไม่ควรกินอาหารทุกชนิด ลำไส้เล็กจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ และเป็นช่วงที่สมองซีกขวาทำงานได้ดี

17.00-19.00 น. ช่วงเวลาทำงานของไต
ห้ามนอนเวลานี้ เพราะจะทำให้ไตทำงานหนัก ควรออกกำลังกาย หรือหาอะไรทำ ห้ามอยู่นิ่ง ๆ เพื่อให้ร่างกายสดชื่น เพิ่มความดันเลือด

19.00-21.00 น. ช่วงเวลาทำงานของเยื่อหุ้มหัวใจ
ช่วงนี้ควรอยู่นิ่ง ๆ จะโยคะ นั่งสมาธิ หรือนอนแช่น้ำอุ่นชิล ๆ ก็ได้

21.00-23.00 น. ช่วงเวลาทำงานของอุณหภูมิในร่างกาย
เป็นเวลาที่ร่างกายต้องการความอบอุ่น ไม่ควรอาบน้ำเย็นในช่วงนี้ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอได้ง่าย

23.00-01.00 น. ช่วงเวลาทำงานของถุงน้ำดี
ควรดื่มน้ำก่อนเข้านอน ป้องกันไม่ให้น้ำดีข้นเกินไป ส่งผลให้เหงือกบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ

GOAL - วิธีที่ช่วยให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ ประสบความสำเร็จ

เคยไหม ? หลายๆ ครั้งที่ตั้งเป้าหมายไว้ แต่ก็ล้มเหลวทุกที วันนี้จึงนำวิธีที่จะช่วยให้คุณทำเป้าหมายให้สำเร็จได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องใช้ความพยายาม ความตั้งใจ และความอดทนเป็นอย่างมาก แค่อ่านแต่ไม่ลงมือทำก็ไม่มีทางสำเร็จได้นะจ๊ะ

วิธีที่ช่วยให้เป้าหมายที่ตั้งไว้ ประสบความสำเร็จ

เป้าหมายที่ดีเป็นอย่างไร ?
– เจาะจง : เป้าหมายที่ดี ควรมีการเจาะจงอย่างชัดเจน แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่าจะออกกำลังกาย ควรตั้งเป้าหมายให้เจาะจงกว่าเดิม เช่น จะวิ่งตอนเช้า หรือจะไปว่ายน้ำ

– วัดความสำเร็จได้ : ควรตั้งเป้าหมายที่วัดความสำเร็จได้ เช่น จะสอบไอเอลให้ได้ 7.0 ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้ว่าเมื่อไหร่จะบรรลุเป้าหมาย

– ขึ้นอยู่กับหลักความเป็นจริง : ไม่ผิดที่ทุกคนมีความฝันอันยิ่งใหญ่ แต่เมื่อคุณตั้งเป้าหมาย คุณก็อยากให้สำเร็จใช่ไหมล่ะ ดังนั้นเป้าหมายของคุณควรขึ้นอยู่กับความเป็นจริง ตั้งเป้าหมายที่ไม่มีทางสำเร็จได้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เช่น แทนที่จะตั้งว่าปีนี้จะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น 5 เท่า ควรเปลี่ยนเป็นเป้าหมายที่สามารถทำให้สำเร็จได้

– มีความเกี่ยวข้อง : เป้าหมายควรมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณทำ ถ้าคุณตั้งเป้าหมายว่าปีนี้จะเป็นนักแข่งรถ Formula 1 ให้ได้ แต่ขับรถไม่เป็น ไม่มีแม้แต่ใบขับขี่ แถมยังไม่มีท่าทีว่าจะไปเรียนขับรถเลย เป้าหมายของคุณจะไม่มีทางสำเร็จเลย ถ้าคุณอยากให้เป้าหมายของคุณสำเร็จ อย่างน้อยคุณต้องเริ่มทำสิ่งที่จะช่วยให้เป้าหมายของคุณสำเร็จ

– มีระยะเวลาชัดเจน : ถ้าคุณไม่กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนล่ะก็ คุณจะไม่มีความอยากที่จะทำเป้าหมายให้บรรลุเลย


5 คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนตั้งเป้าหมาย

– ต้องการอะไร
– ทำอย่างไรเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ
– จะเริ่มทำเมื่อไหร่ ระยะเวลานานเท่าไหร่
– อะไรที่จะช่วยให้เป้าหมายสำเร็จ
– จะเกิดอะไรเมื่อทำเป้าหมายสำเร็จแล้ว

11 วิธีที่ช่วยให้เป้าหมายสำเร็จ

1. หาแรงบันดาลใจในการทำเป้าหมายให้สำเร็จ
2. ให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ และต้องคิดว่าสามารถทำได้
3. เขียนเป้าหมายลงบนกระดาษ หรือสมุด
4. เขียนข้อดีของเป้าหมาย เมื่อท้อหยิบขึ้นมาอ่าน จะได้มีกำลังใจ
5. เขียนวันที่จะเริ่มทำ และวันที่คิดว่าเป้าหมายจะสำเร็จ

6. เขียนสิ่งที่คิดว่าเป็นอุปสรรคที่อาจจะได้เจอ
7. หาข้อมูลที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายเพิ่มเติมอยู่เสมอ
8. ขอความช่วยเหลือ เมื่อคิดว่าตัวเองไม่สามารถทำเป้าหมายให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง
9. เขียนสิ่งที่ต้องทำในการบรรลุเป้าหมาย
10. จินตนาการเมื่อตัวเองประสบความสำเร็จ
11. ไม่ยอมแพ้ จนกว่าเป้าหมายจะสำเร็จ

ขอบคุณข้อมูลจาก : brightside.me

ความลับของความสุข – คำนินทา ปล่อยวาง การเรียนรู้ ประสบการณ์

เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอดีต แต่เราเลือกอนาคตของเราเองได้

คิดบวก .. หลอกตัวเอง?
มองต่ำเราเหลือ – มองเหนือเราขาด
การคิดบวกไม่ได้เป็นการหลอกตัวเอง
แต่เป็นการให้กำลังใจตัวเอง
มีสติ ในขณะที่ทุกข์กำลังดำเนินอยู่



นินทา
คำนินทา เป็นเพียงลมผ่านปากเท่านั้น
ถ้าเราไม่เก็บมาใส่ใจ มันก็คือลมธรรมดา ..
แต่ถ้าเราเก็บมาใส่ใจ มันจะกลายเป็นพายุขนาดใหญ่
ทำให้ใจเรานั้นทุกข์
แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะฟังแล้วไม่เก็บมาคิด
มันก็จะทำอะไรเราได้เลย

คนรัก ความรัก
บางคนมีคนรักและมีความสุข
บางคนไม่มีคนรักก็มีความสุข
เพราะความสุขอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ใคร

คำวิพากษ์วิจารณ์
เราไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทุกคนที่เข้ามาว่าเราหรอก … มันเสียเวลา

ถ้าเราต้องเถียงกับคนอื่นทุกครั้งที่เห็นต่าง
วันๆ ก็คงไม่ต้องทำอะไร หมดเวลาที่จะเดินไปให้ถึงเป้าหมาย

ยิ่งถ้าเรากำลังทำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตแล้ว
ยิ่งไม่ควรเอาเวลาของเราไปแลกด้วยเลย มันไม่คุ้มค่า..

อย่าไปถือสาอะไรกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่นนักเลย
มันไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ ใครๆ ก็มีสิทธิ์เห็นต่าง
และใครๆ ก็มีสิทธิ์ถูกติฉินนินทาทั้งนั้น

ถ้าไตร่ตรองดีแล้ว และมั่นใจว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่
ยิ่งไม่ต้องสนใจ เพราะนั่นคือปัญหาของเขา
ที่มีมุมมองไม่รอบด้าน แถมยังขาดสติ สร้างวจีกรรม ใช้วาจาสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น

แทนที่จะเสียใจ ให้หาทางจับแง่คิดอีกมุมดีกว่า
ว่าเรื่องนี้ทำให้เราได้บทเรียนอะไร
มีเรื่องอะไรที่ต้องระวังให้มากขึ้น
และจะพัฒนาตัวเองต่อไปอย่างไร

คิดจะไปดวงดาว
อย่ากลัวหมา ที่เห่าอยู่ข้างทาง
อย่าให้เสียง คำวิจารณ์ หยุดเรา จนไปไม่ถึงเป้าหมาย

เจ็บปวดกว่า.. ถ้า..
มีสิ่งหนึ่งที่เจ็บปวดเสียใจยิ่งกว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์
นั่นคือ การไม่เรียนรู้จากประสบการณ์

วางความทรงจำแย่ๆ
หนึ่งในกุญแจแห่งความสุข

ก็คือการวางความทรงจำที่แย่ๆ
อะไรที่ทำให้ไม่สบายใจ
ก็ไม่ต้องเอาเข้ามาในชีวิตอีก

ต้องเชื่อในวันพรุ่งนี้นะ..

แพ้-ชนะ
ไม่เป็นไรนะ… เชื่อเราสิ
ไม่มีใครแพ้ทุกครั้ง
หรือชนะตลอดไปหรอก

สู้ – ไม่สู้?
หากไม่ลุกขึ้นสู้เพื่อสิ่งที่เราต้องการ
ก็อย่าร้องไห้เสียดายในสิ่งที่ได้สูญเสียไป

วางไม่ได้ ก็ต้องแบกเอาไว้
ปลงไม่ตก ก็ต้องจดจำไว้
ทิ้งไม่ลง ก็ต้องเก็บเอาไว้

กระทั่ง..สักวันหนึ่ง

เมื่อแบกไม่ไหว ก็วางได้เอง
จำไม่ไหว ก็ต้องปลงเอง
เก็บไม่ไหว ก็ต้องทิ้งไปเอง

เชื่อในตัวเอง
จงเชื่อในตัวเอง
จงศรัทธาในความสามารถที่มีอยู่
หากไม่มีความมั่นใจในตัวเองแล้ว
ก็ไม่อาจประสบความสำเร็จหรือมีความสุขได้เลย

เมื่อเรารักกัน…
ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลให้กับเหตุการณ์ทุกอย่าง
ไม่จำเป็นต้องกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
ไม่จำเป็นที่ต้องบอกเขาว่า

“เขาคงไม่เห็นคุณค่าของสิ่งของที่เขามีถ้า เขายังไม่เสียมันไป”

รักกันไม่จำเป็นต้องขู่กันเรื่องความสำคัญ รู้อยู่ในใจก็พอว่าเรารักกัน

จำไว้ให้แน่ใจกับเรื่องดีๆ ที่เขาพูดจำไว้ให้อบอุ่นใจ
กับสิ่งดีๆ ที่เขาทำให้เรา ค้นมันออกมาเวลาเหงาใจ

ค้นมันออกมาเวลาไม่มั่นใจ ค้นมันออกมาเวลาเสียใจ

เพราะว่าเวลาใจเราอ่อนแอ สิ่งดีๆ ของเราสองคนมักจะหายไป
อย่าปล่อยให้มันหายไป
เพราะคนที่เขาเคยทำให้เรา
อาจจะเสียใจ ที่เราหลงลืมเรื่องดีๆ เหล่านั้นแล้ว

ทำในสิ่งที่รัก
ถ้าเราได้อยู่กับสิ่งที่เรารัก เราจะอยู่ได้นาน
ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก เราจะทำได้ดี

ดังนั้นแล้วถ้าเรารู้แล้วว่าเรารักสิ่งใด
ลองถามตัวเองว่าเราได้ลงมือเริ่มทำสิ่งนั้นแล้วหรือยัง

เพราะถ้าเรายังต้องทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ สิ่งที่เราทุกข์
เราจะกลายเป็นคนที่ทุกข์ทุกวัน

ถ้ามันใช่มันจะไม่เหนื่อย
ถ้ามันเหนื่อยมันจะไม่ใช่

ที่มา พศิน อินทรวงค์ , ธรรมทาน , เพจ ความลับของความสุข

อยากมีสมาธิทำอะไรได้นานๆ

บางครั้งคุณต้องการความสงบ และสมาธิในการทำกิจกรรมต่างๆ ยิ่งเป็นงานที่ยาก หรืองานที่ไม่ชอบ คุณจะยิ่งมีการจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ไม่นาน โดยเฉพาะเมื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ยิ่งรู้สึกว่าสมาธิสั้นขึ้น หรือไม่มีสมาธิเลย ถ้าคุณ อยากมีสมาธิทำอะไรได้นานๆ ลองทำตาม 6 วิธีช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน และการทำงาน



กำจัดสิ่งรบกวน
อย่างแรกที่ต้องทำคือ กำจัดสิ่งรบกวนต่างๆ เพราะเมื่อคุณกำลังเรียน อ่านหนังสือ หรือทำงานอยู่ แล้วโทรศัพท์ของคุณมีการแจ้งเตือน มีเสียงคนคุยกัน หรือมีคนเคาะประตู ในทุกๆ การเกิดสิ่งรบกวน คุณจะต้องเสียสมาธิ เพราะคุณจะต้องตัดสินใจทำงานต่อ หรือหันไปสนใจสิ่งรบกวน ถ้าคุณอยากมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ คุณควรที่จะกำจัดสิ่งรบกวนให้ได้มากที่สุด

ฝึกฝนบ่อยๆ
สมองก็เหมือนกับกล้ามเนื้อที่ต้องการการออกกำลังกาย และการฝึกฝน ลองเริ่มจากการจดจ่อ ทำอะไรอย่างหนึ่งอย่างเดียวเป็นเวลา 5 นาที และเพิ่มเป็น 10 นาที 15 นาที จนกระทั่งสามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ 50 นาที

ช่วงเช้าดีกว่า
เลือกทำงาน หรือสิ่งที่ต้องใช้สมาธิสูงในช่วงเช้า เพราะช่วงเช้าคุณจะมีสมาธิมากกว่าช่วงบ่ายที่มักจะเป็นเวลาที่คุณง่วง

วางแผนสำคัญ
เมื่อคุณไม่มีการวางแผน คุณจะไม่รู้ว่าคุณจะต้องทำอะไร และคุณก็จะคิดไปทุกเรื่อง เมื่อหลายๆ เรื่องอยู่ในหัว คุณจะไม่มีสมาธิ ทุกๆ วัน คุณควรวางแผนว่าคุณจะทำอะไรก่อน หรือหลัง ทำสิ่งที่สำคัญมากกว่าก่อน หยุดคิดเรื่องอื่น และตั้งใจทำให้เสร็จเป็นอย่างๆ ไป

เหนื่อยก็พัก
หลายๆ คนคิดว่า การพักบ่อยๆ เป็นสิ่งที่มืออาชีพไม่สมควรทำ จึงฝืนทำให้เสร็จๆ ไป แต่จริงๆ แล้ว การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การทำงานเมื่อสภาพร่างกาย และจิตใจพร้อม ไม่ง่วง ไม่ล้า เมื่อคุณเหนื่อย หรือล้า คุณควรที่จะหยุดพัก ออกไปเดินเล่น พูดคุยกับคนอื่น หรืองีบหลับก็ดี อย่าลืมว่า ควรเป็นการพักทั้งร่างกาย และจิตใจ ช่วงเวลาพักควรลืมทุกอย่างไปให้หมด และพักให้เต็มที่ พร้อมสำหรับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน
มีคนส่วนน้อยที่สามารถทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้ โดยที่ไม่เสียสมาธิ และทำหลายๆ สิ่ง ได้ดีเท่าๆ กัน ถ้าคุณไม่ใช่คนประเภทนี้ คุณไม่ควรที่จะทำ เพราะนอกจากจะทำให้คุณทำงานช้า ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังทำให้คุณเสียสมาธิได้ง่ายอีกด้วย