แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

10 เว็บไซต์ ดาวน์โหลดภาพไปใช้ได้ฟรีๆ

รวมเว็บไซต์ที่สามารถหาภาพสวยๆ มาใช้ได้ไม่เสียเงิน

1. www.pexels.com
Pexels มีรูปภาพมากว่า 40,000 รูปภาพให้ดาวน์โหลดได้ฟรี และในทุกๆ เดือนจะมีรูปภาพอัพโหลดลงเว็บไซต์อย่างน้อยๆ 3,000 รูปภาพ รูปภาพในเว็บไซต์นี้คัดสรรมาเป็นอย่างดีจากทีมงาน ซึ่งเป็นรูปภาพที่มีคุณภาพสูงและใช้ได้ฟรีทั้งในงานส่วนบุคคลหรือเชิงพาณิชย์



2. www.unsplash.com
เว็บไซต์ Unsplash มีรูปภาพมากกว่า 300,000 รูปภาพ ในแต่ละวันมีการอัพโหลดรูปภาพหลายพันรูปลงเว็บไซต์ มีช่างภาพมากกว่าล้านคนที่อัพโหลดรูปภาพลงเว็บไซต์ให้ได้ดาวน์โหลดฟรีๆ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

3. stocksnap.io
จุดเด่นของเว็บไซต์ Stock Snap คือมีการจัดหมวดหมู่ของรูปภาพไว้อย่างละเอียด ซึ่งมีมากถึง 100 กว่าหมวดหมู่ ช่วยให้การหารูปภาพในเวลาเร่งด่วนไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

4. Freeimagebay.com
รูปภาพในเว็บไซต์ Freeimagebay สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งในงานส่วนบุคคลหรือเชิงพาณิชย์ และที่สำคัญไม่ต้องลงทะเบียนก็สามารถดาวน์โหลดได้เลย อีกทั้งยังจัดรูปภาพไว้เป็นหมวดหมู่ ทำให้หารูปภาพที่ต้องการได้ง่าย

5. Kaboompics.com
เว็บไซต์ Kaboompics มีรูปภาพน่ารักๆ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีโดยที่ไม่ต้องลงทะเบียน แต่ถ้าอยากดาวน์โหลดรูปภาพพิเศษๆ เพียงแค่ลงทะเบียนด้วยอีเมลเท่านั้นก็สามารถดาวน์โหลดได้เลย

6. www.lifeofpix.com
เว็บไซต์ Life of Pix มีทั้งรูปภาพและวิดีโอสวยๆ คุณภาพสูงให้ดาวน์โหลดได้ฟรี รูปภาพจัดไว้เป็นหมวดหมู่หาได้ง่าย และยังมีลิสต์ของช่างภาพ ซึ่งช่วยให้การหารูปภาพจากช่างภาพที่ถ่ายภาพได้ตรงกับสไตล์ที่ชอบง่าย และไวขึ้น

7. burst.shopify.com
เว็บไซต์ Burst จะมีการจัดลำดับในแต่ละสัปดาห์ของรูปภาพที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุด ช่วยให้เราหาภาพที่สวยๆ ได้ง่าย และสามารถเลือกได้ว่าจะดาวน์โหลดแบบคุณภาพสูงหรือต่ำให้เหมาะกับงานที่ทำ

8. pixabay.com
เว็บไซต์ Pixabay มีรูปภาพ, รูปประกอบ, รูปเวกเตอร์ และวิดีโอ ให้ได้เลือกดาวน์โหลดฟรีมากมาย ใช้ได้แม้กระทั่งในงานเชิงพาณิชย์โดยที่ไม่จำเป็นต้องให้เครดิตของรูปภาพ

9. foodiefactor.com
เว็บไซต์ Foodie Factor เป็นเว็บไซต์ที่รวมรูปภาพอาหาร และเครื่องดื่มให้ได้ดาวน์โหลดฟรีๆ และเป็นเว็บไซต์ในเครือเดียวกับเว็บไซต์ ISO Repubic ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่สามารถดาวน์โหลดรูปภาพได้ฟรีเช่นเดียวกัน

10. www.splitshire.com
เว็บไซต์ SplitShire มีรูปภาพ และวิดีโอสวยๆ ไม่ต้องลงทะเบียนด้วยอีเมลก็สามารถดาวน์โหลดได้ สามารถใช้ในงานส่วนบุคคลและงานเชิงพาณิชย์โดยไม่ต้องเสียเงิน

หมายเหตุ : ก่อนดาวน์โหลดรูปภาพแต่ละภาพจากทั้ง 10 เว็บไซต์ ควรจะตรวจดูอีกครั้งว่าเราสามารถใช้รูปภาพนั้นทำอะไรได้บ้าง ดัดแปลงรูปนั้นๆ ได้หรือไม่ หรือต้องให้เครดิตหรือไม่

ความรู้ส่งท้าย
Free for personal use คือ ใช้รูปภาพนั้นได้ถ้าไม่ได้ใช้ในงานเชิงพาณิชย์
Free for  commercial use คือ ใช้รูปภาพนั้นได้ในงานเชิงพาณิชย์
No attribution required คือ ไม่จำเป็นต้องให้เครดิตรูปภาพ แต่ถ้าให้เครดิตได้ก็ควรที่ทำ
Attribution required คือ ใช้ได้ฟรีแต่ต้องให้เครดิตรูปภาพ

10 คำถามสัมภาษณ์งาน ตอบยังไงให้ได้งานทำ

สิ่งที่พูด – ความจริง
1. เล่าอะไรมาคร่าวๆ เกี่ยวกับตัวคุณให้ฟังหน่อย
ผู้สัมภาษณ์อยากจะรู้ว่าเมื่อคุณเรียนจบมาได้ทำอะไรบ้าง หรือเริ่มทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่ง สิ่งที่คุณได้รับจากบริษัทเดิมมีอะไรบ้าง ?

คำถามนี้คุณควรใช้เวลาตอบเพียง 2 -3 นาที ตอบแบบกระชับ ให้ได้ใจความที่สุด พร้อมยกตัวอย่างประกอบ เช่น “หลังจากเรียนจบด้านการตลาด และเริ่มทำงานกับบริษัทการตลาดแห่งหนึ่ง ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานกันเป็นทีม ก่อนการทำงานทุกครั้งต้องวางแผนอยู่เสมอ และ ต้องแข่งขันกับเวลาที่จำกัดอยู่เสมอ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สิ่งเหล่านี้ล้วนสอนผมมา จึงทำให้ผมมักจะได้รับมอบหมายดูแลงานโปรเจคใหญ่อยู่เสมอ” แต่ถ้าคุณเป็นนักศึกษาจบใหม่ ไม่เคยทำงานที่ไหนมาก่อน คุณสามารถพูดถึงกิจกรรมนักศึกษาที่คุณเคยทำมาได้เหมือนกัน


2. ทำไมคุณถึงลาออกจากงานเก่า
ควรตอบด้วยความเป็นจริงให้มากที่สุด สั้นๆ กระชับ ให้ได้ใจความพร้อมกับเหตุผลประกอบ และถ้าการออกจะที่เก่ามันเลวร้ายมากๆ คุณก็ไม่ควรจะบอกกับผู้สัมภาษณ์งาน อย่าลืมว่าผู้สัมภาษณ์อาจขออนุญาตติดต่อกลับบริษัทเก่า เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเหล่านั้น สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงที่สุดสำหรับการตอบคำถามนี้คือ การวิจารณ์ที่ทำงานและเจ้านายเก่า เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูแย่ และนั่นหมายถึงโอกาสที่คุณจะได้งานนี้ย่อมจบลงเช่นกัน

3. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเราบ้าง
ก่อนจะเข้ามาสัมภาษณ์คุณต้องข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้องกับตัวบริษัทไม่ว่าจะเป็น ประวัติความเป็นมาขององค์กร วัฒนธรรม วิสัยทัศน์ ภาพลักษณ์องค์กรรวมถึงตัวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถค้นหาได้ตามหน้าเว็ปไซค์ของบริษัทนั่นเอง คุณอาจจะโทรเข้ามาสอบถามกับทางประชาสัมพันธ์ของบริษัทนั้น เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับตัวบริษัท การที่คุณได้มีเตรียมตัวหาข้อมูลก่อนไปสัมภาษณ์มันแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่า คุณตั้งใจที่จะเขามาทำงานที่บริษัทแห่งนี้

4. ทำไมคุณถึงมาสมัครงานกับบริษัทเรา
คำถามนี้จะเป็นอะไรที่ง่ายมากๆ ถ้าคุณได้มีการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวองค์กรมาพอสมควร การตอบคำถามทุกครั้งควรตอบอย่างมีเหตุมีผลเช่น

“ตอนที่ผมได้เรียนอยู่ และได้ทราบว่าจากรุ่นพี่เกี่ยวกับบริษัทแห่งนี้ ที่ได้เปิดโอกาสให้กับนักศึกษาจบใหม่ ได้เข้าทำงาน ซึ่งคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ผมจะได้เรียนรู้ และเพิ่มความสามารถให้กับตัวผม”

“ช่วงที่ผมได้ทำงานบริษัทเก่าอยู่ ผมได้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนี้ที่ได้เปิดโอกาสให้กับพนักงานทุกคน พิสูจน์ความสามารถ และโปรโมตตัวเอง เพื่อเลื่อนขั้นได้ครับ”

5. ตามความเข้าใจของคุณ คิดว่าตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง
คุณควรทำการบ้านก่อนมาสัมภาษณ์ ด้วยการอ่านรายละเอียดของตำแหน่งงาน และคุณสมบัติต่างๆ ที่ทางบริษัทต้องการทำความเข้าใจกับมัน ตอบให้สั้นและกระชับใจความ สิ่งสำคัญก่อนตอบต้องมั่นใจว่าเข้าใจ ถ้าไม่แน่ใจส่วนไหนไม่ต้องกลัวที่จะถาม อาจตั้งคำถามกลับในทำนองว่า เข้าใจตำแหน่งงาน แต่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อมูลกลุ่มลูกค้า และผลิตภัณฑ์มากนัก อยากให้ช่วยอธิบายให้เข้าใจในเบื้องต้นและ ถ้าไม่รู้อย่าพยายามตอบเพราะถ้าตอบผิด นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ทำการบ้านมาไม่ได้ให้ความสนใจกับงานนี้ แถมยังมั่วอีกต่างหาก

6. ถ้าคุณได้มาทำงานกับบริษัท คุณคิดจะทำอะไรให้กับบริษัทมากที่สุด
คำถามนี้แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ความสามารถความชำนาญของตัวคุณเอง การตอบคุณควรตอบอย่างมั่นใจคำตอบที่คุณตอบไปสามารถบ่งบอกถึงความตั้งใจจริงในการทำงาน และความสามารถของตัวคุณเอง ไม่ว่าวิธีการคิดของคุณที่จะนำมาใช้กับบริษัทได้หรือไม่นั้น แต่ขอให้คุณใช้ประสบการณ์และความรู้ที่เรียนมาตอบออกไป

7. งานอดิเรกที่คุณทำเป็นประจำมีอะไรบ้าง
คำถามประเภทนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการจะดูด้านอุปนิสัย บุคลิกภาพ ของตัวผู้สมัครว่าเป็นคนอย่างไร และยังสามารถรู้ถึงความคิด ความอ่าน การสังเกตุ และการเข้าร่วมกับคนอื่นๆ

“ผมชอบอ่านข่าว คุณก็จะถูกถามถึงเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันว่าเกิดอะไรขึ้นคุณมีความคิดเห็นต่อข่าวนี้ยังไงบ้าง”

“ผมชอบเล่นกีฬา กีฬาที่เล่น เพราะอะไรทำไมถึงชอบเล่นกีฬาประเภทนี้ คุณได้อะไรจากการออกกำลังกายบ้าง”

8. อะไรคือ จุดเด่น/จุดอ่อนของคุณ
จุดเด่นควรจะบอกอะไรที่คิดว่าดีที่สุดในตัวเรา และสามารถนำความสามารถนั้นมาใช้กับงานที่จะสมัครได้ เช่น“ผมเป็นคนไม่ชอบหยุดนิ่ง เนื่องจากชอบ ชอบทำกิจกรรมใหญ่ๆอยู่เสมอ”

จุดอ่อนควรจะบอกในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะปรับปรุงหรือทำแล้ว และควรบอกถึงผลหลังการปรับปรุงด้วยเช่น “ภาษาอังกฤษของผมอ่อนมากๆ ซึ่งตอนนี้ผมกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่ เรียนมาได้ 4 เดือนแล้ว และผลการเรียนนี้เอง ทำให้ผมสามารถโต้ตอบจดหมายที่เป็นภาษาอังกฤษได้”

9. คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่
เป็นเรื่องที่ยากในการตอบคำถามประเภทนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกเงินเดือนที่มาก หรือ น้อย ย่อมส่งผลกระทบต่อตัวเราทั้งสิ้น ทางที่ดีในการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเดือนนี้ เราควรจะหาข้อมูลจากทางเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานในบริษัทหรือ คล้ายกับตำแหน่งที่คุณสมัครก่อน แต่ถ้าหากผู้สัมภาษณ์เสนอเงินเดือนมาสูงหรือต่ำกว่าที่คุณตั้งไว้ คุณก็อย่าเพิ่งรีบตอบตกลง คุณอาจจะขอเวลาในการพิจารณาสัก 1-2 วัน แล้วค่อยให้คำตอบก็ได้เพราะถ้าเกิดคุณตอบตกลงไปแล้ว และคุณมาขอขึ้นทีหลังก็เหมือนกับว่า คุณเป็นประเภทคนโลเลไม่น่าเชื่อถือได้

10. คุณมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม
ถ้าเจอคำถามนี้ ย่อมหมายถึงการสัมภาษณ์ได้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในการตอบคำถามข้อสุดท้ายนี้จะตอบอย่างไรดี ที่จะแสดงว่าเราเป็นคนเอาใจใส่เช่น

“สวัสดิการที่ผมจะได้รับมีอะไร” หรือ คุณอาจจะไม่ต้องการถามอะไรก็ได้ เพราะถ้าคุณได้ทราบข้อมูลของบริษัทนี้มากพอแล้ว แต่ถ้าเกิดสงสัยจริงๆ ก็ควรตั้งคำถามที่ฟังแล้วดูดีและที่คาดว่าน่าจะถูกใจนายจ้างของคุณให้มากที่สุด

วิธีการเตรียมตัว เตรียมชีวิต ก่อนคิดออกจากงาน

ความที่มีอาชีพเป็นนักจัดรายการ ที่พูดคุยให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลายนี่เอง ทำให้หลายคนยกให้เธอเป็นศิราณี ที่ปรึกษาปัญหาเบื่องาน อยากออกจากงาน ซึ่งจากประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เธอได้ค้นพบข้อคิด และข้อแนะนำมากมาย ซึ่งเธอได้รวบรวม มาเป็นแต่ละขั้นตอนของการให้คำแนะนำก่อนออกจากงานดังนี้

- Step1: ถามใจตัวเอง เบื่องานจริงมั้ย?

คุณหมีบอกว่าหากคิดจะออกจากงาน ให้ถามตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ว่าเรากำลังเบื่องานจริงหรือเปล่า หรือแค่เบื่อๆ อยากๆ ที่สำคัญ สาเหตุที่เราเบื่อนั้นเกิดจากใจของเราเอง หรือเกิดจากตัวงานกันแน่

“ทุกครั้งจะพยายามถามคนที่เบื่องานกลับไปว่า เบื่อจริงหรือเปล่า มันเบื่อๆ อยากๆ ไหม เพราะว่าที่ทำงานทุกที่ในโลกนี้มันก็น่าเบื่อหมดแหละ มันอยู่ที่ว่า เราจะจัดการความเบื่อของเราอย่างไร และที่สำคัญคือ เราชอบงานนั้นอยู่มั้ย มันเป็นงานที่เราจะสามารถทำมันได้อย่างมีความสุขหรือเปล่า เพราะมีหลายคนเลย ที่พอเจออะไรที่น่าเบื่อนิดๆ หน่อยๆ ก็ตีความเหมารวมว่างานนี้น่าเบื่อ โดยที่ไม่ได้แยกแยะว่า จริงๆ ที่เบื่อ เบื่อเพราะอะไร เพราะใจตัวเอง หรือเบื่อเพราะงาน แล้วพอลาออกไป ไปสมัครที่ใหม่ก็เบื่อ แล้วก็ลาออกอีก

เคยมีคุณหมอท่านหนึ่งบอกว่า เวลาที่เราจะจัดการ จะตัดสินใจอะไรสักอย่างหนึ่ง ให้เราแยกระหว่างอารมณ์กับปัญหา สมมุติว่าเรามีปัญหาที่ทำงานที่นี่ ให้แบ่งปัญหาเป็น 2 ส่วนคือ ปัญหาที่เกิดจากความรู้สึกในใจเรา และปัญหาที่ตัวงานจริงๆ แล้วก็ลองแก้ที่ใจของเราก่อน ถ้าแก้ที่ใจของเราเรียบร้อยแล้ว ปัญหานั้นมันยังไม่จบ มันก็ยังคงอยู่ แสดงว่ามันเป็นปัญหาตรงนั้นจริงๆ แต่หลายครั้งที่พบว่า เพียงแค่เราปรับใจของเรา ปัญหามันก็อาจจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้วก็ได้

ดังนั้นถ้าเจอปัญหาอะไร อยากให้มาแก้ที่ใจของเราก่อน ว่าตอนนั้นใจของเรามันเที่ยงตรง มองทุกสิ่งอย่างเป็นกลางเพียงพอแล้วหรือเปล่า เรากำลังโกรธ กำลังเกลียดอะไรไหม ถ้ากำลังโกรธกำลังเกลียดอะไร แนะนำว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาจจะต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง ขอให้ตัดสินใจในขณะที่ใจของเรามันค่อนข้างเป็นกลาง ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียด ไม่ได้เครียด ไม่ได้เศร้า การตัดสินใจในภาวะแบบนั้น มันมีประสิทธิภาพดีกว่ากันเยอะเลย”

Step2: รอเวลา ดูใจให้แน่


- แม้จะผ่านขั้นแรกมาได้ ตัดสินใจแล้วว่าต้องการลาออกจากงานชัวร์ แต่คุณรัศมีก็ยังแนะนำว่า การตัดสินใจออกจากงานถือเป็นใหญ่ ต้องคิดให้รอบคอบ และให้เวลาย้ำเตือนเราว่า การตัดสินใจของเราถูกต้องสำหรับเราแล้วจริงๆ

“หากคิดได้แล้วว่า เราเบื่อที่ตัวงานจริงๆ แก้ปัญหาที่ใจเราก็ไม่หาย อย่างไรก็ต้องออก แนะนำว่าให้รออีกสักพัก เอาให้แน่ใจว่าการตัดสินใจนั้นเกิดจากเหตุผลจริงๆ ถ้ารอสักสัก 2-3 เดือน แล้วอารมณ์มันยังไม่เปลี่ยน อยู่แล้วมีความทุกข์มากเลย แบบตื่นขึ้นมาแล้วไม่อยากทำงานเลย ทุกวันเป็นอย่างนี้มาหลายเดือนแล้ว ยิ่งอยู่ยิ่งสุขภาพจิตแย่ แก้ทุกสิ่งทุกอย่างก็แล้ว อะไรก็แล้ว ก็ยังไม่ดีขึ้น นั่นแหละค่ะ โอเค อาจจะพิจารณาออก”

Step3: เตรียมแผน-เตรียมเงิน ระหว่างว่างงาน


ขั้นตอนต่อไป ถ้าคิดว่าออกแน่แล้ว ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองก่อนว่า

“ถ้าจะออกตอนนี้ คุณได้เตรียมแผนการในชีวิตไว้หรือยัง เงินเก็บที่มีอยู่ จะสามารถใช้ต่อได้กี่เดือน ถ้าเกิดว่า เรายังไม่สามารถหางานใหม่ได้ ภายใน 2-3 เดือน เงินที่เรามีอยู่ จะพออยู่ พอกินไปได้นานแค่ไหน ซึ่งตรงนี้มันต้องมีการเตรียมการที่ดีมาก ต้องบอกว่าให้คิดและวางแผนให้รอบคอบที่สุด อย่าออกเพราะความสะใจ ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะเสียใจ แล้วก็จะทุกข์ใจ”

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่คุณรัศมีย้ำนักย้ำหนา ก็คือ เมื่อลาออกจากงานที่เดิมแล้ว ต้องเตรียมใจเอาไว้ว่าการไปทำงาน ณ ที่แห่งใหม่ อาจไม่ได้ดีไปกว่าที่เก่า หรือแย่พอกัน เข้าทำนองหนีเสือปะจรเข้ก็เป็นได้

“เมื่อคิดแน่ว่าจะลาออก ต้องเตรียมใจคุณไว้ว่า ไปทำงานที่ใหม่อาจจะไม่ได้ดีกว่านี้ หรืออาจแย่พอกัน เหมือนหนีเสือปะจระเข้ก็เป็นไปได้ เพราะงานทุกที่ มันมีทั้งดีและไม่ดีปนกันไป แต่มันอยู่ที่ว่าเราอยากจะได้อะไร เป้าหมายในชีวิตของเราคืออะไร แล้วงานนี้มันตอบโจทย์เราได้ไหม ให้มองภาพใหญ่น่ะค่ะ ถ้าเรามองภาพใหญ่ว่างานนี้มันตอบโจทย์โดยรวมของเราได้ ปัญหาที่เกิดขึ้น เราก็จะอดทนกับมันได้อย่างมีพลัง ไม่ต้องอดทนกับมันแบบทุกข์ทน”

 *กลเม็ดทำงาน ให้มีความสุข

เมื่อมาถึงสุดทาง หรือได้ตัดสินใจแล้ว ว่าจะอยู่ต่อหรือลาออกจากงาน แต่ใช่ว่าการตัดสินใจออกจากงาน หรือทำใจสู้ทนทำงานต่อไปได้ จะเป็นจุดสิ้นสุดเสียเมื่อไหร่ เพราะอย่างที่คุณรัศมีว่า การทำงานทุกที่ย่อมมีปัญหาแตกต่างกันไป นักจัดรายการสาวผู้นี้ จึงนำเคล็ดลับทำงานอย่างเป็นสุข มาบอกต่อ ให้คุณๆ นำไปปรับความคิด ปรับวิถีชีวิต เพื่อที่ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่ที่ใด ก็จะได้มีความสุขไงคะ...

Trick1: ออกกำลังกายสร้างสุข


- กูรูที่ปรึกษาปัญหาเบื่องานของเราเล่าว่า ความรู้นี้เกิดขึ้นหลังจากเธอหอบประเด็นความเครียดจากการทำงาน ไปปรึกษาคุณหมอท่านหนึ่ง ว่าควรปรับความคิดอย่างไร แต่คุณหมอท่านนั้น กลับแนะนำให้เธอไปออกกำลังกายและบอกกับเธอว่า เมื่อออกกำลังกายแล้ว หลายอย่างในชีวิตรวมถึงปัญหาความเครียดจะดีขึ้น

- “แต่ก่อนเคยมีปัญหาเรื่องเครียด ไม่มีความสุขกับชีวิตการทำงานเหมือนกัน แล้วด้วยความที่เราทำงานด้านสุขภาพจิตอยู่แล้ว ก็ไปปรึกษาคุณหมอ คุณหมอท่านแนะนำให้ไปออกกำลังกาย ตอนแรกเราก็ งง ว่าเอ๊ะ ทำไมแนะนำอย่างนี้ แต่พอลองไปทำดูจริงๆ แล้ว เออ! มันใช่ มันจริงอย่างที่คุณหมอบอก

- เพราะเราได้ค้นพบมาว่า จริงๆ แล้วการออกกำลังกาย มันไม่ได้มีผลดีต่อร่างกายของเราอย่างเดียว มันมีผลต่อใจของเรา มันมีผลต่อเรื่องของความสัมพันธ์ มีผลต่อเรื่องการทำงานด้วย เพราะเวลาร่างกายดี จิตใจของเราก็จะดีไปด้วย แล้วอย่างอื่นก็จะดีตามมา อย่างเช่น วันนี้เราหงุดหงิดมาก ปวดหัวคิดอะไรไม่ออก เราไม่รู้จะแก้ปัญหาที่มีอยู่อย่างไร ไปออกกำลังกายไปว่ายน้ำ สักชั่วโมง ไม่ต้องคิดเรื่องงาน ไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะไปแก้ปัญหามันอย่างไร วางมันไว้
-
- พอออกกำลังกายเสร็จ โลกมันเปลี่ยนไปเลยนะคะ คือ พอเอ็นโดรฟิน (Endorphin) หรือสารที่ทำให้มีความสุขในร่างกายมันหลั่ง เราก็จะรู้สึกมีความสุขขึ้น ใจมันก็เปลี่ยน พอใจมันเปลี่ยน บางทีเรื่องที่มันมีปัญหาก่อนหน้านี้ มันไม่มีปัญหาแล้วนะ เราก็จะมองว่าเออ ไม่เห็นเป็นไรเลย ปัญหานี้เดี๋ยวก็แก้ไขไปได้ เพราะฉะนั้นอยากจะบอกว่า การออกกำลังกาย หรือการหาเวลาให้ตัวเองได้ไปพักผ่อนนอกจากเรื่องงาน มันเป็นส่วนสำคัญในการที่จะปรับสมดุล การทำงานของเราได้เป็นอย่างดี อยากให้ทุกคนลองดูค่ะ”

- หลายคนอาจเริ่มเถียงในใจว่า ก็ฉันงานเยอะนี่นา แล้วจะหาเวลาไปออกกำลังกายได้ยังไงเล่า? อันนี้คุณรัศมี เธอมีคำแนะนำมาแบบนี้ค่ะ

- “อารมณ์ทำงานเยอะ จนรู้สึกว่าไม่มีเวลาว่าง อารมณ์ขี้เกียจ เป็นเรื่องปกติของทุกคนค่ะ ช่วงแรกตัวเองก็เป็น แต่วิธีการแก้ก็คือ ต้องขัดใจตัวเองบ้าง ต้องบังคับตัวเองให้ได้ เพราะบางอย่างเรารู้ว่ามันคือสิ่งที่ดี แต่ใจของเรามันไม่อยากไป เราก็ต้องขัดใจมัน คือขัดใจตัวเองให้มากขึ้น คิดว่าทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ หากเราบังคับจิตใจได้ เหตุผลข้ออ้างอื่นๆ มันก็จะหมดไป”

Trick2: ฝึกอยู่กับความเงียบ

- สำหรับเรื่องการอยู่แบบเงียบๆ นี้ กูรูรัศมีหมายถึง การสร้างสมาธิให้กับตัวเองค่ะ เพราะปัจจุบันสาวๆ ในเมืองใหญ่จำนวนมากอยู่แต่กับความวุ่นวาย เมื่อกลับบ้านก็เปิดทีวี แก้เหงา ซึ่งแท้จริงแล้ว การเปิดสิ่งบันเทิงเป็นเพื่อน คือ การทำให้เรายิ่งอยู่ไกลจากจิตใจของตัวเอง
-
- “หมีเป็นคนอยู่คนเดียว เมื่อก่อนพอกลับถึงบ้านก็จะเปิดทีวี แต่พอหลังๆ ลองไม่เปิดทีวี ก็รู้สึกว่าโลกมันสงบดีนะ เรานั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ หากทำงานก็ได้งานเยอะขึ้น แล้วก็ได้ความสงบ มันเป็นอีกโลกหนึ่งที่เราอาจจะลืมมันไปว่า จริงๆ แล้วมันก็มีโลกนี้อยู่นะ โลกที่เงียบสงบ ที่ทำให้เรามีสติมากขึ้น แล้วมันผ่อนคลาย เราอาจจะเลือกเปิดเพลงเบาๆ คลอไป แล้วพอเราผ่อนคลาย หายเครียด มันก็เหมือนเชาร์ตแบตไปในตัว ดีกว่าดูแต่ทีวี แล้วก็ไม่ได้ผ่อนคลายอะไร
-
- อันนี้คือ ปัญหาของคนเมืองนะ เพราะเราจะเจอแต่สิ่งเร้า อยากได้โน่นได้นี่อยู่ตลอดเวลา แต่การอยู่กับตัวเองมันจะทำให้เราสงบขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น แล้วพอเราเข้าใจตัวเองเราก็จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น”

Trick3 : ใช้ธรรมะ ปรับใจให้แข็งแรง

- การใช้ธรรมะปรับใจให้แข็งแรงขึ้นนี้ ได้มาจากประสบการณ์ตรงของคุณรัศมีเธอเองค่ะ ซึ่งเธอออกตัวไว้ก่อนว่า เรื่องของธรรมะนี้สำหรับบางคนมันอาจเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจ ดังนั้นเธอจึงแนะนำหลายๆ คนว่า ให้หาเวลาไปฝึกปฏิบัติธรรมแล้วจะเข้าใจเรื่องนี้ได้มากขึ้น
-
- “อันนี้มาจากประสบการณ์ตัวเอง ที่ก่อนหน้านี้เคยไปช่วยงานที่เสถียรธรรมสถาน แล้วท่านแม่ชีศันสนีย์มักจะบอกบ่อยๆ ว่าทุกข์มีไว้ให้เห็น ทุกข์ไม่ได้มีเอาไว้ให้เป็น ตอนนั้นเราคิดว่าเราเข้าใจนะ แต่จริงๆ แล้ว เราไม่เคยเข้าใจมันเลย จนกระทั่งเราได้ไปปฏิบัติจริงๆ ถึงจะรู้ว่า
-
- ความทุกข์หรือไม่ทุกข์นั้น มันอยู่ที่ใจเราเอง คือ ถ้าเรารู้เท่าทันใจของตัวเอง เราก็จะรู้ว่าเราจะอยู่กับใจของตัวเองอย่างไร แล้วเราจะจัดการมันอย่างไรที่จะไม่ทำให้มันทุกข์ ที่จะให้เราไม่ต้องเป็นทาสของอารมณ์ ถ้าเราเข้าใจ จิตใจของตัวเอง เราก็จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้นด้วย แล้วปัญหาของคนทุกวันนี้ ตัวหมีเองรู้สึกว่ามันมาจากการที่เราไม่เข้าใจอารมณ์ตัวเอง และก็ไม่เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง
-
- พอมันไม่เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง มันเหมือนไม่เคยออกกำลังใจ ไม่เคยชะล้าง ไม่เคยขัดเกลา ก็จะเป็นปัญหาของคนอื่นได้ด้วย อันนี้เป็นการออกกำลังใจในความหมายของหมี ซึ่งในฐานะที่เราอยู่ในประเทศที่มีสถานที่ปฏิบัติธรรมเยอะ มีครูบาอาจารย์ที่สอนเรื่องนี้เราได้มากมาย ถ้ามีเวลา อยากจะแนะนำว่า ไปออกกำลังใจ ไปอยู่เงียบๆ ไปดูให้เห็นใจของตัวเอง ว่าใจของตัวเองมันมีธรรมชาติอย่างไร อะไรที่มหัศจรรย์หลายอย่าง จะเกิดขึ้นจริงๆ อย่างไม่น่าเชื่อ”

- ส่วนเรื่องการนำธรรมะไปปรับใช้กับการทำงานนั้น เธอยืนยันว่าได้ผลดีทีเดียวค่ะ

- “แต่ก่อนตัวเองจะเป็นคนที่ขี้หมั่นไส้มาก ประมาณว่าถ้าอารมณ์ไม่ดีอยู่ แค่รถคันที่ขับผ่านหน้ามีสีสันไม่สวย ไม่ถูกใจ เราก็หงุดหงิดแล้ว แต่พอเราปฏิบัติธรรมแล้ว มันจะช่วยลดอคติ ตรงนี้ไปได้เยอะ อย่างเช่นเวลาทำงานประชุมกัน ถ้าคนที่เราไม่ชอบเสนอความคิดเห็น ถ้าเป็นแต่ก่อน คนนั้นยังไม่ทันอ้าปากเลย เราเตรียมค้านไว้แล้ว เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวพูดเมื่อไหร่ ฉันจะค้านให้น่าดู แต่พอตอนนี้เราก็โอเค ไม่ชอบก็ไม่ชอบ แต่จะฟังในสิ่งที่เค้าพูด แล้วก็ว่ากันไปตามความจริง อะไรที่มันดีก็ว่ามันไปตามดี อะไรที่ไม่ดีก็ว่าไปตามที่ไม่ดี ว่ากันไปตามเหตุตามผล ไม่ใช่ตามอารมณ์”

- แม้จะปฏิบัติธรรมมาพอสมควร แต่เธอยอมรับว่าเคยมีผิดพลาด เพราะควบคุมใจอารมณ์ของตัวเองไม่ทัน จนทำเพื่อนร่วมงานเสียใจถึงขั้นลาออกจากงานเพราะเธอมาแล้ว

- “เคยโมโหน้องที่ทำงานด้วยกัน คือ เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ข้ามหน้าข้ามตา พูดจาไม่รู้เรื่อง มีอยู่วันหนึ่งเขาโทรศัพท์มาหา หลังเขาถือวิสาสะเปลี่ยนงานที่เราทำไว้ ซึ่งเปลี่ยนแล้วก็ไม่ดีขึ้น เราต้องมานั่งรับผิดชอบทำใหม่ให้อีก พอเขาโทรมาปุ๊บ เราก็ด่าเขาแบบไม่หยุดไป 20 นาที ไม่ปล่อยโอกาสให้น้องเขาแก้ตัว หรือแม้แต่จะเอ่ยปากพูด ก็ด่าไปจนแบตเตอรี่มือถือหมด เราก็อ้าวแบตฯ หมดแล้วเหรอ ยังด่าไม่หมดเลย เค้าก็วางไป

- ปรากฏว่า รุ่งขึ้นน้องคนนั้นลาหยุดไปประมาณ 2 วัน ไม่มาทำงาน ตัดผม เหมือนคนอกหักเลย แล้วก็ยื่นใบลาออกเลย ซึ่งตอนนั้นเราก็เสียใจมาก สุดท้ายแล้วเรากับหัวหน้าน้องเขาก็พยายามเกลี้ยกล่อมอยู่พอสมควร กับการที่น้องคนนั้น ยังคงทำงานอยู่ต่อไป ซึ่งเราก็มานั่งทบทวนตัวเองว่า เราไม่ทันอารมณ์ตัวเองจริงๆ ซึ่งนี่ก็เป็นบทเรียนของตัวเอง ที่อยากเตือนคนอื่นว่า เราต้องรู้ทันใจตัวเอง ไม่อย่างนั้นเราก็จะเผลอไปทำร้ายคนอื่นได้ง่าย”

เคล็ดลับการทำงานร่วมกับ “คนโมโหร้าย”

เมื่อขึ้นชื่อว่า เคยเป็นหนึ่งในคนขี้หงุดหงิด และโมโหร้าย (เป็นบางครั้ง) มาก่อนคุณหมีเลยมีคำแนะนำว่า ทำอย่างไรเมื่อเจอคนใจร้ายในที่ทำงานมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

“จากประสบการณ์ คนที่น่ากลัวที่สุดมักเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด คนที่ใช้อารมณ์กับคนอื่น คนที่ชอบระเบิดอารมณ์ใส่คนอื่น ถ้าลองหาข้อมูลชีวิตเขาดีๆ ร้อยละ 90 มักจะเป็นคนที่น่าเห็นใจ มักจะไม่มีความสุขในชีวิต ถ้าเรามองแบบนี้ เราจะเห็นใจ แล้วพอเราเห็นใจเขา เขามาร้ายอะไรกับเรา เราจะไม่โกรธเขานะ แล้วบางทีการเมตตาต่อกัน มันเป็นพลังที่ส่งถึงกันได้

อย่างตัวเองแต่ก่อนเป็นคนขี้โมโห แต่จะกลัวคนมาทำดีด้วย เพราะถ้าเกิดว่าเราร้ายกับใครสักคน แล้วเขามาว่ากลับ เราก็จะรู้แล้วว่าเราจะทำอย่างไรต่อ ขั้นต่อไปจะทำอย่างไร แต่ถ้าเราไปร้ายเขา แล้วเขามาดีกับเรา เหมือนไม่รับมุก เรานี่ตายเลยนะ หลายคนเป็นโรคแพ้ความดี เพราะฉะนั้น ดีไว้ก่อน

อีกอย่างคือ ใช้คำชมค่ะ แต่ต้องชมออกมาจากความจริงใจนะ เช่นวันนี้แต่งหน้าสวยจังเลย แค่นี้เขาก็มีความสุขแล้ว อันนี้มันก็จะมีประโยชน์คือ ถ้าเราได้ชมคน ตัวเราเองจะมีความสุขก่อน แล้วความสุขนั้นมันก็จะส่งต่อไปให้กับคนอื่นๆ ดังนั้นชมกันให้มากๆ โดยเฉพาะคนในครอบครัว แล้วก็หัวหน้างาน ที่เขาชอบด่าเราตลอด ลองชมเขาดูสิคะ หรือบางครั้งพอเขาด่าเรา ให้บอกว่าจริงด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะที่เตือน จริงๆ แล้วเป็นความสะเพร่าของดิฉันเอง แล้วต่อไปเราจะพยายามทำให้ดีขึ้น ลองชมเขาดู แล้วบางทีอะไรมันอาจจะเปลี่ยนไปได้ค่ะ” คุณรัศมีแนะนำทิ้งท้าย

ช่วงเวลา กับการใช้พลังงานทำงาน

ธรรมชาติร่างกายคนเรานั้น มีขีดจำกัด เพื่อให้ได้รับ ผลประโยชน์สูงสุด และสามารถนำพลังงานมา ใช้ในการทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในแต่ละวัน คุณควรปฏิบัติ ตามเคล็ดลับดังต่อไปนี้

10.00 น.
การทำงานของร่างกาย ในแต่ละคนนั้น มีจังหวะไม่เท่ากัน บางคนอาจจะอารมณ์เสีย ช่วงเวลาเช้า ขณะที่บางคนอารมณ์ดีตั้งแต่ตื่นนอน อย่างไรก็ดี เวลาเช้าเป็นเวลา ที่อุณหภูมิในร่างกาย ความดันโลหิต และชีพจร อยู่ในระดับสูงสุด ทำให้ช่วงเวลา 10 โมงเช้าเป็นเวลาที่เหมาะในการสร้างงานที่มีคุณภาพ



11.00 น.
ใกล้เที่ยงสัญชาตญาณ ในร่างกาย จะกระตุ้นให้ความก้าวร้าว ในตัวคุณตื่นตัว ดังนั้นให้ใช้ ประโยชน์จากมันด้วยการทำในสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุด ซึ่งอาจจะทำให้คุณได้ข้อมูลสำคัญ หรือได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้

13.00 น.
หลังอาหารเที่ยงไม่ว่าใคร ก็ต้องรู้สึกเฉื่อยแฉะ ด้วยกันทั้งนั้น เพราะว่าหนังท้องตึง ด้วยน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต ที่คุณรับประทานเข้าไปหยกๆ มีส่วนสกัดกั้น การหลั่งของ อินซูลิน จึงเป็นเวลาเหมาะที่คุณจะทำอะไรเบาๆ ไม่ใช้สมองมากนัก เช่น การจัดเก็บ เอกสาร เช็กอีเมล์ หรือแม้แต่การอ่านจดหมายเวียนในออฟฟิศ

15.00 น.
ตอนนี้อาหารมื้อเที่ยงย่อยไปเกือบจะหมดแล้ว ฮอร์โมนตัวที่ทำให้คุณรู้สึกดี สดใส อารมณ์ดีไม่เคร่งเครียด จะถูกปล่อยออกมา จึงทำให้คุณและคนรอบข้าง ดูเหมือนว่า มีมนุษยสัมพันธ์ดีขึ้นมาอย่างผิดปกติ นี่จึงเป็นเวลาดีที่จะขอความช่วยเหลือ จากเจ้านาย หรือเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอคำแนะนำหรือขอความร่วมมือต่างๆ 

นิสัยแย่ๆ ที่ทำให้คุณไม่ก้าวหน้า (สำหรับผู้หญิง) ใครเป็นแบบนี้ ซ่อมด่วน

อยากเป็นหญิงเก่ง ทั้งดูมาดมั่น และก้าวหน้าลองสำรวจดูว่า คุณมีนิสัยที่ต้องซ่อมแซมแค่ไหน ?

มีข้อแก้ตัวทุกครั้งที่นายตำหนิ
ถ้าคุณเผลอแก้ตัวข้าง ๆ คู ๆ เมื่อนายวิจารณ์ผลงานของคุณ โอกาสเป็นดาวรุ่งของคุณก็เหลือน้อยเต็มที ทางที่ดี คุณควรเก็บอาการ เก็บอารมณ์ แล้วฟังคำวิจารณ์ของนาย ถ้าเป็นความผิดพลาดของคุณจริงควรแสดงความยอมรับ และแสดงท่าทีให้นายเห็นว่า ความผิดพลาดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก และแม้จะไม่ใช่ความผิดของคุณ คุณอย่า โต้ตอบโดยใช้อารมณ์ ควรหาเวลาส่วนตัว ชี้แจงกับนายจะดีกว่า




ทำตัวเป็นคุณหญิงสายเสมอ
 ลืมไปเลยกับคำกล่าวที่ว่า มาสายดีกว่าไม่มา เพราะการทำตัวสายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเรื่องงาน เป็นสิ่งบ่งบอกว่า คุณเป็นคนเฉื่อยชา และไม่ใช่นักจัดการที่ดี เพราะแค่บริหารเวลา คุณยังล้มเหลว จึงไม่น่าแปลกใจที่นายจะไม่กล้ามอบตำแหน่งสำคัญของงานให้กับคุณ ในขณะที่คนที่มาทำงานตรงเวลา แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในการทำงาน และจะเป็นการดีมากถ้าคุณมาทำงานก่อนนาย เริ่มต้นทำตัวเป็นคนตรงต่อเวลา ด้วยการ ตั้งนาฬิกาปลุกให้เร็วขึ้น 20 นาที จะช่วยให้คุณไปถึงที่ทำงานได้เช้าขึ้น

มีปัญหาในการสื่อสาร
เขาบอกว่า การที่จะเป็นหัวหน้าที่ดีนั้น คุณต้องสื่อสารให้เป็น คนที่พูดให้ใครฟังไม่รู้เรื่อง ย่อมไม่สามารถทำให้ทีมงานหรือลูกน้อง ทำในสิ่งที่เป็นเป้าหมายร่วมกันได้ คนทุกคนพูดได้ แต่พูดให้คนอื่นเข้าใจ และโน้มน้าวใจเขาได้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ถ้าอยาก เป็นหัวหน้างาน ก็ควรพัฒนาทักษะในการสื่อสารของคุณ เพราะ นักบริหารที่เก่ง ต้องสามารถพูดได้กระชับ เข้าใจ และตรงประเด็นและสามารถโน้มน้าวให้เขาฟังในสิ่งที่คุณพูด ทำในสิ่งที่คุณต้องการอย่างเต็มใจ

จับกลุ่มนินทา
 แม้คอลัมน์ Gossip ตามหน้าหนังสือจะเป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาขาเมาท์ทั้งหลาย เพราะคนเรานั้นมักสนใจเรื่องลับๆ ของคนดัง แต่การนินทาในออฟฟิศ เป็นเรื่องที่ไม่สร้างสรรค์เอาเสียเลย มีรายงานบอกว่า คนที่อยู่ในสถานะที่ด้อยกว่า มีแนวโน้มที่จะนินทาว่าร้ายคนที่อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า บ้างก็ใช้การนินทาเป็นการระบายความคับข้องใจ บ้างก็แสดงเพื่อลบปมด้อยของตัวเอง โดยการทำให้บุคคลที่สามดูด้อยค่า ถ้าคุณขืนไปร่วมวงสนทนาด้วย สักวันหนึ่งคุณอาจจะเผลอผสมโรงซึ่งย่อมทำให้คุณขาดความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ มีปัญหาได้ ทางทีดีทำหูทวนลมซะ หรือหลีกเลี่ยงอย่างนุ่มนวล

ปฎิเสธการขอความช่วยเหลือ
การเป็นคนเก่งนั้น ไม่ได้หมายความว่า คุณจะไม่กล้ารับความช่วยเหลือจากคนอื่นในยามที่ติดปัญหา ถ้างานที่คุณได้รับมอบหมาย คุณไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด การขอความช่วยเหลือจากคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ไม่ได้ทำให้โอกาสในการประสบความสำเร็จของคุณลดน้อยลงไปแต่อย่างใด ตรงกันข้ามคำแนะนำจากพวกเขาอาจทำให้คุณมีทางออกที่ดีสำหรับปัญหาที่ติดขัด และย่อมทำให้ผลงานของคุณเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้นเสียอีก

ติดอินเตอร์เน็ตในเวลางาน 
ไม่ได้ปฎิเสธหรอกว่า อินเตอร์เน็ต อาจจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนเราได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และต้องขอบคุณที่เรามีอีเมลใช้ในการติอต่อ ซึ่งเป็นช่องทางในการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพราคาถูก และทรงอิทธิพลทีเดียว รวมทั้งมีเวบไซต์ดี ๆ ทั้งในด้านบันเทิงและเพิ่มพูนความรู้ มีผู้เชี่ยวชาญบนอินเตอร์เน็ต ที่พร้อมจะให้คำแนะนำในด้านต่าง ๆ รวมทั้งมีเพื่อนที่พร้อมจะแชร์ความรู้สึก ความคิดเห็น แม้แต่การหาคู่บนเน็ต ที่ทำให้บางคนได้พบรักแท้ 

แต่นั่นแหล่ะค่ะ ถ้าคุณใช้เวลางาน เผ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์มัวตอบแต่อีเมลส่วนตัว จนไม่เป็นอันทำงาน ย่อมไม่เป็นผลดีต่อความสำเร็จของคุณแน่ ควรจำกัดเวลาในการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อส่วนตัว อาจเป็นช่วงเช้าก่อนเริ่มงาน หรือช่วงเย็นหลังเลิกงาน คงไม่มีใครไปว่าอะไรคุณได้ จริงไหม ?

ยกเว้น คนที่ทำงานกับอินเตอร์เน็ตนะ

ทำเฟลิตกับเพื่อนร่วมงาน
มีกฎเหล็กอยู่หนึ่งข้อ สำหรับหญิงเก่งที่ต้องการโดดเด่นในเรื่องงาน ต้องไม่หว่านเสน่ห์กับเพื่อนร่วมงานของคุณ เพราะในโลกของการทำงาน คุณต้องแข่งขันกันที่ความสามารถ มิใช่ที่เสน่ห์พราวของหญิงสาว วางมาดให้ดูน่าเชื่อถือ มีสิทธิ์ไปได้ไกลกว่ามาดสาวเซ็กซี่ในที่ทำงานเป็นไหน ๆ

สุดยอดความลับ ความสำเร็จในการทำงาน

หากคุณสาวๆ คนไหนกำลังมองหางาน หรือกำลังประสบปัญหาในการทำงาน มีเคล็ดลับดีๆ มาแชร์ให้กับหนุ่มสาวเวิร์กกิ้งวูแมนยุคใหม่ เพื่อรับมือพาคุณไปสู่เส้นชัยในการประกอบสัมมาชีพมาฝากกัน

1.มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น 
อินทรา โนยี ผู้บริหารตัวแทนจำหน่ายเครื่องดื่มเป๊ปซี่ในอินเดีย ผู้ที่รายได้อันดับต้นๆ ใกล้เคียงกับผู้บริหารระดับสูงของเป๊ปซี่ เผยว่า “เธอได้สวมชุดส่าหรีในการเข้าสัมภาษณ์งานครั้งแรกของตัวเอง แต่วันนี้เธอเลือกสวมมันให้ตรงกับวันสำคัญๆขององค์กร ทั้งนี้ เพื่อแสดงถึงเอกลักษณ์และสิ่งที่เธอเป็น”

2.ชื่อของคุณเปรียบเสมือนองค์กร ดังนั้น คุณควรรักษาชื่อองค์กรให้เปรียบเสมือนชื่อของคุณ 
นางราเชล เรย์ หัวหน้ากุ๊กระดับสูงกล่าวว่า “เธอมักจะระวังเสมอชื่อเสียงของบริษัทเท่าชีวิต เพราะตำแหน่งที่ใส่นำหน้าชื่อของเธอนั้น เขาเป็นผู้ที่คิดมันขึ้นมาเอง ดังนั้นไม่ว่าจะทำสิ่งใดลงไป เขาก็มักจะนึกถึงชื่อเสียงขององค์ก่อนเป็นหลัก และที่สำคัญต้องรู้จักซื่อสัตย์ในงานที่เราทำ”

3.อย่าเสียเวลาอคติกับสิ่งที่ไม่ชอบ 
นักร้องชื่อดังที่รายได้สูงทะลุเป้า อย่าง บียอนเซ จิเซลล์ โนวส์ กล่าวว่า “ฉันไม่สามารถคาดหวังให้ทุกคนชอบหรือรักในทุกสิ่งที่เธอทำ” ดังนั้นคุณสาวๆ ที่ชอบนอยซ์ (คิดมาก) หรือมีอคติในการทำงานนั้น เปลี่ยนแนวคิดซะ เพราะมันจะทำให้การทำงานของคุณล้มเหลวได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น

4.เช็กความมุ่งมั่น!!! เพราะมันจะเป็นสิ่งที่นำพาคุณไปสู่ความสำเร็จ 
“ผมจะกลับบ้านหลังจากการเลิกประชุม” “ผมขอโทษที่มาสาย” คุณพ่อบ้านที่ไม่เคยกล่าวคำนี้ ลองทำหน้าที่เป็นสามีและพนักงานที่ดี ด้วยการกล่าว 2 ประโยคนี้แน่นอนว่า นอกจากจะช่วยทำให้คุณประสพความสำเร็จในการทำงาน ยังช่วยสร้างครอบครัวให้อบอุ่นได้อย่างแน่นอน!!!

5.ทำในสิ่งที่คุณชอบ 
มาเรีย ซาราโปวา นักเทนนิสชื่อดังระดับโลก กล่าวว่า “ในขณะที่ฉันกำลังเล่นเทนนิสอยู่ในสนาม ฉันไม่เคยบอกว่าตัวเองต้องเป็นอันดับสองไปตลอด แต่ฉันต้องการที่จะเป็นอันดับหนึ่ง” ดังนั้นการทำในสิ่งที่ชอบหรือรักและทำด้วยความมุ่งมั่นก็เป็นหนทางหนึ่ง เชื่อเถอะว่าสักวันหนึ่งสำเร็จ คุณจะต้องกุมชัยชนะไว้ในมืออย่างแน่นอน!!!.

บัญญัติ 10 ข้อในการทำงาน

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาไปได้ไกลกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ก็เพราะแนวคิด ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมได้บ่มเพาะใช้คนญี่ปุ่นเป็นคนที่มีสไตล์ที่เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไรคนญี่ปุ่นมักมีความคิดแหวกแนว สร้างสรรค์ ไม่ซ้ำใคร ในขณะที่ยังคงดำเนินชีวิตตามกรอบประเพณีญี่ปุ่นที่ยึดถือกันมายาวนานได้ อย่างเคร่งครัด


หลายคนคงอยากทราบว่า แนวคิดในการทำงานของคนญี่ปุ่นเป็นอย่างไร จึงทำให้เขาทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ วันนี้เรามี บัญญัติ 10 ข้อในการทำงานของคนญี่ปุ่นมาฝาก จากหนังสือ “เคล็ดลับและมารยาทในการทำงาน” ซึ่งเรียบเรียงโดย ฮิโรโกะ นิชิเดะ แปลโดย กิ่งดาว ไตรยสุนันท์

1. ฝึกฝนความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เทคนิคฉาบฉวย
มารยาทในการสูบบุหรี่ การกลั่นแกล้ง ล้วนเป็นปัญหาที่พบได้ในสถานที่ทำงาน แต่แท้ที่จริงแล้วก่อนจะเป็นปัญหาในการทำงาน มันคือ “ปัญหาของตัวบุคคล” มาก่อนนั่นเอง “งาน” กับ “เรื่องส่วนตัว” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน แต่แทบจะไม่มีใครที่ทำงานไม่ดี แต่กลับเป็นคนใช้ได้ในเรื่องอื่น ๆ “ความมีวุฒิภาวะ” คือก้าวแรกของการเป็นคนทำงานมืออาชีพ

2. ความต้องการสื่อสารกับผู้อื่นคือสิ่งสำคัญ
ไม่มีงานใดที่สำเร็จเสร็จสิ้นลงได้โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่นเลย ความสามารถในการสื่อสารกับผู้คนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานทุก ประเภท ความสามารถในการสื่อสารไม่ได้หมายถึง ความสามารถในการใช้ถ้อยคำสำบัดสำนวน แต่หมายถึงท่าทีที่แสดงออกถึงความต้องการสื่อสารกับคนรอบข้างหรือไม่ต่างหาก

3. ความสามารถในการคาดเดา [ความเอาใจใส่]
การ คิดพิจารณาสิ่งต่าง ๆ จากมุมมองของคู่กรณี (หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง) เช่นเดียวกับการคิดจากมุมมองของลูกค้า คือความคิดแบบมืออาชีพ จากนั้นจึงใช้ความสามารถในการคาดเดา เราควรฝึกฝนการคาดเดาล่วงหน้าอยู่เสมอว่าคู่กรณีต้องการสิ่งใด ทำอย่างไรจึงจะทำงานร่วมกันด้วยความพอใจให้ติดเป็นนิสัย

4. เรื่องงานเกี่ยวโยงกับเรื่องส่วนตัว
การแยกเรื่องงานออก จากเรื่องส่วนตัวถือเป็นเรื่องสามัญสำนึก แต่จะแยกพฤติกรรมและความรู้สึกของคนคนเดียวออกจากกันอย่างสิ้นเชิงก็ไม่ใช่ เรื่องง่าย เพื่อให้เรื่องงานสมบูรณ์ ควรทำเรื่องส่วนตัวให้ดีที่สุดก่อน แม้จะเป็นแนวคิด “กันไว้ดีกว่าแก้” แต่ก็ควรนำไปใช้

5. งานเริ่มต้นเมื่อออกจากบ้าน
งานไม่ได้เริ่มเมื่อไปถึงที่ทำงานแล้วเท่านั้น แม้สวิตช์โหมดการทำงานของคุณจะยังปิดอยู่ แต่ถ้าหากใครสักคนบังเอิญได้เห็นคุณตามท้องถนนซึ่งต่างไปจากตัวคุณในเวลาทำ งาน เขาอาจคิดว่านี่คือ “ตัวตนที่แท้จริงของคุณ” ก็ได้ จงคิดเสมอว่างานเริ่มทันทีเมื่อก้าวเท้าออกจากบ้าน

6. หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายต้องมาก่อน
ระดับความสัมพันธ์สูงต่ำในองค์กรหรือการทำงาน หากจะพูดให้ชัดเจนก็คือ “การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ” นั่นเอง ซึ่งไม่ใช่เพื่อตีค่าบุคคลตามความสามารถ แต่เป็นข้อตกลงเพื่อให้งานเดินหน้าไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

7. ถ้าไม่มีกำหนดเส้นตาย ก็เป็นแค่ “งานอดิเรก”
การกำหนด “เส้นตาย” หมายถึงมีการกดปุ่มให้ใครบางคน “เริ่มทำงาน” คำนึงไว้เสมอว่างานเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก การรู้จักบริหารเวลาคือกฏพื้นฐานของการทำงาน

8. ทำงานอย่างมืออาชีพ
หากสิ่งที่คุณทำก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายแม้เพียงบาทเดียวก็ตาม ถือว่านั่นคือการทำงานและคุณก็คือมืออาชีพ ไม่เกี่ยงว่าคุณคือพนักงานพาร์ตไทม์หรือลูกจ้างชั่วคราว หากคุณต้องเกี่ยวข้องกับลูกค้าหรือผู้ที่ทำงานด้วย คุณก็ถือเป็นตัวแทนของบริษัทนั้น ๆ

9. ลองมองจากมุมของผู้บริหาร
สมมุติว่าคุณคือผู้บริหาร คุณจะอดทนต่อพนักงานที่คุยโทรศัพท์ส่วนตัวนาน ๆ ในเวลางาน หรือนั่งหลับในเวลางานได้หรือไม่ หรือไม่ก็เอาเรื่องกับพนักงานที่เรียกแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้หรือเปล่า บางครั้งควรลองมองจากมุมของผู้บริหารว่า “ตอนนี้เราทำงานให้บริษัทพึงพอใจ ที่จะจ่ายเงินเดือนแล้วหรือยัง”

10. สร้างสมสถานการณ์ WIN-WIN เล็ก ๆ น้อย ๆ
WIN-WIN คือ การที่เราและคู่กรณีได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งมิได้หมายถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจใหญ่โต เมื่องานชิ้นใหญ่ย่อมแบ่งออกเป็นงานชิ้นเล็ก ๆ ได้ การทำให้เกิด WIN-WIN เล็กน้อยในเรื่องใกล้ตัวก็เชื่อมโยงกับ WIN-WIN ขนาดใหญ่ได้เช่นกัน

ถึงจะเป็นแนวคิดของคนเพียงชาติเดียว แต่ก็มีความเป็นสากลและเป็นมารยาทที่ทุกคนพึงมี ซึ่งหากเราจะนำมาปรับใช้ในการทำงานของเรา ก็คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยเลย

อ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ "เคล็ดลับและมารยาทในการทำงาน"

อาการเริ่มต้น 10 อย่างที่บ่งบอกว่า ไม่มีความสุขในการทำงาน

อาการหลายอย่างเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความรู้สึกไม่แฮปปี้ในที่ทำงานนะคะ แม้อาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเราไม่มีความสุข 100% แต่อย่างน้อยถ้าเกิดอาการขึ้น เราควรหยุดคิดพิจารณาว่าเราทำงานด้วยความรู้สึกอย่างไรอยู่กันแน่ อย่างน้อยเพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของตนเองมากขึ้นและหาทางแก้ไขที่เหมาะสมต่อไปค่ะ


1. เริ่มถ่วงเวลาหรือทำงานช้า
• ความเชื่อ – เพราะไม่มีความสามารถเพียงพอในการทำงานให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด หรือเป็นคนขี้เกียจ ไม่รู้จักจัดลำดับความสำคัญของงานให้ดี
• ความจริง - สัญชาตญาณของคนส่วนใหญ่อยากทำงานให้เสร็จเร็วๆ แต่ถ้าเมื่อไรที่เราทำงานเสร็จไม่ทันเวลา หรือเสร็จทันแต่ก็สุกเอาเผากินอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเป็นบ่อยๆ และเป็นทุกงาน คงต้องลองสังเกตว่าเรารู้สึกไม่มีความสุขในที่ทำงานหรือเปล่า

2. รู้สึกไม่อยากตื่นขึ้นมาทำงานในเช้าวันจันทร์
• ความเชื่อ – งานหนักมากเกินไปจนพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถลุกขึ้นมาทำงานอย่างสดชื่นในเช้าวันจันทร์ได้
• ความจริง – ความเครียดเริ่มตั้งแต่คืนวันอาทิตย์แล้วโดยเริ่มรู้สึกไม่มีความสุขแม้กระทั่งเวลาที่ไม่ได้ทำงาน เพราะอย่างน้อยที่สุดต่อให้ทำงานหนักจนแทบไม่ได้นอนแค่ไหนถ้าได้กลับบ้านแล้วนอนแผ่บนเตียงก็น่าจะรู้สึกสบายขึ้น ดังนั้นการนอนไม่หลับในคืนวันอาทิตย์จนโทรมมาถึงเช้าวันจันทร์อาจไม่ได้เกิดจากงานหนักแต่เกิดจากความรู้สึกไม่เป็นสุขเวลาทำงานก็ได้

3. ไม่อยากทำงานเพื่อให้ได้เลื่อนขั้นหรือเลื่อนตำแหน่ง
• ความเชื่อ – เพราะไม่ได้อยากแข่งขันกับใคร
• ความจริง – แม้เราไม่ได้อยากแข่งขันกับใคร แต่เป็นความรู้สึกพื้นฐานของทุกคนที่ทำงานแล้วควรได้รับผลตอบแทนอย่างน้อยก็สมน้ำสมเนื้อกับที่ลงแรงไป แต่ถ้าเราไม่ชอบและรู้สึกไม่มีความสุขกับงาน เรามักจะหาความชอบธรรมในการทำงานแบบเช้าชามเย็นชามไปวันๆ โดยไม่หวังความก้าวหน้า เช่น เปรียบเทียบเพื่อนที่ทำงานตำแหน่งเดียวกันแต่ได้เงินเดือนมากกว่าหรือหัวหน้างานที่เก่งสู้เราไม่ได้ แล้วคิดว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ดังนั้นทำให้น้อยๆ ดีกว่า

4. รู้สึกไม่อยากช่วยงานคนอื่น
• ความเชื่อ – เป็นคนไม่มีน้ำใจ
• ความจริง – เพื่อนเราอาจจะยัดเยียดงานให้เราเสมอจนเราเซ็งเลยไม่อยากช่วยได้เหมือนกัน แต่ถ้าเราเป็นแบบนี้กับทุกคนและรู้สึกไม่อยากช่วยทุกงาน บางทีอาจจะเกิดจากอารมณ์ไม่เป็นสุขของเราก็ได้ เคยมีงานวิจัยทางจิตวิทยาโดยให้คนๆ เดียวกันเดินลงไปอีกห้องหนึ่งชั้นล่างในช่วงที่อารมณ์ดีกับอารมณ์ไม่ดี ขณะเดินจะต้องผ่านคนซึ่งหอบของพะรุงพะรังผ่านมาด้วย ผลปรากฏชัดเจนว่าถ้าเขาเดินไปตอนอารมณ์ดีเขาจะช่วยถือของพะรุงพะรัง แต่ถ้าเดินไปตอนอารมณ์ไม่ดีอาจจะช่วยหรือไม่ช่วยแต่ใจรู้สึกไม่มีอารมณ์อยากช่วยเท่าไร

5. รู้สึกว่าเวลาทำงานแต่ละวันยาวนานเหลือเกิน
• ความเชื่อ – ใช้เวลาในการทำงานมากเกินไปแล้ว
• ความจริง – ถ้าสิ่งแรกที่ทำเมื่อนั่งลงที่โต๊ะทำงานคือการมองนาฬิกาแล้วนับถอยหลังว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน นั่นคืออาการเริ่มต้นของความรู้สึกไม่มีความสุขในการทำงานแล้วเพราะทั้งๆ ที่เวลาทำงานเท่าเดิมและเท่ากันทุกคนแต่เรากลับรู้สึกเหมือนนานกว่าปกติ

6. ไม่มีเพื่อนในที่ทำงานเลย
• ความเชื่อ – เป็นคนรักสันโดษ
• ความจริง – เคยมีการศึกษาเรื่องความรู้สึกผูกพันกับสถานที่ทำงาน พบว่าต่อให้เป็นคนที่รักสันโดษมากแค่ไหน หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สามารถทำนายได้ว่าพนักงานคนนี้มีความสุขคือมีเพื่อนสนิทในที่ทำงานอย่างน้อยหนึ่งคน

7. ไม่แคร์อะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะดีหรือร้าย
• ความเชื่อ – เป็นธรรมดา ถ้าไม่ใช่เรื่องของเราก็ไม่ควรไปยุ่งมาก
• ความจริง - การไม่สนใจว่าคนอื่นหรือที่ทำงานจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรอาจเกิดจากเราสนใจแต่เฉพาะเรื่องของตัวเองก็ได้ เพราะถ้าเราไม่สนใจอะไรเลยแม้แต่ตัวเองก็คงเป็นโรคซึมเศร้าไปแล้ว ดังนั้นการสนใจแต่เรื่องของตนเองแต่ไม่ยี่หระที่ทำงานอาจเกิดจากรู้สึกไม่มีความสุขขณะทำงานก็ได้

8. รำคาญแม้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
• ความเชื่อ – คนเรามีความอดทนไม่เท่ากัน บางคนอาจจะความอดทนต่ำ
• ความจริง – แม้ความอดทนของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคนดื่มกาแฟเย็นชืดได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาแต่บางคนแค่กาแฟไม่ร้อนก็หงุดหงิดจะแย่แล้ว แต่อย่างน้อยในสถานที่ทำงานก็ควรมีความอดทนในระดับหนึ่งเพื่อให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น ดังนั้นหากรู้สึกว่า หงุดหงิดกับทุกเรื่องแม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรหงุดหงิดอาจเป็นเพราะความรู้สึกไม่มีความสุขทำให้ระดับความอดทนของเราต่ำลง และพร้อมจะระเบิดได้ง่ายขึ้น

9. เริ่มระแวงสงสัยในเจตนาของผู้อื่น
• ความเชื่อ – ถ้าเราไม่รู้จักระวังตัวก็จะโดนหลอกเอาได้
• ความจริง – ไม่ว่าคนอื่นจะทำเรื่องดีหรือไม่ดีกับเราก็ตาม ถ้าเรามีความสุขในที่ทำงานเราจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้เก็บมากคิดมากอะไร ไม่ได้คิดว่าเป็นบุญคุณล้นเหลือหรือแค้นที่ต้องชำระแต่เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับเพื่อนร่วมงาน แต่ถ้าเราไม่มีความสุขมักจะตามมาด้วยความระแวงสงสัยแม้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาไม่ดีก็ตาม

10. เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ
• ความเชื่อ – งานหนักมากจนทำให้ป่วย
• ความจริง – อาการป่วยหลายอย่างที่อธิบายไม่ได้ เช่น นอนไม่หลับ, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลียไม่มีแรง, ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, หรืออาการไม่สบายตามร่างกายที่ไม่ร้ายแรงแต่ก็มากพอที่ก่อให้เกิดความรำคาญและรักษาเท่าไรก็ไม่หายอาจจะเกิดจากความเครียดในสถานที่ทำงานได้ แม้ความเครียดอาจเป็นเรื่องดี 

เช่น ได้รับมอบหมายงานชิ้นสำคัญหรือหัวหน้าวางใจให้รับผิดชอบลูกค้ารายใหญ่ อาจจะทำให้ป่วยกระเสาะกระแสะได้ แต่เมื่องานผ่านพ้นไปด้วยดีแล้วอาการป่วยควรจะลดลงหรือหายไป (หรืออาจจะป่วยหนักขึ้นหากงานล้มเหลว) แต่อาการป่วยจากความเครียดเพราะรู้สึกไม่มีความสุขยังคงไม่หายไปแม้ว่างานหนักจะผ่านไปแล้วก็ตาม