แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายของออนไลน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายของออนไลน์ แสดงบทความทั้งหมด

ขายของบน Shopee แล้วลูกค้าขอส่งคืนสินค้า ร้านค้าของดเว้นค่าส่งคืนได้

กรณีที่ขายของบน Shopee แล้วลูกค้าขอส่งคืนสินค้า โดยที่ร้านค้าไม่ได้ส่งผิด สินค้าไม่ได้เสียหาย เพียงแต่ลูกค้าเปลี่ยนใจไม่ต้องการสินค้าชิ้นนั้น

ในกรณีนี้ ร้านค้าจะถูกเก็บค่าส่งคืนสินค้าในภายหลัง

หากเราเป็นร้านค้า และมั่นใจว่า เราไม่ได้ส่งสินค้าผิดคำสั่งซื้อ สินค้าไม่ได้ชำรุด บกพร่อง เราสามารถลองขอคืนค่าขนส่งได้ ดังนี้

1. เมื่อลูกค้ากดส่งคืนสินค้า ร้านค้ารอให้สินค้าส่งถึง

2. เมื่อได้รับสินค้าส่งคืนให้ถ่ายรูปตอนเปิดพัสดุ ถ่ายวีดีโอไว้ 1-3 ภาพ 1 วีดีโอ โดยที่ให้ถ่ายภาพกล่องสินค้าภายนอก ด้านหน้า ด้านหลัง และถ่ายรูปสภาพสินค้าตอนแกะตรวจสอบสินค้า

3. กดพิพาท ขอคืนค่าขนส่ง หรือ ของดเว้นค่าขนส่ง แล้วระบบจะให้ส่งหลักฐานต่างๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ว่าร้านค้าไม่ได้ทำผิดใดๆ

4. รอการอนุมัติ / แม้ว่าจะไม่ได้ยืนยัน 100% ว่าเราจะได้รับค่าขนส่งคืนร้านค้า แต่อย่างน้อยก็ดีลองดีกว่า จะได้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนั้น

5 เทคนิค การตั้งชื่อร้าน ตั้งชื่อร้านอย่างไรดี - ขายของออนไลน์

ขายของออนไลน์ ทำอย่างไรให้ขายดี เริ่มต้นที่ "สินค้า" ที่ดีและมีคุณภาพ ราคาเหมาะสม จับต้องได้ อีกหนึ่งที่สำคัญคือ "ชื่อร้าน" 

โดยบทความนี้ทาง Shopee แนะนำเกี่ยวกับ การตั้งชื่อร้าน ชื่อร้านที่ดี จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับร้านค้าของท่านและดึงดูดลูกค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยชื่อร้านค้าควรบ่งบอกถึงธุรกิจหรือประเภทสินค้าของท่านเพื่อเข้าใจง่ายและสร้างการรับรู้ต่อผู้ซื้อ


5 คำแนะนำ การตั้งชื่อร้านค้าที่เป็นเอกลักษณ์และง่ายต่อการจดจำ
1.เริ่มจากคำที่เกี่ยวข้อง
2.ใช้ชื่อที่สั้นและง่าย
3.เลือกใช้คำที่มีความหมายดี
4.สร้างสรรค์คำขึ้นเอง หรือค้นหาคำศัพท์จากแหล่งอื่น
5. ตรวจสอบชื่อร้านค้าอีกครั้ง เพื่อป้องกันการใช้ชื่อซ้ำ

1.เริ่มจากคำที่เกี่ยวข้อง

เริ่มต้นตั้งชื่อร้านค้า โดยเลือกใช้คำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือสินค้าของท่าน เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เช่น ขายกาแฟ ก็มีคำว่า "Coffee" หรือคำที่สื่อไปในความหมายของกาแฟ

2.ใช้ชื่อที่สั้นและง่าย

1.ชื่อสั้นและง่าย 2.ใช้คำพ้องเสียง 3.ตัวสะกดไม่ซับซ้อน

แนวทางที่ดีในการตั้งชื่อร้านควรใช้ชื่อที่สั้นและง่าย เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ และอาจกลับมาซื้อสินค้าซ้ำ รวมถึงแนะนำร้านค้าของท่านให้กับเพื่อนหรือคนรู้จัก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายให้มากขึ้น   

หนึ่งในวิธีง่ายๆ ที่ทำให้ชื่อร้านค้าของท่านติดหู คือ การเลือกใช้คำพ้องเสียง เช่น “Shopee Beauty” ซึ่งเป็นชื่อที่สั้นและจำง่ายด้วยสัมผัสเสียงของคำ 

นอกจากนี้ชื่อร้านค้าควรใช้ตัวสะกดที่ไม่ซับซ้อนเกินไป จะส่งผลต่อการค้นหาร้านค้าในระบบ หากใช้ตัวสะกดที่ยาก ผู้ซื้ออาจค้นหาร้านค้าของท่านไม่พบ และเปลี่ยนใจไปซื้อจากร้านค้าอื่นแทน ซึ่งทำให้สูญเสียโอกาสในการขาย

3.เลือกใช้คำที่มีความหมายดี

ท่านสามารถใช้คำที่มีความหมายดี เป็นมงคล หรือ คำศัพท์เก๋ๆ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับร้านค้าและตัวสินค้า เช่น ร้านขายเครื่องเงิน ท่านอาจเพิ่มคำความหมายดีๆ เพิ่มเข้าไปเป็น “ร้านเครื่องเงินทรัพย์ทวี” เพื่อสร้างแบรนด์และความเป็นมงคลให้กับร้านค้า

4.สร้างสรรค์คำขึ้นเอง หรือค้นหาคำศัพท์จากแหล่งอื่น

หากท่านยังไม่พบคำที่ถูกใจ ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้ามาช่วย ดังนี้
  • สร้างคำขึ้นมาเอง เพื่อใช้เป็นชื่อแบรนด์หรือชื่อร้านค้า เช่น แบรนด์รองเท้า Adidas หรือ เครื่องสำอาง Maybelline ก็ล้วนเป็นคำที่สร้างขึ้นมาเอง
  • ผสมคำ 2 คำ หรือมากกว่าเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคำใหม่ที่สื่อถึงสินค้าของท่าน เช่น Skinfood เป็นต้น
  • ค้นหาคำในภาษาอื่นๆ ที่เหมาะกับการนำมาตั้งชื่อสินค้า
5. ตรวจสอบชื่อร้านค้าอีกครั้ง เพื่อป้องกันการใช้ชื่อซ้ำ

ก่อนตัดสินใจกำหนดชื่อแบรนด์หรือสินค้า แนะนำให้ท่านนำชื่อที่ได้คิดไว้ไปตรวจสอบในเว็ปไซต์รวบรวมรายชื่อบริษัทที่จดทะเบียน เพื่อป้องการใช้ชื่อซ้ำและหลีกเลี่ยงข้อกล่าว เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ 

เว็บไซต์ตรวจสอบชื่อร้านออนไลน์ ในสื่อ Social ต่างๆ > https://www.namecheckr.com

นโยบายการตั้งชื่อร้านใน Shopee

ร้านค้าที่มีการตั้งชื่อร้านค้าที่ดี จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้กับลูกค้า
  1. ท่านควรตั้งชื่อร้านค้าอย่างน้อย 5 ตัวอักษร แต่ไม่เกิน 30 ตัวอักษร
  2. ท่านควรตั้งชื่อร้านค้าที่ประกอบด้วยตัวอักษรและตัวเลข โดยหลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลขเพียงอย่างเดียว
  3. ท่านควรหลีกเลี่ยงการใช้สติกเกอร์หรือตัวอักษรพิเศษ เช่น เครื่องหมายวรรคตอน
  4. ท่านควรหลีกเลี่ยงคำว่า Shopee ในการตั้งชื่อร้านค้า
  5. ท่านควรหลีกเลี่ยงการใช้คำที่ละเมิดลิขสิทธิ์, คำไม่สุภาพ, คำก้าวร้าว และคำที่มีความหมายสุ่มเสี่ยง
  6. ท่านควรหลีกเลี่ยงการตั้งชื่อร้านค้าซ้ำ ที่มีอยู่บน Shopee แล้ว
  7. หากท่านเป็นเจ้าของแบรนด์ ท่านสามารถใช้เครื่องหมายแบรนด์ หรือตั้งชื่อร้านค้าแบรนด์ หรือตั้งชื่อร้านค้าแบรนด์ของท่านได้ โดยมีเอกสารประกอบตามที่ Shopee กำหนด
ที่มา https://seller.shopee.co.th/edu/article/1658
ภาพจาก www.pexels.com

วิธีดูยอดรวมขาย รายรับทั้งปีใน Shopee

ดูรายรับทั้งปีของ Shopee มีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอน

เข้าสู่หน้า https://seller.shopee.co.th/portal/finance/income

1. ไปที่เมนู "รายรับของฉัน"
2. เลือกแท็ป "โอนเงินแล้ว"
3. เลือกวัน
4. เลือกเดือน กรณีนี้เราอยากดูทั้งปี เราจะเลือก วันที่ 1 ม.ค. 2564
5 เลือกวันสิ้นปี 31 ธันวาคม 2564
6. กด "ส่งออก" แล้วดาว์นโหลด จะได้ไฟล์ xls ชื่อ "Income.โอนเงินสำเร็จ.20210101_20211231"

รายละเอียดในไฟล์ จะประกอบด้วย

  1. วันที่โอนชำระเงินสำเร็จ
  2. สินค้าราคาปกติ
  3. ส่วนลดสินค้าจากผู้ขาย
  4. จำนวนเงินที่คืนให้ผู้ซื้อ (฿)
  5. ส่วนลดสินค้าที่ออกโดย Shopee
  6. โค้ดส่วนลดที่ออกโดยผู้ขาย
  7. Coins Cashback ที่สนับสนุนโดยผู้ขาย
  8. ค่าจัดส่งที่ชำระโดยผู้ซื้อ
  9. ค่าจัดส่งสินค้าที่ออกโดย Shopee
  10. ค่าจัดส่งที่ Shopee ชำระโดยชื่อของคุณ
  11. ค่าจัดส่งสินค้าคืน
  12. ค่าคอมมิชชั่น
  13. ค่าบริการ
  14. ค่าธุรกรรมการชำระเงิน
  15. จำนวนเงินที่โอนแล้วทั้งหมด (฿)
  16. โค้ดส่วนลด
  17. ค่าชดเชยที่หายไป
  18. โปรโมชั่นค่าจัดส่งจากผู้ขาย
  19. Shipping provider
  20. ชื่อผู้ให้บริการขนส่ง

ปัญหาซื้อขาย Shopee Case ค่าขนส่งเกิน - ปัญหาของผู้ขาย

ปัญหาซื้อขาย Shopee / Case ค่าขนส่งเกิน - ปัญหาของผู้ขาย
ในบางครั้งที่ผู้ขายจัดส่งสินค้า น้ำหนักสินค้าไม่เกิน แต่ทาง Shopee เรียกค่าเก็บเพิ่มจากทางร้าน มีขั้นตอนการขอเงินส่วนเกินคืน ดังนี้


ขั้นตอนที่ 1. กรอกแบบฟอร์ม
https://shopee-support.formstack.com/forms/th_seller_solution_form_payment_issues

Seller Solution: การจัดการปัญหาทางการเงิน (Payment Issues)
1.1 Email Address
1.2 Username
1.3 Shop URL
1.4 เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับ (Contact number)
1.5 กรุณาระบุปัญหาของคุณ (Contact reason)*
1.6 รายละเอียดของปัญหา (ถ้ามี) (Request Detail)
1.7 ช่องทางการจัดส่ง (Logistics channel)
(คำนวณค่าจัดส่งผิด / คิดน้ำหนักเกิน (Shipping fee overcharge)
สามารถแ- ก้ไขน้ำหนักได้ไม่เกิน 30 วันหลังปลายทางได้รับสินค้า* ยกเว้น ไปรษณีย์ไทย ไม่สามารถแก้ไขน้ำหนักได้ทุกกรณีค่ะ)
1.8 กรุณาเลือกวิธีการส่งคำขอ (ส่งเป็นไฟล์ หรือระบุหมายเลขคำสั่งซื้อ) (Please select the request options ( by uploading file or fill by order))
1.9 คำสั่งซื้อที่ต้องการตรวจสอบ (Supporting documents) ให้แนบไฟล์รูปภาพคำสั่งซื้อ
*หมายเหตุ ขนาดไฟล์ที่อัพโหลดได้ไม่เกิน 25 MB*

กด Submit Form

-----------------------------------------
แต่ขั้นตอนนี้ยังไม่จบ ...

ขั้นตอนที่ 2. ทาง Shopee จะส่งอีเมล์มาแจ้ง 

ดังนี้

เรียน คุณ ............... (ชื่อร้านค้าของเรา)

Shopee Thailand ขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นอย่างยิ่งครับ
จากกรณีที่คุณติดต่อเข้ามาเรื่อง บริษัทฯขนส่งคิดน้ำหนักเกิน

เพื่อป้องกันการตกหล่นของข้อมูลและข้อมูลที่ถูกต้อง ขอความกรุณาให้คุณกรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม “ฟอร์มกรอกข้อมูลบริษัทฯ ขนส่งคิดน้ำหนักเกิน”โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้เท่านั้นครับ

1. คลิกลิงก์ https://drive.google.com/uc?export=download&id=1oUjEbodsRxtavAdkneCgH3MiNO31wp9i โดยแบบฟอร์มจะทำการดาวน์โหลดอัตโนมัติ

2. เปิดไฟล์ “ฟอร์มกรอกข้อมูลบริษัทฯ ขนส่งคิดน้ำหนักเกิน” (ในกรณีที่หาไฟล์ไม่เจอ กรุณาตรวจสอบ Folder >> Download >> “ฟอร์มกรอกข้อมูลบริษัทฯ ขนส่งคิดน้ำหนักเกิน”)

3. กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน โดยสามารถดูตัวอย่างได้ภายในไฟล์excel

ข้อมูลที่จำเป็นในการกรอกแบบฟอร์มได้แก่:

• หมายเลขคำสั่งซื้อ
• เลขติดตามพัสดุ
• น้ำหนักสินค้าที่ชั่งได้จริง (ระบุหน่วยเป็น กิโลกรัม)
• รูปภาพสินค้าพร้อมกล่องบรรจุและวัสดุกันกระแทก วางบนเครื่องชั่งให้เห็นตัวเลขน้ำหนักชัดเจน

(กรณีสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้บริการขนส่ง Flash Express Bulky, SPX Bulky, DB Schenker กรุณาแนบรูปภาพการวัดขนาดและระบุความ กว้าง x ยาว x สูง ที่ชัดเจน)

4. บันทึกไฟล์ (File >> Save) และตอบกลับอีเมลฉบับนี้พร้อมกับแนบไฟล์ดังกล่าว

หมายเหตุ: ไฟล์ที่แนบกลับมาทั้งหมดรวมกันควรมีขนาดไม่เกิน 18MB เพื่อความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูล

กรุณาส่งหลักฐานที่ครบถ้วนผ่านแบบฟอร์มและแนบเข้ามาในระยะเวลาที่ระบุดังนี้ค่ะ 

- Kerry, DHL, J&T Express, Best Express : ภายใน 30 วัน หลังจากผู้ซื้อได้รับสินค้า
- Ninjavan : ภายใน 14 วัน หลังจากผู้ซื้อได้รับสินค้า

เมื่อได้รับข้อมูลจากคุณแล้วเจ้าหน้าที่จะประสานงานทันทีและติดต่อกลับเพื่อแจ้งความคืบหน้าโดยเร็วที่สุดครับ

ขอบคุณที่ใช้บริการ Shopee

-----------------------------------------

ขั้นตอนที่ 3. เอกสารที่ต้องกรอก ใส่ข้อมูลเพิ่ม !!!

1. หากไม่สามารถกรอกข้อมูลได้ เนื่องจากขึ้นแถบสีเหลืองด้านบนว่า ‘Protected View’ (มุมมองที่ได้รับการป้องกัน) ให้ทำการคลิก ‘Enable Editing’ (เปิดใช้งานการแก้ไข) ก่อนกรอกข้อมูล
2. กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน โดยสามารถดูรายละเอียดการกรอกได้จากตัวอย่างด้านล่าง (ในกรณีที่มีหลายหมายเลขคำสั่งซื้อ กรุณากรอกให้ครบทุกหมายเลขคำสั่งซื้อ) 
3. เมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วนแล้ว ทำการบันทึกไฟล์ (มุมซ้ายบน คลิก File >> Save) 
4. แนบแบบฟอร์มนี้ลงในอีเมลตอบกลับทางShopee ภายในระยะเวลาที่ระบุดังนี้
- Kerry, DHL, J&T Express, Best Express: ภายใน 30 วัน หลังจากผู้ซื้อได้รับสินค้า
- Ninjavan: ภายใน 14 วัน หลังจากผู้ซื้อได้รับสินค้า

โดยในเอกสารไฟล์ Exel ที่จะให้ร้านค้ากรอกนั้น มีข้อมูลคือ
1. ลำดับ (รายการสินค้า)
2. หมายเลขคำสั่งซื้อ
3. เลขติดตามพัสดุ
4. ค่าน้ำหนัก (kg)
5. ภาพสินค้า (พร้อมกล่องบรรจุและวัสดุกันกระแทก วางบนเครื่องชั่ง ซึ่งให้เห็นตัวเลขน้ำหนักชัดเจน)
6. ความกว้าง (cm)
7. ภาพสินค้า
8. ความสูง (cm)
9. ภาพสินค้า

หมายเหตุ: เพื่อการตรวจสอบและช่วยเหลือที่รวดเร็ว กรุณาส่งภาพสินค้าที่ครบถ้วนและชัดเจนตามองค์ประกอบต่อไปนี้

- ภาพสินค้าต้องเห็นกล่องบรรจุและวัสดุกันกระแทก รวมถึงวางบนเครื่องชั่งให้เห็นตัวเลขน้ำหนักที่ชัดเจน
- กรณีสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้บริการขนส่ง DHL Bulky, SPX Bulky, DB Schenker จำเป็นต้องมีทั้งรูปภาพน้ำหนักจริงของสินค้าและรูปภาพการวัดขนาดของสินค้าที่ระบุความ กว้าง x ยาว x สูง ที่ชัดเจน
-----------------------------------------

ทั้งนี้ ทางเราเองยังไม่ได้ทำในขั้นตอนที่ 3 ค่ะ เนื่องจากรู้สึกท้อใจมากกับการต้องโดนเรียกเก็บค่าขนส่ง

ร้านเราขายเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ดังนั้น สินค้าจะน้ำหนักไม่เกิน 200 กรัมแน่นอน แม้จะรวมแล้ว ยังเกิน 1 ก.ก. ยังยาก (แม้จะรวมของแถมอีกต่างหาก)

-----------------------------------------
สิ่งที่พบ หลังจากขายของบน Shopee
- Shopee เอาแต่ใจลูกค้า จนค่อนข้างละเลยผู้ขาย
- คุยแชท สอบถามได้แต่ในแอพฯ มือถือเท่านั้น พิมพ์สนทนาลำบาก
- สอบถาม Call Center ก็ให้คำตอบไม่กระจ่าง
- ส่งอีเมล์ไปแล้ว มีขั้นตอนที่ซ้ำๆ ให้เราต้องส่งข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งที่ในอีเมล์ฉบับแรกนั้นให้ข้อมูลไปน่าจะ- ครบ ทั้งภาพประกอบ รายละเอียด เลขต่างๆ
- ขั้นตอนการขอเงินคืนที่ยุ่งยาก
- ปรับเปลี่ยนระบบไม่แจ้ง user ล่วงหน้า
- ควรจับโปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาระบบ มาสวมบทบาทในการกรอกข้อมูลขายสินค้า เขาจะได้เข้าใจ
- ค่าธรรมเนียม 2% (อันนี้รับได้ เข้าใจว่าทางร้านยืมพื้นที่ขายสินค้า)
- ดึงเข้าโปรแกรมต่าง ๆ ไม่รู้ตัว ทำให้เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มบ่อยๆ

ส่วนในบทบาทการเป็นผู้ซื้อบน Shopee ก็ทำให้เรามีข้อสรุปได้อีกมากมายเช่นกัน

ไว้จะบอกเล่าในโอกาสถัดไป

คำศัพท์การตลาดพื้นฐาน (Marketing)

คำศัพท์พื้นฐานน่ารู้ สำหรับคนที่สนใจเรื่องการตลาด (Marketing) สู่งาน การตลาดดิจิทัล

Awareness : ขั้นตอนการ สร้างการรับรู้ การตระหนักถึง การสร้างการรับรู้ ให้กลุ่มเป้าหมายของคุณ รับรู้ตระหนักถึงการมีอยู่ของสินค้า หรือแบรนด์ของคุณ ของสินค้าหรือบริการ ผ่านทางการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ซึ่งคือ ทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ ข่าว การเปิดตีวอีเวนต์ และอื่นๆ


นอกจากนั้นการรับรู้ของคนเรามีสื่อใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Social Media Advertising, Online Video, Display Ad หรือแม้กระทั่งจะเห็นจาก Content Marketing หรือการแชร์ต่อมาจากเพื่อนของเราใน Social Media

Involvement : การมีส่วนร่วมต่อการรับรู้ หรือการสื่อสารทางการตลาด ด้วยการที่ดิจิทัลได้มอบอำนาจในการมีส่วนร่วมให้กับลูกค้าที่มีต่อการสื่อสาร หรือการสร้างความสัมพันธ์ของลูกค้าเพิ่มมากไม่ว่าจะเป็น ชอบกดไลค์ อยากบอกต่อก็กดแชร์ หรือสามารถ Subscribe เพื่อติดตามต่อ นี่รวมไปถึงการคลิกอ่านต่อ การ Search ข้อมูลเดี๋ยวนั้น หรือ Bookmark เพื่อเก็บไว้อ่านต่อ

Active Consideration : จากเดิมที่เราเทียบสินค้าจากแหล่งไม่กี่แหล่ง ทุกวันนี้เราสามารถดูเรตติ้่ง ดูรีวิว เทียบสินค้าได้จากเว็บเปรียบเทียบราคา หรือแม้กระทั่งเปรียบเทียบสินค้าเดียวกันกับผู้ขายคนอื่นได้เลยทีเดียว

Consumption : วันนี้ในการใช้บริการ หรือใช้สินค้า เราอาจจะสามารถสร้างประสบการณ์ร่วมที่เหนือกว่าได้ด้วยดิจิทัลเทคโนโลยี เช่น การใช้เทคโนโลยี Augmented Reality ในการรับชมภาพยนตร์ที่เราเพิ่งซื้อมาใหม่ หรือการใช้งานสมาร์ททีวี ที่ปัจจุบัน Sync กับ internet และ Devices อื่นๆ ในบ้านแล้ว

Relationship Building : จาก Loyalty Card หรือ การทำ Direct Marketing แบบสมัยเก่า เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวได้ ด้วยระบบการจัดเก็บข้อมูลของลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ และการสื่อสารตรงกับลูกค้าแต่ละคนผ่านช่องทางใหม่ๆ เช่น LINE, facebook, Fanpage, E-Services, Application และอื่นๆ อีกมากมาย อีกทั้งเราสามารถนำข้อมูลของลูกค้าประจำมาออกแบบโปรแกรมเพื่อรักษาความสัมพันธ์ต่อเนื่องได้อย่างถูกใจและตรงใจมากขึ้น

Advocacy : การแนะนำ บอกต่อ : สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในโลกที่ Social Media และ Online Community เข้ามามีอิทธิพลอย่างสูง คือการบอกต่อถึงประสบการณ์กับสินค้าหรือบริการโดยตรง เช่น การให้รีวิว การเรตสินค้าที่ Application ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการตั้งกระทู้ต่อว่าในพันทิป สำหรับเจ้าของสินค้าเองก็ต้องจับตาดูและมีการบริหารจุดนี้อย่างดี

Brand Advocacy หมายถึงผู้สนับสนุนแบรนด์ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งคนธรรมดาและคนมีชื่อเสียง ที่มีความสนใจในแบรนด์หรือสินค้านั้นๆ ต่อให้แบรนด์ไม่จ้าง พวกเขาก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่พร้อมช่วยโปรโมตสินค้าหรือบริการเป็นประจำอยู่แล้ว

ข้อดีของ Brand Advocacy ที่เห็นได้ชัดเจนคือไม่ต้องใช้เงินมากเมื่อเทียบกับ influencers แต่อาจใช้วิธีส่งสินค้าหรือบริการให้ใช้ รวมถึงอาจเชิญมาร่วมงานอีเวนท์ ออกทริป ทำกิจกรรม แจกรางวัล ร่วมกับแบรนด์สินค้า เหล่านี้จะช่วยสร้างคอมมูนิตี้และ Loyalty ให้กับผู้ที่กำลังติดตาม Brand Advocacy บนแพลตฟอร์ม Social media ได้อย่างดี

ส่วนใหญ่แม้ว่า Brand Advocacy จะมีจำนวนผู้ติดตามน้อยกว่า Influencer แต่พวกเขามีจุดแข็งคือความจริงใจในการสื่อสารข้อมูลไปสู่กลุ่มคนที่ชอบสินค้าหรือบริการแบบเดียวกัน ทำให้ข้อความที่ส่งออกไปมีคุณภาพ ซึ่งมีผลสำรวจยืนยันว่าผู้บริโภคจะเชื่อข้อมูลของกลุ่ม Brand Advocacy มากกว่า Influencer

สำหรับกลยุทธ์ที่มาแรงตอนนี้คือหลายแบรนด์สินค้าเลือกใช้จ่ายเงินกับ Brand Advocacy หลายๆคน มากกว่าจะทุ่มเงินไปที่ Influencer คนเดียว หรือ อีกวิธีคือการปั้น Brand Advocacy ขึ้นมาเองซะเลย

advocate = สนับสนุน

Consideration : เมื่อเกิดการรับรู้สินค้าแล้วจึงนำสินค้ามาพิจารณาเปรียบเทียบกับตัวเลือกที่อยู่ในมือ หรือพิจารณาความเหมาะสมทางด้านสิ่งที่ได้รับ + สิ่งที่จ่าย

Purchase : ขั้นตอนการซื้อสินค้า โดยอาจจะมีการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเลือก ณ จุดขาย หากพบความยุ่งยากในการซื้อ หรือ ข้อเสนอที่ดีกว่า ณ จุดขาย เช่น โปรโมชั่น สินค้าไม่มีสต็อก หรือเจอสินค้าใหม่ที่ดีกว่า

Purchase : ช่วงเวลาการซื้อที่สามารถทำได้หลากหลายช่องทางมากขึ้นเช่น e-commerce, M-Commerce และการจ่ายเงินที่เปลี่ยนแปลงไปเช่น Cashless payment, Mobile Payment, Virtual Currency หรือแม้กระทั่งสิ่งใหม่มาแรงอย่าง Bitcoin

Loyalty Building : สร้างการซื้อซ้ำ ด้วย Loyalty Campaign ต่างๆ เช่น Club Card, Loyalty Card หรือ การทำ Direct Marketing เช่นการขอฐานข้อมูลเพื่อส่งเอกสาร โบรชัวร์ไปที่ที่อยู่ที่ให้ไว้ หรือโทรศัพท์ไปหาเพื่อนำเสนอสินค้าใหม่ๆ

Engagement คือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมาย อาจเป็นการสร้างเรื่องราว หรือบทความที่ดี และมีประโยชน์ให้กับกลุ่มลูกค้า เพื่อทำให้เกิดการติดตาม กดไลค์ กดแชร์ เพื่อทำให้กลุ่มลูกค้านั้นรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ของคุณ

Reach คือจำนวนที่คนที่เข้าถึงสื่อทางการตลาดของคุณ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม รูปภาพ วิดีโอ หรือข้อความต่างๆ

Impression ความประทับใจที่มีต่อสื่อทางการตลาด โดยแสดงผลเป็นจำนวนครั้งที่มีการแสดงผลขึ้นมา โดยที่ไม่คำนึงการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าหรือไม่ สามารถพบเห็นได้บ่อยๆ จากการแชร์ หรือการแท็ก

Conversion คือการตอบสนองของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อสื่อทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็น การตอบรับโดยการกล่าวถึง การเข้าร่วม การสมัครสมาชิก การสั่งซื้อ หรือกดปุ่มรับข้อมูลข่าวสาร ก็ได้ทั้งนั้น

Viral หรือ Viral Marketing เรียกแบบไทยๆ ก็คือการทำการตลาดแบบไวรัส โดยอาศัยหลักการเสนอความแปลกใหม่ ความแตกต่างที่โดนใจ ให้แก่กลุ่มลูกค้า เพื่อให้เกิดการส่งต่อที่รวดเร็ว ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ

Content Marketing หรือก็คือการทำการตลาดโดยใช้เนื้อหา หรือบทความ ที่ดี มีประโยชน์ต่อกลุ่มลูกค้า บางครั้งการนำเสนอเนื้อหาก็ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นการสร้างเนื้อหา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกิจการของตนเอง หรือการเขียนบทความที่กำลังเป็นกระแส เป็นที่นิยม เพื่อตอบสนองความต้องการให้แก่กลุ่มลูกค้า ที่อาจจะได้ผลดีกว่าการโฆษณาทางตรงด้วยซ้ำ

Keyword หรือคำสำคัญในการค้นหาผ่านกูเกิล และเป็นคำที่คุณสามารถกำหนดขึ้นมาได้ เพื่อให้บทความ หรือเว็บไซต์ของคุณถูกนั้นถูกค้นพบได้ง่าย

SEO (Search engine optimization) คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณ ติดอับดับต้นๆ ของการค้นหาผ่าน เสิร์ชเอ็นจิ้น ด้วยคีย์เวิร์ด ที่คุณได้ใส่ลงไปในเว็บไซต์ หรือบทความของคุณ

SEM (Search Engine Marketing) คือการทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต

Google Adword เครื่องมือสำหรับการทำโฆษณาบนกูเกิล ให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ด้านบนสุดของการค้นหาบนกูเกิล โดยค่าบริการจะคิดก็ต่อเมื่อมีคนคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น

Google Analytic เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของกูเกิล ที่ใช้สำหรับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ภายในเว็บไซต์ของคุณ โดยสามารถดูว่ามีคนเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเป็นจำนวนเท่าไหร่ มาจากช่องทางไหนบ้าง ระยะเวลาที่อยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจของคุณเป็นอย่างมาก

Google Adsense เป็นเครื่องสำหรับกระจายสื่อโฆษณาของกูเกิล ไปยังเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสสำหรับการสร้างรายได้ โดยการนำโฆษณาจากกูเกิล มาใส่ไว้ในเว็บของคุณ เมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาที่คุณนำมาไวในเว็บ คุณก็จะได้รับเงินในส่วนนั้น

Immersive Experience คือการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าเพื่อให้เกิดความสนใจ และจินตนาการต่อยอดออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความตื่นเต้นโดยการใช้สิ่งเร้าต่อระบบประสาทสัมผัสทั้งหกของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความรู้สึก ให้แก่กลุ่มลูกค้า

ROI (Return on Investmen) คือวิธีการคำนวณค่าตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งให้ค่าการประเมินตรวจสอบที่มีความเที่ยงตรง และทรงประสิทธิภาพมาก โดยสามารถทำได้หลายวิธีการ

SoLoMo (Social Location Mobile) เป็นกลยุทธ์หนึ่งของการตลาดที่วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคโดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ จากการใช้โซเชียลมีเดีย เช็กอินตามสถานที่ต่างๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

Second Screen คือแนวคิดการใช้ประสบการณ์จากจอที่สอง หรือก็คือการใช้แอพพริเคชั่นในการสร้างความรู้สึกใหม่ในการดูโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ เพื่อการดึงความสนใจของกลุ่มลูกค้าให้กลับมาอยู่ในรายการที่รับชมอยู่ แทนการทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ

Earned Media คือการกล่าวถึงสินค้า แบรนด์ หรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ บนสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นไลน์ ทวิสเตอร์ เฟสบุ๊ค การตอบข้อความบน กระทู้ บทความ หรือสื่อต่างๆ ที่คุณได้ลงไป

Value Proposition คือคุณค่าที่นำเสนอต่อลูกค้า ซึ่งทางการตลาดหมายถึงคุณค่าของสินค้า และบริการที่เราได้ขายให้กับลูกค้า

Contextual Targeting คือการทำโฆษณาในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับสินค้า หรือก็คือหากคุณขายตุ๊กตา กูเกิลจะทำให้โฆษณาของคุณ ไปอยู่บนเว็บที่ขายตุ๊กตาเหมือนกัน

Big Data คือข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบริษัทของคุณ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่มีแหล่งที่มาจากบริษัท หรือข้อมูลที่มาจากภายนอกอย่างโซเชียลมีเดีย โดยจะเรียกข้อมูลเหล่านี้ว่าข้อมูลดิบ

Ideation คือแนวความคิด ความคิด ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้

Social Commerce คือเครือข่ายสังคมค้าขายออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบอีคอมเมิร์ช โดยวิธีการคือการใช้โซเชียลมีเดีย เข้ามายกระดับการทำธุรกิจค้าขายบนโลกออนไลน์ ให้ดีกว่าเดิม ให้สะดวกกว่าเดิม

KPI (Key Performance Indicator) คือดัชนีชี้วัดความสำเร็จของงาน โดยจะแสดงรายละเอียดของงานที่สำเร็จ หรือไม่สำเร็จออกมา โดย KPI เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

Native Advertising คือการทำโฆษณา แบบไม่ให้ผู้เข้าชมรู้สึกตัวว่านี้คือการโฆษณา ไม่ได้ตั้งใจขายของมากเกินไป เมื่อดูจบ หรืออ่านจบถึงจะรู้สึกว่านี้คือโฆษณา

Advertainment การทำโฆษณาโดยแฝงไปกับความบันเทิง ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันและกัน ของธุรกิจบันเทิง กับโฆษณา ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก

Synergy คือการทำงานร่วมกันของกลุ่ม องค์กร หรือธุรกิจ ที่จะสร้างผลประโยชน์ให้แก่กันมากกว่าการทำงานแยกกัน

Growth Hacking คือการหาเทคนิคใหม่ๆ มาทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอยู่ในรูปแบบของการคิดวิเคราะห์ หาวิธีการที่สร้างสรรค์ แปลกใหม่ เพื่อทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น

Showrooming คือพฤติกรรมการเลือกชมสินค้าหน้าร้าน แต่จะไปซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

Infographic (Information Graphic) คือภาพกราฟฟิกที่บ่งบอกถึงข้อมูล อาจจะเป็นสถิติ เกร็ดความรู้ หรือเรียกได้ว่าคือข้อมูลอย่างย่อเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่ง่าย เพียงแค่กวาดตามอง

ศัพท์เทคนิคการตลาดโลกโซเชียล – Facebook http://lertad.com/a2z/social-media-marketing-terms-part-1-facebook/

คำศัพท์ Marketing & Sales
www.ctxasia.com/th/vocabulary-marketing-sales , www.am2bmarketing.co.th